การเมืองไทย 2567 ปีแห่งการเปลี่ยน "ผู้นำ"

7 ผู้นำ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ปี 2567 ถือเป็นปีที่การเมืองไทยต้องเผชิญกับความผันผวนที่สุดปีหนึ่ง โดยมีการแปลงแปลงเกิดขึ้นกับผู้นำทางการเมืองหลายคน

บีบีซีไทยสรุปเหตุการณ์แห่งปีที่ใช้ผู้นำเปลืองที่สุด โดยมีอย่างน้อย 7 คนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งส่งผลในทางร้ายและดีต่อพรรค-พวกเขา

ยุบก้าวไกล เสีย 2 หัวหน้าพรรค

พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ต้องเสีย 2 หัวหน้าพรรคไป เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี โดยมี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคชุดที่ 1 และแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรค ก.ก. และ ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ที่ขยับขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชุดที่ 2 รวมอยู่ด้วย

คำสั่งยุบพรรค ก.ก. ด้วยมติเอกฉันท์ 31 ม.ค. มีชนวนเหตุจาก "คดีล้มล้างการปกครอง" เมื่อ 44 สส. ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แนราษฎรเมื่อปี 2564 โดยใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมองว่า "เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 และสั่งให้ "เลิกการกระทำ" เพื่อไม่ให้มีการยกเลิกมาตรา 112

ผลจากการยุบพรรค ก.ก. ที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชน 14 ล้านเสียง ไม่เพียงทำให้พรรคสีส้มรุ่น 2 ที่สืบทอดอุดมการณ์ต่อจากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ต้องสูญเสียบุคลากรทางการเมืองไป 10 คน แต่ยังกระทบต่อแนวทางการขับเคลื่อนทางการเมืองซึ่งคล้ายถูก "ลดเพดาน" ลงมา โดยมีทั้งที่มาจากการตัดสินใจของคนพรรคสีส้มเอง และคนการเมืองต่างขั้ว-ต่างค่ายที่จงใจหยิบฉวยเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาตอกย้ำเงื่อนไขห้ามแตะต้องมาตรา 112 และไปไกลถึงขั้นห้ามนิรโทษกรรมผู้ต้องหา/จำเลยคดี 112

สส. ก้าวไกลร่ำไห้กลางสภา เมื่อ 7 ส.ค. ภายหลังทราบข่าวศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกล โดยมี ชัยธวัช ตุลาธน อยู่กลางวงล้อมเพื่อนร่วมพรรค

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส. ก้าวไกลร่ำไห้กลางสภา เมื่อ 7 ส.ค. ภายหลังทราบข่าวศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกล โดยมี ชัยธวัช ตุลาธน อยู่กลางวงล้อมเพื่อนร่วมพรรค

พรรคประชาชน (ปชน.) คือร่างใหม่ของพวกเขา โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ในรุ่นที่ 3 พ่วงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา ท่ามกลางคำถามและความท้าทายมากมายที่รออยู่ว่า เท้ง-ณัฐพงษ์ จะนำพาพรรคให้ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไปได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ เป็น 1 ใน 44 สส. ที่ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ด้วย และอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ "คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง" ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถ้าถูกตัดสินว่าละเมิดจริยยธรรม ณัฐพงษ์กับพวกก็จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

ปล่อย ทักษิณ ปลดพันธนาการทางการเมือง

แต่สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 บิดาของนายกฯ คนปัจจุบัน ที่เคยปรียบเปรยว่าตัวเอง "ติดคุกใหญ่" ในต่างแดนมานาน 17 ปี ค่อย ๆ ปลดพันธนาการตัวเองนับจากได้รับการ "พักโทษ" ออกจากชั้น 14 ของ รพ.ตำรวจ เมื่อ 18 ก.พ. ก่อน "พ้นโทษ" อย่างเป็นทางการ 18 ส.ค.

อดีตผู้นำรัฐบาล 377 เสียงที่ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 เดินทางกลับไทย 22 ส.ค. 2566 ในวันเดียวกับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกฯ คนที่ 30

เขาต้องรับโทษจำคุกรวม 8 ปีจาก 3 คดีทุจริต ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาและได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุก 1 ปี ทั้งนี้ ทักษิณ ถูกนำตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ตั้งแต่คืนแรก ทำให้นักโทษขั้นเด็ดขาดรายนี้ไม่เคยนอนเรือนจำแม้แต่วันเดียว จนกระทั่งได้รับการพักโทษตามเกณฑ์ราชทัณฑ์เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ท่ามกลางคำครหาเรื่อง "อภิสิทธิ์ชน"

ต่อมา ทักษิณ เป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในโอกาสมหามงคล และ "พ้นโทษ" กลายเป็นผู้บริสุทธิ์เต็มขั้น 18 ส.ค. ในวันเดียวกับที่มีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ คนที่ 31

ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า “ตื่นเต้น ไม่ได้ปราศรัยมานาน” หลังขึ้นเปิดปราศรัยครั้งแรกในรอบ 18 ปี ที่ จ.อุดรธานี

ที่มาของภาพ, Wasawas Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า "ตื่นเต้น ไม่ได้ปราศรัยมานาน" หลังขึ้นเปิดปราศรัยครั้งแรกในรอบ 18 ปี ที่ จ.อุดรธานี

ในช่วงแรกที่ได้รับการ "พักโทษ" ทักษิณ เน้นปฏิบัติภารกิจส่วนตัว อาทิ เดินสายทำบุญไหว้พระ กลับบ้านเกิดและพบปะญาติที่ จ.เชียงใหม่ พบปะลูกพรรคบ้างประปรายแต่ก็เป็นการพูดคุยแบบปิดห้อง-ไม่เป็นข่าว กระทั่ง "พ้นโทษ" ในจังหวะไล่เลี่ยกับการขึ้นสู่อำนาจประมุขฝ่ายบริหารของบุตรสาว ทักษิณ ก็เลิกเหนียม เปิดหน้าสื่อสารการเมืองในพื้นที่สาธารณะ

จึงไม่แปลกหากจะปรากฏข่าว ทักษิณ เชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปพูดคุยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หลังนายกฯ คนที่ 30 พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 14 ส.ค. แต่กลับบอกสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่าไป "กินมาม่า" ตามด้วยการเดินสายแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีต่าง ๆ ซึ่งต่อมาถูกนำไปบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาล "แพทองธาร" ที่แถลงต่อรัฐสภา นอกจากนี้เขายังเดินสายพบประชาชน-โดดขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะ "ผู้ช่วยหาเสียง" เพื่อรุกสนามท้องถิ่น ประเดิม จ.อุดรธานี, อุบลราชธานี, เชียงใหม่ พร้อมประกาศไปทั่วว่า "ผมกลับมาแล้ว"

เมื่อสบโอกาส พ่อนายกฯ มิลืมส่งสัญญาณปรามแกนนำพรรคร่วมฯ ในหลายเหตุการณ์ เช่น ติงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า "รีบหล่อเร็วไปนิด" กรณีออกมาประกาศขวางการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกลาโหม หรือที่รู้จักในชื่อ "กฎหมายสกัดรัฐประหาร" ของ สส. เพื่อไทย หรือตำหนิบางพรรคร่วมฯ ที่หนีประชุม ครม. เพื่อพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เกี่ยวกับมาตรการทางภาษี โดยบอกว่า "เกลียดพวกอีแอบ" และออกปากว่า "ต่อไปใครหนี ก็ส่งใบลาออกมาด้วย" ร้อนถึงคนการเมืองจากพรรคร่วมฯ ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวเอง

ปลด เศรษฐา พ้นสถานะประมุขฝ่ายบริหาร

เศรษฐา ทวีสิน ประจำการตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ไม่ครบปี ก็มีอันเป็นไปทางการเมืองเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เขาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 14 พ.ค. ด้วยข้อกล่าวหาที่จะติดตัวเขาตลอดไปกาล "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์"

คดีนี้ สว. ชุดเฉพาะกาล 40 คนยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ เศรษฐา เนื่องจากเห็นว่าเขาอาศัยอำนาจหน้าที่นายกฯ "กระทำการโดยอาจมีเจตนาไม่สุจริต" กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยรับโทษจำคุกมาก่อน

ในระหว่างพิจารณาคดี พิชิต อดีตทนายความของนายกฯ ตระกูลชินวัตรทั้ง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชิงลาออกจากตำแหน่ง รมต. หลังร่วมวง ครม. "เศรษฐา 1/1 " ได้เพียง 25 วัน แต่นั่นไม่ทำให้นายกฯ รอดพ้นบ่วงคดีนี้ไปได้

เศรษฐนั่งเก้าอี้นายกฯ ได้เพียง 358 วัน ก็จำต้องลุกออกไปด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เศรษฐนั่งเก้าอี้นายกฯ ได้เพียง 358 วัน ก็จำต้องลุกออกไปด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ชนิดที่เจ้าตัวและเพื่อนร่วมพรรคไม่คาดคิดมาก่อน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ เศรษฐา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

อดีตนักธุรกิจหมื่นล้านจำต้องลุกจากเก้าอี้นายกฯ ในวันที่ 358 เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า "ผมมั่นใจว่าผมเป็นคนมีจริยธรรม" ทว่าไม่ปิดบังความรู้สึก "เสียใจ" แต่ก็ผมน้อมรับคำตัดสิน

คำสั่งปลดผู้นำฝ่ายบริหาร ทำให้ ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ยังต้องรักษาการจนกว่าสภาจะโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่

คำวินิจฉัยคดีนี้ยังส่งผลสะเทือนต่อการคัดสรร-แต่งตั้งฝ่ายบริหารชุดต่อไป ซึ่งต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันถี่ยิบ หากแคนดิเดต รมต. รายใดเคยต้องคดี-มีมลทินมัวหมอง ก็ไม่ได้รับการพิจารณาให้มาร่วมวง ครม. เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงตกเก้าอี้

แพทองธาร ทะยานสู่นายกฯ คนที่ 3 ของตระกูลชินวัตร

การพ้นจากอำนาจอย่างกะทันหันของนายกฯ หน้าเก่า กลายเป็นไฟล์ตบังคับให้ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลคนใหม่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค พท. เป็นทั้งคนที่ถูกเลือกและเลือกนำเสนอตัวเอง

อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ผู้เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของ ทักษิณ อดีตนายกฯ คนที่ 23 และหลานอา ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ คนที่ 28 กลายเป็นนายกฯ ชินวัตรคนที่ 3 ของตระกูล, นายกฯ หญิงคนที่ 2 ของไทย, และยังเป็นนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยวัยเพียง 37 ปีในวันเข้ารับตำแหน่ง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 319 ต่อ 145 เห็นชอบให้เธอเป็นนายกฯ คนใหม่

นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ได้การโหวตเลือกนายกฯ ใช้ "บทบัญญัติหลัก" ตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะ สส. เท่านั้นที่มีสิทธิลงมติ ไม่ได้ทำให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตาม "บทเฉพาะกาล" เนื่องจากจาก สว. ชุดเฉพาะกาล 250 คน หมดวาระไปแล้ว

ตลอด 4 เดือนของการทำหน้าที่ ผู้นำรัฐบาล-ผู้เป็นเจ้าของวาทะ "มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี" ถูกตั้งคำถามเรื่องภาวะผู้นำอยู่เนือง ๆ เนื่องจากบารมี-บทบาทของบิดาที่มักโดดเด่นกว่า จนถูก "นักร้อง(เรียน)ทางการเมือง" ยื่นเรื่องถึงสารพัดองค์กรอิสระให้ตรวจสอบกรณี ทักษิณ ครอบงำพรรค/รัฐบาลเพื่อไทย แม้พ่อนายกฯ จะออกมาย้ำ-ยืนยันหลายครั้งว่ามีแต่ลูกสาวคนเล็กที่ครอบงำเขาก็ตาม

ทักษิณร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.นนวิภาวดีรังสิต เมื่อ 18 ส.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, 2 นายกฯ - ทักษิณร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.นนวิภาวดีรังสิต เมื่อ 18 ส.ค.

ผู้นำพรรคร่วมฯ ใครพลังเพิ่ม-ลด

แม้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ กลางเทอม แต่ส่วนผสมของรัฐบาล "แพทองธาร" ยังสืบทอดภาพลักษณ์ "รัฐบาลผสมข้ามขั้ว" ต่อจากนายกฯ เศรษฐา โดยมี รมต. หน้าเดิมเข้ามาทำหน้าที่ถึง 23 คน

ทว่ามีการเปลี่ยนแปลงจำนวนพรรคร่วมฯ และปรับโควตา ครม. เล็กน้อย จากยุคเศรษฐามี 6 พรรค จากทั้งหมด 11 พรรคร่วมฯ ได้ร่วมโต๊ะ ครม. เพิ่มเป็น 7 พรรค จากทั้งหมด 11 พรรคร่วมฯ และ 1 กลุ่มการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนหลักที่มีการเปลี่ยนแปลง หนีไม่พ้น "พรรคลุง" อย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดิมมีโควตารัฐมนตรี 4 ตำแหน่ง ทว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขับพรรค พปชร. ปีก "ลุงป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พ้นทาง เหลือไว้เพียงปีก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งได้โควตาไป 3 ตำแหน่ง ซึ่งต่อมา สส. ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "มาตามนัด/นัส" ได้ยกพล-ย้ายค่ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรมรวม 20 คน และเมื่อรวมกับ สส. พรรคจิ๋วที่เขาเก็บเล็กผสมน้อยมาได้ ผู้กองธรรมนัสจึงมี สส. ในสังกัด 24 คนก่อนสิ้นปีนี้

จากเคยเป็น "พี่ใหญ่ 3 ป." และเรืองอำนาจสูงสุดหลังรัฐประหารปี 2557 มีอำนาจควบคุม-สั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ มาวันนี้ "ลุงบ้านป่า" แทบไม่เหลือใคร แม้แต่เก้าอี้ รมต. ก็ไม่อาจรักษาไว้ให้น้องชายแท้ ๆ ได้

สส.​พรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้าร่วมประชุมสภา ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 เมื่อ 3 ก.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส.​พรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้าร่วมประชุมสภาในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 เมื่อ 3 ก.ย. ภาพเช่นนี้เคยเกิดขึ้นกับ สว. นับร้อยคน ซึ่งได้รับสมญาว่า "วุฒิสภาสีน้ำเงิน"

ขณะเดียวกันมีพรรคร่วมฯ หน้าใหม่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเคยรบพุ่งกันมา 20 ปีตั้งแต่ "รุ่นพ่อ" เข้าร่วมรัฐบาลลูกสาว และได้ครอบครองเก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง

แต่สำหรับพรรคร่วมฯ ที่บารมีเบ่งบานขั้นสุดต้องยกให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ว่าขยับทำอะไร อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ก็เป็นที่จับจ้องของสื่อ

แรกเริ่มเดิมที ภท. เป็นพรรคอันดับ 2 ของรัฐบาล มี สส. อยู่ 71 คน ทว่าผู้มีอำนาจเหนือพรรคได้วางกลไก-เดินกลเกมจนฝ่า "กติกาพิสดาร" ในการเลือก สว. 3 ระดับ และทำให้ "สว. สีน้ำเงิน" เข้ายึดครองเสียงถึง 3 ใน 4 ของสภาสูง เพิ่มพลังต่อรองมหาศาลให้แก่พรรค ภท.

ผลงานส่งท้ายปี 2567 ของพรรค-พวก "สีน้ำเงิน" คือการ "ดับฝัน" การได้มาซึ่งฉบับใหม่ภายในอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อวุฒิสภา "พลิกมติ" ของสภาผู้แทนฯ โดยโหวตรับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่ให้กลับไปใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น กลายเป็น "ดีเลย์แทคติก" ที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกแขวนไป 6 เดือน ซึ่งส่งผลให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องล่าช้าออกไป