ปิยบุตร แสงกนกกุล ทบทวนรากเหง้าอนาคตใหม่ วิพากษ์ก้าวต่อไปพรรคประชาชน

ที่มาของภาพ, NAPASIN SAMKAEWCHAM/BBC THAI
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ครึ่งทศวรรษที่ต้อง "เว้นวรรคทางการเมือง" ปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ และเดินทาง
แม้จำต้องห่าง แต่เขาไม่เคยหายจากการเมือง อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) คนแรกและคนเดียว ยังไปช่วยรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งบ้างเป็นครั้งคราวถ้าพรรค-พวกตามตัว หรือนัดพบปะเพื่อน สส. ที่อยากปรับทุกข์ผูกมิตร และได้เข้าทำงานที่รัฐสภา เกียกกาย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนราษฎรบางคณะ
"เอาเข้าจริง มันจะ 5 ปี 10 ปี หรืออะไรก็ตาม สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนตัวเลขที่เราโดนตัดสิทธิหรอก สาระสำคัญอยู่ที่ว่าพวกเขาไม่ไว้วางใจผมมากกว่าที่จะให้เข้ามาอยู่ในการเมืองในระบบแบบนี้" ปิยบุตร กล่าวกับบีบีซีไทย
ปิยบุตร เป็น 1 ใน 16 กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค อนค. เมื่อ 21 ก.พ. 2563 จากคดี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ปล่อยเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ให้แก่พรรคตัวเองเพื่อทำกิจกรรมในช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
อนาคตของอนาคตใหม่จึงดับลงด้วยอายุเพียง 1 ปี 4 เดือน 18 วัน ทว่าอุดมการณ์ของพรรคสีส้มยังไม่ตาย-ได้รับการสืบทอดผ่าน "พรรคทายาท" จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) สู่พรรคประชาชน (ปชน.) ในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
ในวาระครบ 5 ปีของการยุบพรรค อนค. บีบีซีไทยชวน ปิยบุตร หนึ่งในผู้ก่อการ-ก่อตั้งพรรค ทบทวนอดีต เพ่งพินิจปัจจุบัน และวิเคราะห์คาดการณ์อนาคตของพรรคสีส้มก่อนเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2570
5 เหตุการณ์สำคัญในรอบ 5 ปีหลังยุบอนาคตใหม่
ผ่านมาครึ่งทางของคำสั่งยุบพรรค อนค. และตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี ปิยบุตร เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองในแต่ละปี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทั้ง 5 เหตุการณ์นี้ "เป็นโดมิโนจากการยุบพรรคอนาคตใหม่"
- 2563 การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลังการยุบพรรค จากภายในรั้วมหาวิทยาลัยขยายวงออกสู่ท้องถนน ยกระดับประเด็นจากแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
- 2564 การนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลับมาบังคับใช้ใหม่ และใช้อย่างกว้างขวาง เข้มข้น ต่อเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้
- 2566 ชัยชนะของพรรค ก.ก. ในการเลือกตั้งปี 2566 โดยนำ สส. เข้าสภาได้ 151 คน ด้วยคะแนนมหาชน 14.4 ล้านเสียง
- 2566 การสนธิกำลังกันระหว่างชนชั้นนำ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ชนชั้นนำทางการเมือง ผสานกำลังกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ และชนชั้นนำดั้งเดิมจารีตประเพณี ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ "สกัดกั้นไม่ให้พลังแบบใหม่นำโดยพรรคก้าวไกลมีโอกาสเป็นรัฐบาล"
- 2563-ปัจจุบัน กลไกของนิติสงครามเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อจัดการคู่ปรปักษ์ในทางการเมือง ผ่านการยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมือง และสกัดขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่
ย้อนไปตอนก่อตั้งพรรค อนค. เมื่อปี 2561 ธนาธร และ ปิยบุตร คาดหวังให้พรรค อนค. เป็นเครื่องมือนำพาผู้คนออกจากระบอบเผด็จการ กลับสู่การเมืองในระบบปกติหลังผ่าน "ทศวรรษที่สูญหาย" นับจากรัฐประหาร 2549
มาวันนี้ อดีตเลขาธิการพรรค อนค. ผู้กลายเป็นเลขาธิการคณะก้าวหน้า มองเห็นพัฒนาการเชิงบวกที่ช่วยปรับภูมิทัศน์การเมืองไทยไปตามสมควร ไม่ว่าจะเป็น การขยับฐานไปเป็นการเมืองของมวลชน (mass politics) มากขึ้น, ความคิดแบบ radical (เปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน) แพร่กระจายและกล้าแสดงออกมากขึ้น, มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่สนามการเมืองมากขึ้น
ทว่าปฏิกิริยาด้านลบที่เขาพบคือ เมื่อชนชั้นใต้ปกครองท้าทายผู้ทรงอำนาจมากขึ้น ฝ่ายชนชั้นปกครองก็ต้องเพิ่มยาแรง-ใช้อำนาจแข็ง (hard power) ผ่านกลไกศาล ทหาร คุก ตำรวจ เพื่อปราบ-สกัด-กดเอาไว้ เอาระบบกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือ เอาองค์กรอิสระมาเป็นส่วนหนึ่งของนิติสงคราม ทำให้ระบอบการเมืองเพี้ยนไปเรื่อย ๆ
หากระบบการเมืองยังถูกปิดกั้นเช่นนี้ ปิยบุตร เชื่อว่า ประชาชนอาจอ่อนล้า ไปพักผ่อน กลับไปใช้ชีวิตปกติ ขณะที่นักการเมืองและพรรคการเมือง จากเดิมพรรค อนค. คิดอ่านว่าต้องการ politicisation (การกระทำเพื่อสร้างความตระหนักรู้ทางการเมือง หรือทำให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองมากขึ้น) ประชาชน ติดอาวุธความคิดทางการเมืองให้ประชาชน แต่ด้วยระบบที่เป็นอยู่ ทำไปทำมาพรรคจะ bureaucratization (การบริหารหรือเปลี่ยนให้เป็นระบบราชการ) ตนเองหรือเปล่า เช่น จากพรรคที่คิดอ่านเรื่องติดอาวุธความคิดทางการเมืองสัก 70 เลือกตั้งสัก 30 ต่อไปก็คิดเรื่องเลือกตั้งสัก 70 คิดเรื่องติดอาวุธทางความคิด 30 มันจะกลายเป็นพรรคที่เริ่มเข้าสู่ระบบราชการ ทำงานประจำ พอฤดูเลือกตั้งมาถึงก็ส่งผู้สมัคร เวียนแบบนี้ไปเรื่อย
"ถ้าผมเป็นผู้ถือ 'ใบอนุญาตใบที่ 2' ที่ผมเรียกว่าคนกุมอำนาจในระบอบนี้ ชนชั้นปกครองทั้งหลาย ผมก็จะทำระบบให้มันเป็นอย่างนี้ ทำให้พรรคของคุณมีชีวิตต่อไป แต่ระบบทั้งระบบจะคุมกำเนิดให้คุณได้แค่นี้ ไม่ให้คุณได้เป็นรัฐบาล ให้คุณทำงานในสภา ให้คุณลดความแหลมคม ความ radical ลงเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ในระบบนี้" ปิยบุตร กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ข้อวิเคราะห์ของเลขาธิการคณะก้าวหน้าคือ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ 20 ปี คนหน้าใหม่ในทางการเมืองที่เข้ามาก็จะกลายเป็น "อำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่" ที่ไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองเดิม ส่วนการเลือกตั้งที่มองกันว่าเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงในระยะเปลี่ยนผ่านจากสังคมเก่าเป็นสังคมใหม่ ก็จะกลายเป็น "เครื่องมือเปลี่ยนผ่านจากคนธรรมดาให้เป็นอำมาตย์" เท่านั้น
จากมิตรสู่คู่แข่ง
ถ้าการต่อสู้กับเผด็จการทหารคือ "อุดมการณ์-จุดยืน" ที่แกนนำอนาคตใหม่เคยประกาศไว้ว่าจะ "ไม่ประนีประนอม" และ "ไม่รับทุกส่วนประกอบที่เป็นอประชาธิปไตย" ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2562
ในวันนั้น พรรคสีส้ม ดูจะมี พรรคสีแดง ในฐานะผู้ถูกโค่นอำนาจด้วยรัฐประหาร 2 ครั้ง เป็น "พันธมิตร" รายสำคัญ และเคยจับมือกันทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ภายหลังหัวหน้าคณะรัฐประหารคนล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หวนคืนทำเนียบรัฐบาล นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จากการเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นในรัฐสภาจากทั้ง สส. พรรคฝ่ายอนุรักษนิยม และ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ทว่าภายหลังการเลือกตั้ง 2566 ที่ พรรคสีส้ม ล้ม พรรคสีแดง ได้ในสนามเลือกตั้ง ยัดเยียดความปราชัยให้ "พรรคทักษิณ" ในรอบ 22 ปีนับจากก่อตั้งพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย การณ์ก็กลับกลาย เมื่อสุดท้ายพรรค ก.ก. ที่ชนะการเลือกตั้ง ไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล ส่วนพรรค พท. พลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้ง "รัฐบาลผสมข้ามขั้ว" โดยดึงเอาพรรค "2 ลุง" คือ พรรค พปชร. และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาร่วมวงฝ่ายบริหาร
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ณ วันนี้พรรค พท. ถือว่าเป็นมิตรหรือศัตรูทางการเมืองของพรรค ปชน.?
ปิยบุตร ตอบว่า ทุกพรรคการเมืองเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้วในการเลือกตั้ง เวลาเขาตัดสินใจไปรับใช้กลุ่มก้อนใบอนุญาตที่ 2 กลุ่มก้อนใบอนุญาตที่ 2 ไม่มีวันเชื่อใจ 100% อยู่แล้ว เพียงแต่สถานการณ์เฉพาะหน้าก็เอาอย่างนี้ไปก่อน ก็ใช้เป็นครั้งคราว สิ่งที่พรรค ปชน. ต้องพยายามทำในการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ ทำให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเลือกของคนว่าจะเอาสังคมแบบไหน คือการเลือกระหว่างใหม่กับเก่า

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีไม่ดีนะ ผมไม่ชอบการเมืองเชิงคุณธรรมอยู่แล้ว แต่นี่คือการเสนอทางเลือกระหว่างสิ่งที่มันเป็นอยู่ ณ เวลานี้กับอีกแบบหนึ่ง คุณต้องการแบบไหน ดังนั้นการเลือกตั้ง 2570 มันต้องทำภาพนี้ออกมาให้ชัด แล้วถ้าคุณชนะ นั่นหมายความว่าสังคมกำลังบอกว่าเขาต้องการเห็นแบบใหม่ พรรคก็มีหน้าที่รับใบอนุญาตใบนี้ไปเจรจาว่าบ้านนี้เมืองนี้มันต้องเปลี่ยนอย่างไร" เขากล่าว
ในการรับ "ใบอนุญาตใบที่ 1" จากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ปิยบุตร ชี้ว่า ต้องได้คะแนนมหาชน 20 ล้านเสียง หรือราวครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ และตั้งเป้าหมายให้พรรค ปชน. มี สส. ราว 200 คน แบ่งเป็น สส.เขต 150 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 50 คน
พรรคประชาชนต้องชี้นำกระแสสังคมแข่งกับ ทักษิณ
หนึ่งในข้อวิเคราะห์ที่ไม่เคยจางหายไปจากสังคมการเมืองไทยนับจากก้าวไกลชนะการเลือกตั้งคือ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของพรรคการเมืองนี้ไปเพิ่มบทบาท ความสำคัญ หรือถึงขั้นกำหนดภารกิจให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องรับบทผู้สกัดกั้นการเติบโตของพรรคสีส้ม จนบรรลุ "ซูเปอร์ดีล" ได้กลับบ้านโดยไม่ต้องนอนคุกแม้แต่วันเดียว
ปิยบุตร ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแนววิเคราะห์นี้ แต่เขาเชื่อว่า ฝ่ายชนชั้นนำใช้วิธีแก้แบบช็อตต่อช็อต พอเกิดสถานการณ์ทีหนึ่ง ก็ออกยาแรงทีหนึ่ง จัดการทีหนึ่ง เช่น ณ วันแรกไม่ได้สนใจพรรค อนค. คิดว่าได้น้อย ก็ไปเล่นงานพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และพรรค พท. พอพรรค อนค. ได้เข้าสภา ชักจะแรง ก็ยุบพรรค เมื่อ สส. ย้ายไปสังกัดพรรค ก.ก. ก็ไปกันไม่ครบ ขนาดลดลงกลายเป็นพรรคขนาดกลาง และมีการแก้กติกาการเลือกตั้งให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ด้วยความคิดที่ว่าพรรคนี้ลง สส.เขตร่วงหมดแน่ และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็จะได้ลดลง ดองให้เป็นพรรคขนาดกลางไป 30-40 เสียง และให้ความสนใจว่าหากพรรค พท. "แลนด์สไลด์" จะทำอย่างไร แต่มันกลับตาลปัตรอีก พรรค ก.ก. ดันชนะเลือกตั้ง คราวนี้จึงต้องไปสนธิกำลังรวมกับพรรค พท. ทุกอย่างจึงออกมาแบบที่เห็น ต่อมาเมื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรค ก.ก. มีคะแนนนิยมสูง ก็เชือดมันอีกที พร้อมกับได้บล็อกด้วยว่าการแก้มาตรา 112 เดินต่อยาก
"ดังนั้นช็อตต่อไป ผมคิดว่าเขาก็จะแก้ช็อตต่อช็อตอีก เช่น ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้า สมมติได้ 180 เสียง เป็นฝ่ายค้านแน่ แต่ถ้าขึ้น 200 หรือ 200 กว่า เดี๋ยวหาวิธี ดังนั้นด้านหนึ่งเวลาพรรคก้าวไกลถูกยุบ แล้วมีแคมเปญปลุกขวัญกำลังใจที่ว่า 'ยักไหล่แล้วไปต่อ' ในทางกลับกันกลุ่มชนชั้นนำซึ่งถือใบอนุญาตใบที่ 2 ในการเข้าสู่อำนาจรัฐ เขาก็บอกว่า 'ยักไหล่แล้วยุบต่อ' สภาพการณ์ก็จะเป็นอย่างนี้"
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหวนคืนสนามการเมืองของ ทักษิณ ได้เปลี่ยนบทสนทนาทางการเมืองไป พื้นที่พูดคุยในเชิงอุดมการณ์-ปฏิรูปโครงสร้างดูคล้ายหดแคบลด เมื่อผู้นำคนที่ 23 ของไทยดึงความสนใจไปที่การเมืองเรื่องปากท้อง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปิยบุตร เห็นว่า การเมืองในเชิงอุดมการณ์ยังทำงานได้อยู่ เพียงแต่เริ่มเห็นแล้วว่าอีกฝั่งหนึ่งอยากให้พาประเทศไทยกลับไปก่อน 2549 คือเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ดึง สส. เข้าสังกัด รวมมุ้ง ควบรวมพรรค แล้วก็ทำผลงานทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่าง ๆ พรรค ปชน. จึงต้องทำให้เห็นว่าโลกปีนี้มันปี 2568 มันไม่เหมือน 20 ปีที่แล้ว
"ผมเชื่อว่าคุณทักษิณประสบความสำเร็จจริง แต่ว่ายังขายได้จนถึงทุกวันนี้หรือเปล่า อันนี้ต้องตั้งคำถามนะ จนถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำอะไรที่โอ้โห ว้าว เหมือนสมัยก่อนเลย จนเรางงว่านี่คือทีมงานเดียวกันจริงหรือ อาจจะด้วยอุปสรรคพรรครัฐบาลผสม อุปสรรคของรัฐธรรมนูญ อุปสรรคคดีความที่โดนปักหลังกันไว้เยอะหรืออะไรก็ว่าไปเถอะ แต่มันคนละเรื่องกับตอน 2544-2548 ดังนั้นเอาของเดิมมาขายอย่างเดียว"
"ถ้าไม่อยากให้กระแสสังคมตกไปอยู่ภายใต้การชี้นำประเด็นโดยคุณทักษิณ ชินวัตร พรรคประชาชนก็ต้องขึ้นมาชี้นำให้ได้ ต้องชี้นำแข่งกับคุณทักษิณ ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันเบาไปหน่อย"
เขาเห็นว่า พรรค ปชน. กำลังตกอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาการเมืองรายวัน จากเดิมที่ตัวเองเป็นกองหน้าในการ politicise สังคม แต่กำลัง bureaucratise ตัวเองให้เข้าไปสู่ระบบงานประจำมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในเวลาที่เหลือราว 2 ปี หากพรรค ปชน. จะสู้กับพรรค พท. ต้องอธิบายให้เห็นความแตกต่างกันให้ได้ วาดภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองของพรรคขึ้นมา

ที่มาของภาพ, Wasawas Lukharang/BBC Thai
แล้วพรรคประชาชนมีผู้นำบารมีในระนาบเดียวกับ พ่อนายกฯ แล้วหรือ?
เขาแย้งว่า มันไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่ต้องช่วยกันทำทั้งพรรคและสื่อสารออกไป เช่น เวลาพรรค พท. แจกเงินหมื่น นอกจากการตรวจสอบเรื่องความคุ้มค่า ดูข้อกฎหมาย เปิดอีกช่องทางหนึ่งนำเสนอในเชิงเศรษกิจการเมืองได้หรือว่าวิธีการของพรรคสีส้มเรื่องการสร้างสวัสดิการเป็นอย่างไรอย่างไร
"เขา conceptualize (กำหนดกรอบความคิด) ตัวเองเป็น 'ทักษิโณมิกส์' ขึ้นมาในช่วงหนึ่ง ณ วันนี้พรรคประชาชน conceptualize ตัวเองหน่อยว่าลัทธิการบริหารเศรษฐกิจของกลุ่มคุณทั้งหมดเป็นยังไง มันต้องวาดออกมา"
โจทย์ของพลังเก่า vs พลังใหม่
ปิยบุตร ตระหนักดีว่า โจทย์ของฝ่ายพลังเก่าคือ "พรรคประชาชนจะเป็นรัฐบาลไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว"
แล้วถ้าพรรค ปชน. ชนะเลือกตั้ง 2570 แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะรับมือกับความผิดหวังที่เพิ่มทวีอย่างไร ไม่ว่าจากนักการเมืองในสังกัด หรือโหวตเตอร์
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองที่มี "ดีเอ็นเออนาคตใหม่" ยอมรับว่า นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของพรรค ปชน. ในฐานะพลังใหม่ คือการหล่อเลี้ยงความหวังและความเป็นไปได้ให้สังคมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้จริง พร้อมเสนอว่า ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรค ปชน. ต้องสร้างความเป็นรูปธรรม ทำให้คนเห็นความแตกต่างให้ได้ถึงสิ่งที่พรรคจะทำแบบใหม่คืออะไร ถ้าให้เป็นรัฐบาล 8 ปี 12 ปี 16 ปี สังคมไทยจะเปลี่ยนเป็นอย่างไร ต้องทำให้เห็นภาพมากขึ้นเพื่อไม่ให้ความฝันความหวังเหล่านี้กลายเป็นเรื่องนามธรรมจนเกินไป
ส่วนการลงถนนจะเป็นทางเลือกของพลพรรคประชาชนหรือไม่นั้น ปิยบุตร บอกว่า สถานการณ์จะเป็นตัวบอกเอง ส่วนตัวไม่รู้ว่าพรรคคิดอ่านอย่างไร "แต่ถ้าการเมืองในสถาบันการเมืองมันปิดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ มันโดยสภาพ นอกสถาบันการเมืองจะขึ้นมาแทน"
อย่างไรก็ตามคนการเมืองที่ต้องโทษแบนการเมือง 1 ทศวรรษ เห็นว่า การอยู่ในระบบทำให้นักการเมืองเกิดความเคยชิน ทั้งกับอัฐบริขารที่ระบบมอบให้ ประโยชน์โพดผล และการเป็นพื้นที่สะดวกสบาย จนกลายเป็นอาชีพ และกลายเป็นผู้แทนราษฎรแบบราชการ ตื่นเช้ามาตามเวลา ทำงานตามเวลา แต่ความแหลมคมในการคิดอ่านประเด็นทางการเมืองค่อย ๆ หายไป
"หัวสมองคุณเกินครึ่ง คุณต้องไปใช้กับงานรูทีน คุณจะไปคิดถึงเรื่องถ้าเราทำแบบนี้ เราพ้นจากตำแหน่ง จะไปทำงานอะไรต่อ ถ้าเราทำแบบนี้ เราโดนตัดสิทธิ แล้วจะทำยังไง ถ้าเราทำแบบนี้ สุดท้ายมันเป็นการเดินเอาหัวชนฝา มันไม่ได้อะไรอยู่ดี มันก็จะเกิดชั่งใจแบบนี้ขึ้นเรื่อย ๆ วิธีคิดเหล่านี้มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณรู้ว่าคุณใกล้ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ถามตอนปี 2561 ตั้งพรรค ปี 2562 ลงเลือกตั้ง เข้าสภา กับ ณ วันนี้ปี 2568 คนที่เป็นนักการเมืองของขบวนการ 3 พรรค กังวลเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบอกผมหรอก แต่มันเป็นโดยสภาพ" ผู้ก่อตั้งพรรค อนค. กล่าว

ที่มาของภาพ, thai news pix
การเมืองในอุดมคติของอดีตนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรได้เพียง 10 เดือน ไม่ได้หมายความว่าให้เป็นคนมุทะลุ มาถึงลงเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จ วันพรุ่งนี้ยั่วระบบจนทำให้โดนยุบพรรค ตัดสิทธิ มาถึงเผาตัวเองเลยเพื่อให้ตัวเองเป็นมรณสักขี มีคนสักการะบูชา มันไม่ขนาดนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายต้องทำอะไรบ้าง
เขายกตัวอย่าง "คดีล้มล้างการปกครอง" ที่นำไปสู่คำสั่งยุบพรรค ก.ก. จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง "เรารู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค คุณสู้อะไรเขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันต้องมีแรงต้านบ้าง" เช่น เสนอกฎหมายเข้าสภาในลักษณะโต้กับศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แรงที่สุด แก้รัฐธรรมนูญเพื่อยุบศาลรัฐธรรมนูญ… เบาลงมา เปลี่ยนองค์ประกอบศาลรัฐธรรมนูญ… เบาลงมาอีกหน่อย ยกเลิกกฎหมายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ… เบาลงมาอีก จัดการเรื่องมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ที่เป็นช่องทางร้องกันมั่วซั่วคดีล้มล้าง หรือแม้แต่เรื่อง 112 ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกห้ามแก้ แต่ให้แก้ตามที่เขาบอก คือลดโทษอย่างเดียว ทั้งหลายทั้งปวงเราจะเห็นว่าไม่ได้ทำเลย
เมื่ออุดมการณ์กลายเป็น "กรรมเก่า"
ในขณะที่ภารกิจของของฝ่ายอนุรักษนิยม-พลังเก่าคือ "ขีดเส้นความเป็นไปได้" ทำให้หดแคบลง ปิยบุตร บอกว่า ภารกิจของพรรค ปชน. คือ "ขยับได้อีก"
สิ่งที่ต่างออกไปสำหรับพรรคสีส้มในร่าง 3 ในการลงสนามเลือกตั้งรอบหน้าคือ พวกเขาต้องแบก "ภาระ" หรือบางคนเรียก "กรรมเก่า" ขึ้นหลังจากคดีล้มล้างการปกครอง หาใช่พรรคใหม่-สด-ไร้มลทินแบบการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
"ผมไม่รู้เขาออกแบบกันถึงขนาดนี้หรือเปล่านะ แต่คนกำหนดเกม คนกำหนดกติกาเขาต้องการให้เป็นแบบนี้ละ เป็นสิ่งที่เขาฝันที่สุดเลย"
ปิยบุตร ยก 3 ปัจจัยมาประกอบข้อวิเคราะห์ของเขา
- ขั้วที่เรียกว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" แตกแล้ว มีการตั้งรัฐบาลหลากหลายพรรค จากคนที่เคยซัดกันมานานก็ไปรวมกัน แล้วโดดเดี่ยวพรรคก้าวไกล/ประชาชน
- แกนนำพรรคก้าวไกล/ประชาชน จำนวนมากโดนคดีปักหลังไว้ ทำให้เคลื่อนไม่สะดวก
- พรรคประชาชนมีความคาดหวังในตัวเองว่าครั้งหน้าจะมีโอกาสเป็นพรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ดังนั้นอะไรที่เป็นอุปสรรคก็จะเอาออก จะพยายามจำกัดเพดาน จำกัดการเคลื่อนไหวของตัวเองเพื่อไปสู่การเลือกตั้งปี 2570 ให้ได้ ประกอบกับเพิ่งโดนยุบมา ยังสะบักสะบอบอยู่
"ถ้าการเมืองในระบบเป็นแบบนี้ ในขณะที่มวลชนนอกสภาก็ถูกจับถูกดำเนินคดีจำนวนมาก สภาพการณ์แบบนี้คนที่แฮปปี้ที่สุดก็คือเจ้าของใบอนุญาตใบที่ 1 เพราะมันจะไม่มีใครมาท้าทายได้เลย"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
หากการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ เป็นจุดขายและจุดแข็งของพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลในสนามเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เกมอุดมการณ์กำลังกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทิ่ม-แทงพรรค ปชน. เมื่อคนการเมืองต่างค่าย-ต่างขั้วชวนแกนนำพรรคพูดถึงจุดยืนต่อมาตรา 112 และการจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคต่าง ๆ
ปิยบุตร แนะนำพรรค ปชน. ว่า ไม่ต้องไปสนใจ-ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ขอให้เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง 2570 ให้ได้มากที่สุด เพราะสภาพการณ์เป็นคนละบริบท ไม่เหมือนกับเมื่อปี 2566 ที่ต้องประกาศจุดยืน "มีลุง ไม่มีเรา" เพราะยังเป็นการสืบทอดอำนาจอีกเฮือกหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรค รทสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรค พปชร. ซึ่งสัมพันธ์กับการรัฐประหาร 2557 ต่อเนื่องกันมา
"ปกติการเลือกตั้ง เขาไม่มีใครต้องมานั่งอธิบายหรอก เขาจะอธิบายกับประชาชนว่าเลือกเขาเพราะอะไร มีนโยบายอะไรมากกว่า" เขากล่าว
ปิยบุตร ย้ำว่า พรรค ปชน. ต้องทำ 2 เรื่องให้ปรากฏ คือ 1. ขีดเส้นเก่ากับใหม่ให้ชัด แล้วทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น 2. แสดงให้เห็นว่าบริหารงานเป็น เป็นมืออาชีพในการบริหารประเทศ ไม่ใช่ไอ้เด็กน้อย อุดมคติ หัวร้อน ขึ้นมากะทันหัน แล้วก็ไม่พอใจทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คุณเห็นปัญหาของสังคมนี้ มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจวัฒนธรรมอำนาจของไทย
เขาไม่เชื่อเชื่อทฤษฎี "3 ก๊ก" แต่เสนอว่ามี "2 พลัง" คือ พลังใหม่ กับพลังเก่า ในการเมืองไทยยุคปัจจุบัน
"คนที่เสนอเรื่อง 3 ก๊ก เขามองการเมืองจากการเลือกตั้ง ดูคะแนน ดูพรรคมันเหลือกี่พรรค แต่ผมมองการเมืองจากเชิงความคิดอุดมการณ์ ผมคิดว่าพรรคอื่นทั้งหมดมันเกิดจากกระบวนการผลิตแบบเดียวกัน จากอุตสาหกรรมเดียวกัน ขณะที่พรรคประชาชนเป็นตัวแทนของพลังใหม่" ปิยบุตร อธิบาย
สำหรับทฤษฎี "3 ก๊กการเมืองไทย" เสนอโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกอบด้วย ก๊กพรรคประชาชน ก๊กพรรคเพื่อไทย และก๊กฝ่ายอนุรักษนิยม หากพรรคใดจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ต้องได้เสียงจากอีกก๊กหนึ่ง และโดดเดี่ยวอีกก๊กหนึ่งเสมอ
อนาคต
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ชายวัย 45 ปีจะพ้นโทษแบนการเมืองตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ถึงตอนนั้น ปิยบุตร จะมีอายุย่าง "ครึ่งร้อย" พอดี แต่เขาไม่มั่นใจว่าจะมีโอกาสหวนคืนสู่สนามการเมืองเต็มตัวหรือไม่
"เขาคงจะหาทางตัดสิทธิไปเรื่อย ๆ ถ้าสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางอำนาจมันยังเป็นลักษณะแบบนี้นะ" เขาบอกใบ้
ปิยบุตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหาในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น คดีมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 1 คดี, คดีมาตรา 116 ยุยยงปลุกปั่นฯ 2 คดี และคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ 1 คดี

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
เฉกเช่นเดียวกับอนาคตอันไม่แน่นอนของ 44 สส. ก้าวไกล ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกหนังสือเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง หลังคณะอนุกรรมการไต่สวนคำร้อง หากพวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง จะทำให้ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์











