“มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” คำแถลงนโยบายของ แพทองธาร ที่ถูก สส.-สว. ย้อนตั้งคำถามกับรัฐบาล

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นี่ถือเป็นการเข้ารัฐสภาครั้งแรกของนายกฯ แพทองธาร
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล “แพทองธาร” ในวันแรก ถูกใช้เป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทย (พท.) ในหลายแง่มุม ทั้งทบทวนนโยบาย “เรือธง” ของรัฐบาล “เศรษฐา” ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็น 1 ปีที่สูญเปล่า ขณะที่ สส. พรรคพลังประชารัฐซึ่งตกที่นั่งฝ่ายค้าน วิจารณ์ที่มาของรัฐมนตรี “สืบสันดาน” และภาพลักษณ์รัฐบาล “ตระบัดสัตย์”

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปรากฏตัวกลางที่ประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกวันนี้ (12 ก.ย.) พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของเธอ

นายกฯ คนที่ 31 ผู้มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ในการแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภา ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาไม่ต่างจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 แต่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำและรายละเอียดบางส่วน

แต่ประโยคที่ถูก สส. และ สว. นำมาย้อนมากที่สุดในระหว่างการอภิปราย หนีไม่พ้น คำกล่าวปิดท้ายการอ่านคำแถลงนโยบายของผู้นำรัฐบาลที่ให้ความมั่นใจว่า จะมุ่งมั่นตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทุกช่วงวัย ทุกความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

“เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย ‘มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี’ เพื่อนำพาความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย และประเทศไทย เพื่อสร้างความหวังและอนาคตที่ดีกว่าให้ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต” นายกฯ หญิงกล่าวทิ้งท้าย

พท. แจง ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มี 3 หลักการสำคัญ

ประโยคดังกล่าวเป็นคำที่ น.ส.แพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. เคยกล่าวเอาไว้เมื่อ 12 พ.ค. 2566 บนเวทีปราศรัยปิดของพรรคก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่า “ร่วมกันปิด สว. ปิดสวิตช์ 3 ป. เพื่อทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ขอให้ช่วยพาพรรคเพื่อไทยเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล” ต่อมาเมื่อพรรค พท. จับมือตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว” กับพรรคที่มีนายพล 2 ป. อันหมายถึง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค เมื่อ ส.ค. 2566 ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จึงพร้อมใจกันขุดคลิปปราศรัยดังกล่าวมาวิจารณ์และล้อเลียนหัวหน้าพรรค พท.

นายกฯ นำ รมต. เพื่อไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายกฯ นำ รมต. เพื่อไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา ก่อนเข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ซึ่งลุกอภิปรายเป็นคนแรกของฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวว่า มีคนนำประโยคนี้ไปพูดล้อเลียนตลก หากมองด้วยใจเป็นธรรม ไม่มีอคติ และความเกลียดชังทางการเมือง จะพบว่าประโยคดังกล่าวไม่ใช่คำพูดล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องตลกขบขัน แต่มีหลักการ 3 ข้อที่สะท้อนถึงความฝันของการอยากเห็นสังคมที่ดี น่าอยู่ และมีความเป็นธรรม

จากนั้นเธอได้ขยายความ 3 สำคัญของนายกฯ อุ๊งอิ๊ง สรุปใจความได้ว่า

  • มีกิน มีใช้ สะท้อนถึงสังคมที่มีระดับ มีการกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ, โอกาส, ความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ทำให้สังคมนั้นไม่มีความเหลื่อมล้ำจนเกินไปช
  • มีเกียรติ สะท้อนถึงสังคมที่เคารพและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย พลเมืองทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน
  • มีศักดิ์ศรี สะท้อนถึงสังคมที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้มแข็ง พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกด้าน จนทำให้สังคมนั้นมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคมโลก

พปชร. ซัด “ตระบัดสัตย์” ตั้งรัฐบาล เปรียบหุงข้าวมาด้วยกัน แต่ขอกินคนเดียว

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งถูกขับพ้นรัฐบาลแพทองธาร ได้ส่ง สส. ขึ้นอภิปรายในฐานะฝ่ายค้านเป็นครั้งแรก โดยนายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร กลุ่ม “ลุงป้อม” เป็นหนึ่งในบุคคลที่หยิบยกประโยคทองของนายกฯ คนที่ 31 มาอ้างถึง โดยกล่าวว่า ทันทีที่เห็นนายกฯ แพทองธาร ก็นึกถึงประโยคที่ว่า “คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ความหวังของคนไทยเริ่มเรืองรอง แต่พอปรากฏชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมา ความหวังเริ่มลางเลือน เพราะประกอบไปด้วยคนเก่า 70-80% เปรียบเสมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ ติดฉลากเพิ่มเติม มีบ้างที่พ่อมาแทนลูก มีบ้างที่ลูกมาแทนพ่อ และมีน้องแทนพี่ ซึ่งไม่ได้บอกว่าเขาไม่ใช่คนดี แต่เขาจะบริหารประเทศได้หรือไม่

“ครม. ชุดนี้ ประกอบด้วยหลายสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นผลพวงต่อจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีจุดยืนว่าอำนาจต้องมาจากปลายกระบอกปืน และยังมีรัฐมนตรีอาชีพที่เป็นมา 16-17 สมัย และคนใหม่ที่เข้ามาก็ยังสืบทอดโดยสายเลือด จนสื่อมวลชนขนาดนาม ครม. ชุดนี้ว่า ญาติกา สืบสันดาน เลยทำให้เห็นปลายทางนโยบายนี้ไม่ได้ว่าจะเห็นผลประการใด” นายชัยมงคลกล่าว

สส. ฝ่ายค้านรายนี้บอกว่า คำแถลงนโยบายของนายกฯ ถ้าปฏิบัติได้ตามนั้น ประเทศเจริญแน่นอน แต่หลายนโยบายเรือธง มองเหมือนไม่มีความหวัง เช่น เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่บอกว่าจะสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น คนไทยมีรายได้ดีขึ้น เก็บภาษีดีขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีการจ้างงาน คนไทยก็คงจะได้ไปแจกไพ่ เป็นแรงงาน หรือเป็นพนักงานต้อนรับ แต่คนรวยยังคงมีอยู่ไม่กี่ 10 ตระกูลเหมือนเดิม ดังนั้นนโยบายแบบนี้ทำให้เห็นว่าเป็นนโยบายของคนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ จึงไร้ความหวังจากพฤติกรรมที่ทำ แต่จากสิ่งที่เขียนไว้ชื่นชม

“เมื่อมองที่มาของรัฐบาล ภาพที่ประชาชนรับรู้คือตระบัดสัตย์ มันมีที่ไหนครับพรรคที่ยกมือให้ 39 เสียง บอกให้เขาไปเป็นฝ่ายค้าน เปรียบเสมือนหุงข้าวมาด้วยกัน แต่พอข้าวสุก ข้าพเจ้าขอกินคนเดียว แต่พรรคที่งดออกเสียงเชิญมาเป็นรัฐบาล” นายชัยมงคลกล่าว

คำอภิปรายของ สส. พปชร. ทำให้เพื่อนร่วมพรรค แต่ต่างกลุ่มอย่างนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา กลุ่ม “ผู้กองธรรมนัส” ซึ่งส่งบิดาไปร่วมเป็น รมต. ในรัฐบาลแพทองธาร ลุกขึ้นประท้วงผู้อภิปรายว่าทำผิดข้อบังคับ พูดจาเสียดสีซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากย้อนไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้อภิปรายคงเห็นด้วยกับการแถลงนโยบายครั้งนี้ แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรเปลี่ยนใจ จากนั้นนายชัยมงคลประกาศว่า ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เมื่อเป็นฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่อยากให้รัฐบาลอาศัยมือประชาชน อ้างประชาธิปไตย “แล้วมากอบโกยผลประโยชน์แบบตะกละตะกลาม” ทำให้ สส. เพื่อไทยประท้วง จนที่สุดนายชัยมงคลต้องยอมถอนคำพูดไป

สส.พปชร.

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาล ภายหลัง สส. พปชร. อีกคนที่อยู่กลุ่ม “ผู้กองธรรมนัส” เพิ่งอภิปรายฝากให้ รมว.เกษตรฯ คนใหม่สานต่องานของ ร.อ.ธรรมนัส

จาก “1 ปีที่สูญเปล่า” สู่นโยบายเรือธงเพื่อ “3 นาย”

“อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมาอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวาระครบ 1 ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท. เป็นเพราะปัญหานิติรัฐใช่หรือไม่” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นอภิปรายด้วยการตั้งคำถาม

ในทัศนะของนายณัฐพงษ์ หลักการของนิติรัฐมีใจความเรียบง่ายมากคือ “ประเทศที่ปกครองด้วยระบบกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งการแสดงความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายหนึ่งในเวทีสาธารณะ แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังขาดระบบนิติรัฐ ใช้อำนาจที่มีมาทุบทำลายพรรคการเมืองหนึ่งคือพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งวันนี้กลายเป็นพรรค ปชน. และ “ไม่ใช่แค่ก้าวไกลที่ตกเป็นเหยื่อ ท่านก็ตกเป็นเหยื่อ ประชาชนทุกคนกำลังตกเป็นเหยื่อของนิติรัฐ”

หัวหน้าพรรคอันดับ 1 ของสภา ตั้งฉายาของรัฐบาลที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำว่าเป็น “1 ปีที่สูญเปล่า” ไม่มีประชาชนในสมการการตัดสินใจตั้งรัฐบาลชุดก่อน และมาตอนนี้นอกจากตั้งรัฐบาลแบบเดิมแล้ว ยังต้องตั้ง ครม. ตัวแทนเพื่อหลบเลี่ยงการใช้อำนาจของคนที่ไม่ได้มาจากประชาชน

คำถามคือ ประชาชนคนไทยได้อะไรจากคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลชุดก่อน โดยนายณัฐวุฒิไล่เลียงสถานการณ์ของคนกลุ่มต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

  • ประชาชน: “เงินใหม่ยังไม่เข้า หนี้เก่ายังไม่แก้” ตอนหาเสียงบอกว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะแจกทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ถึงวันนี้ก็ยังไม่จ่าย ตอนแรกบอกให้พร้อมกันเพื่อพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่กลับปรับรายละเอียด “สรุปนโยบายเรือธงลำนี้แทบไม่เหลือธงอีกแล้ว ไม่แน่ใจให้ใครขึ้น ประชาชนขึ้น หรือนายคนไหนขึ้น”
  • เกษตรกร: รัฐบาลเก่าประกาศใหญ่โตว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร และทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี แต่ถ้าดูจีดีพีภาคเกษตรกลับลดลง 3 ไตรมาสติดต่อกัน รายได้เกษตรมีแต่ทรุดกับทรุด
  • ภาคธุรกิจ: รัฐบาลประกาศปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดราคาพลังงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่มีการเจรจาสัญญาสัมปทานกับนายทุนพลังงาน ลดค่าไฟระยะสั้นแลกกับการติดหนี้การไฟฟ้ารวม 1 แสนล้านบาท ในอนาคตต้องใช้ภาษีประชาชนมาแก้ปัญหาอยู่ดี จึงรู้สึกสิ้นหวังกับภาระราคาพลังงาน ตามร่างแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า (พีดีพี) มีแต่นายทุนพลังงานที่จะมาประมูลได้ประโยชน์ แต่ประชาชนต้องแบกค่าไฟตามต้นทุนผันแปร (เอฟที) อีกทั้งยังมีปัญหาสินค้าการนำเข้าล้นทะลัก โดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • ภาคประชาชน: รัฐบาลเก่าประกาศสั่งการให้แก้ปัญหายาเสพติดภายใน 90 วันเมื่อ พ.ค. แต่เวลาผ่านมาแล้วไม่มีรูปธรรม เช่นเดียวกับสวัสดิการสังคมที่ไม่มีการเพิ่มให้ประชาชนเลย สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่มีความมั่นคงเพิ่มขึ้นเลย
เท้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ณัฐวุฒิ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้นายกฯ แพทองธาร แสดงภาวะผู้นำด้วยการชี้นำ ครม. ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เขาจึงตั้งคำถามว่า นโยบาย “เรือธง” ที่จะทำในอีก 3 ปีจากนี้ ทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อ “3 นาย” คือ นายใหญ่-นายทุน-นายหน้า กันแน่ พร้อมยกตัวอย่างกรณีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตทำให้ “นายใหญ่” ใหญ่ขึ้นหรือไม่ นโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กมีข้อครหาว่าจะมีการเปิดกว้างหรือล็อคการประมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นนโยบายเรือธงให้กับ “นายทุน” หรือไม่ นโยบายแลนด์บริดจ์มีการตั้งข้อสงสัยถึงการใช้งบประมาณของรัฐในการเวนคืนที่ดินมากมาย มีคำถามว่าเอื้อประโยชน์ให้กับ “นายหน้า” ค้าที่ดินหรือไม่

ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หายไปจากวาระเร่งด่วน

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่อยากเห็นเป็นหัวข้อแรก ๆ และควรเป็นนโยบายเรือธงเร่งด่วนของรัฐบาลคือ นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างนิติรัฐและหยุดยั้งกระบวนการนิติสงคราม ที่นักการเมืองผู้ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนที่มีอำนาจสูงสุดกำลังถูกถอดถอนและทำลายด้วยกลไกทางจริยธรรม ซึ่งเดิมเคยเป็นนโยบายเร่งด่วนตอนเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กลับไม่เร่งด่วน

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เคยได้รับการบรรจุให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐา แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลแพทองธารกลับถูกถอดออก แล้วไปใส่ไว้ในนโยบายระยะกลางและระยะยาวแทน

คำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ระบุเพียงว่า “รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตย สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพหุวัฒนธรรม เพื่อเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้ความมีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญ”

ส่วนนโยบายการเมืองที่เหลืออีก 3 ประการ ได้แก่ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, ยกระดับบริการภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

นายณัฐวุฒิจึงจึงเรียกร้องให้ผู้นำสูงสุดฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นชี้แจงนอกสคริปต์ แสดงบทบาทความเป็นผู้นำที่ดี ชี้นำความคิด และควร “ชี้นำรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ” ผ่านการผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน คู่ขนานกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราใน 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นมาตรฐานจริยธรรม, ยกเลิกมาตรา 279 เพื่อเร่งรัดยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), เพิ่มหมวดป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร, ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศฉบับ คสช. ซึ่งพรรค ปชน. ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว 3 ฉบับ

สส.ปชน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พุธิตา ชัยอนันต์ อภิปรายนโยบายการเมืองของรัฐบาล "อุ๊งอิ๊ง"

นอกจากนี้ยังมี สส. และ สว. บางส่วน อภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงโรดแมปในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน

น.ส.พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ พรรค ปชน. วิจารณ์ว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลตกหล่นคำสำคัญไป โดยตระหนักรู้เฉพาะเรื่องที่ตนเสียผลประโยชน์ มองเห็นเพียงความไร้เสถียรภาพทางการเมือง จากการ “ถอดถอนรัฐบาลจากอำนาจในแบบที่คาดเดาไม่ได้” แต่มองไม่เห็นประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระเบิดเวลารัฐธรรมนูญ 2560, ตุลาการภิวัตน์, กองทัพขี่คอประชาชน, ความยุติธรรมที่ล่าช้าบกพร่อง ทั้งที่เป็นปัญหาท้าทายและชัดเจนจนทิ่มตา แต่รัฐบาลไม่กล้าแม้กระทั่งเอ่ยถึงปัญหาตรง ๆ

วานนี้ (11 ก.ย.) พรรค พท. ปล่อยอินโฟกราฟิคชุด “1 ปีไม่เคยสูญเปล่า” โดยระบุว่า ได้ไขกุญแจแห่งโอกาส โดยเปิดประตูบานแรกแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน พ.ร.บ.ประชามติ ทั้งที่ความจริง ร่างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สว. โดยเหตุที่ช้าเพราะ ครม. ยังทำร่างตัวเองไม่เสร็จ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อดีตประธานกรรมการศึกษาแนวทางประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลนายเศรษาเคยแถลงว่า ในไตรมาส 1 ปี 2567 จะได้ไปทำประชามติกัน ตอนนี้เดือนสุดท้ายไตรมาส 3 แล้ว พ.ร.บ.ประชามติยังไม่เสร็จเลย ทำให้ สส. พรรค ปชน. ถามว่า “แบบนี้ยังกล้าเคลมผลงานอีกหรือ” และขอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะมีรูปธรรมอย่างไรในกรณีจัดทำรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ที่อภิปรายโดยตั้ง 4 คำถามถึงรัฐบาลคือ 1. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “โดยเร็ว” จะทำกี่โมง และทำแบบใด หลังนโยบายนี้ถูกถอดออกจากวาระเร่งด่วนของรัฐบาลแพทองธาร และกลายเป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาวแทน 2. คำถามที่จะใช้ทำประชามติครั้งแรก จะมีการทบทวนหรือไม่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน แทนที่จะนำหลายเรื่องมายำรวมกัน เป็นคำถามเชิงซ้อนเชิงล็อก 3. องค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญจะมีหน้าตาเป็นแบบใด อยากได้โรดแมปของรัฐบาล 4. จะนำข้อเรียกร้องของภาคประชาที่ล่าชื่อกันกว่า 2 แสนชื่อ และยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเศรษฐามาพิจารณาหรือไม่

สว. รายนี้เสนอด้วยว่า ในระหวางที่ยังไม่รู้ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเกิดขึ้นหรือไม่ ให้มีการแก้ไขรายมาตรา รายประเด็นไปพลางก่อน

ครม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชูศักดิ์ ศิรินิล (ขวาสุด) ฟังการอภิปราย ก่อนลุกขึ้นชี้แจงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเย็น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เหตุที่รัฐบาลแพทองธารเขียนนโยบายเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญไว้เพียงสั้น ๆ และไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ก็มีคำว่า “เร่งรัด” และ “โดยเร็วที่สุด” เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถ้าดูนโยบายของรัฐบาล 2 ชุดจะเห็นได้ชัดเจนว่า นโยบายของนายเศรษฐาขณะนั้น เกิดความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญจะสร้างใหม่ขึ้นมาได้โดยวิธีการใด เนื่องจากมีปัญหาสำคัญคือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2564 ที่วินิจฉัยว่า ถ้าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องทำประชามติก่อน จึงมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับการทำประชามติว่าจะทำกี่ครั้ง ซึ่งต่อมามีการศึกษาและได้ข้อสรุปแล้วว่า 3 ครั้ง มาถึงนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร จึงเขียนไว้สั้น ๆ “เพราะรู้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไปอย่างไร ซึ่งผมก็คิดว่าเราคงจะเดินตามนี้ แต่จะเดินตามนี้ได้ ก็เป็นเรื่องของรัฐสภาแห่งนี้ที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน และช่วยกันผลักดัน”

รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยด้วยว่า ได้คุยกับฝ่ายค้าน และเห็นด้วยว่าในระหว่างที่รอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นไปได้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในบางประเด็นที่คิดว่ามีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ให้เกิดปัญหาการตีความล้นเกิน แต่คิดว่าดีที่สุดคือให้พรรคการเมืองทั้งหลายช่วยกันทำในนามของพรรคการเมือง และย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ว่าจะเร่งรัดรีบจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะปัญหาจากรัฐธรรมนูญ

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า ภายหลังกฎหมายประชามติฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาและประกาศใช้ จะเริ่มต้นถามประชาชนได้ว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ “ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของการจัดทำรัฐธรรมฉบับประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลยินดีเร่งรัดจัดทำและมีความชัดเจนว่าจะมุ่งไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ภท. ไม่ขัดข้องเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ แต่ให้รัฐเป็น “เจ้ามือ”

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นอีกคนที่เอ่ยถึงวรรคทองของนายกฯ ในระหว่างการอภิปรายสนับสนุนนโยบายเปิดศูนย์การค้าสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) โดยย้ำจุดยืนของพรรค ภท. ว่า “ไม่ขัดข้อง” ถ้ารัฐบาลอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประเทศด้วยการทําเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการควบรวมสถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก สวนน้ำ ผับ เธค นวด หรือแม้กระทั่งคนทำงานขายบริการทางเพศ เอาสิ่งที่เคยหลบ ๆ ซ่อน ๆ สิ่งที่เห็นจนชินตาว่าลักปิดลักเปิด หรือสิ่งที่ต้องจ่ายส่วยใต้โต๊ะขึ้นมาบนดิน เอามารวมกันให้เป็นแหล่งบันเทิง แล้วควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

“เราไม่อยากเห็นการเอาทุนขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้าน แล้วไปกระจุกอยู่ในหัวเมืองแค่ไม่กี่เมือง แต่อยากเห็นการลงทุนที่กระจายออกไปตามต่างจังหวัด ให้มีโอกาสในการกระจายรายได้ไปยังเมืองที่มีความพร้อม” สส. พรรคร่วมรัฐบาลกล่าว

นายกรวีร์อภิปรายต่อไปว่า ส่วนเรื่องของการจัดเก็บรายได้ อยากเห็นรัฐบาลกําหนดว่าทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดขึ้นภายใต้คอมเพล็กซ์นี้ เอามาเป็นรายได้ให้กับรัฐเพื่อนำไปช่วยเหลือคนยากคนจน สร้างสาธารณูปโภค หรือนำไปพัฒนาการศึกษาและพัฒนาประเทศ พร้อมแสดงความชื่นชมนายกฯ ที่จะนำ “เศรษฐกิจใต้ดิน-สีเทา-อยู่ในที่มืด” มาวางบนโต๊ะ มาอยู่ในที่สว่าง แต่ต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมี พ.ร.บ. การพนัน ปี 2478 ซึ่งล้าหลัง ยังไม่มีคําว่าพนันออนไลน์ นี่คือนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะหยิบขึ้นมาเพื่อแก้ไข “เอาอาวุธให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อนําเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินและสร้างรายได้ให้กับประเทศ”

อย่างไรก็ตาม สส. ภูมิใจไทยเตือนให้รัฐบาลชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการสร้างรายได้ ซึ่งต้องแลกมาด้วยรายจ่ายที่เป็นต้นทุนทางสังคม และมองว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ธุรกิจที่อยู่ใต้ดิน มีกําไรทั้งนั้น ซึ่งคนได้คือเจ้ามือ ดังนั้นถ้าจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาบนดินเพื่อสร้างรายได้ ทําไมรัฐไม่เป็น “เจ้ามือ” ในความหมายที่ว่าทําเองและเป็นผู้เก็บผลประโยชน์แทนคนไทยทั้งประเทศ

“เราได้ยินแนวความคิดที่จะเปิดโอกาสให้กับนายทุนขนาดใหญ่ซึ่งต้องมีเงินทุนจดทะเบียนมากกว่า 10,000 ล้านบาท เอามาแลกกับค่าสัมปทานปีละ 1,000 ล้านบาท คําถามก็คือมันเป็นธรรมกับประชาชน มันยุติธรรมกับประเทศไทยของพวกเราจริง ๆ หรือ ทำไมไม่ให้รัฐเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ทั้งหมด เก็บมาเป็นรายได้ของรัฐ และเอารายได้ตรงนี้ไปช่วยคนด้อยโอกาส คนยากจน ถ้าทําแบบนี้ได้มันจะทําให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปด้วยกันของแท้เลย ถ้าจะทํา ผลประโยชน์ต้องเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เป็นของกลุ่มนายทุนใดนายทุนหนึ่ง” สส. พรรคอันดับ 2 ของรัฐบาลกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ได้รับการบรรจุให้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ 7 ของรัฐบาล โดยระบุว่า รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้าสถาบันเทิงครบวงจร

ขณะที่นโยบายเร่งด่วนที่ 4 ระบุถึงการสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนําเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี

กรวีร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กรวีร์ ปริศนานันทกุล คือ สส. ภูมิใจไทยคนแรกที่อภิปราย

ศิริกัญญาวิจารณ์ “เมาหมัด” ดิจิทัลวอลเล็ต รมว.คลัง เผยจ่ายกลุ่มเปราะบาง 25 ก.ย.

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาลแพทองธารซึ่งเป็นที่สนใจของสังคม และถูกบรรจุเป็น 1 ใน 10 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที หนีไม่พ้น นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ด้วยเพราะเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรค พท. ที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งปี 2566 และต่อมาได้รับการบรรจุให้เป็นนโยบายระยะสั้นของรัฐบาลเศรษฐา โดยประกาศว่านโยบายนี้ “จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง” ทว่า 1 ปีผ่านไป กลับไม่สามารถแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้

เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลคนใหม่เป็น น.ส.แพทองธาร นโยบายนี้ได้รับการบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ 5 แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินการ โดยแจกเงินสดให้ประชาชนบางส่วน

ในระหว่างแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา น.ส.แพทองธารชี้แจงว่า รัฐบาลจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ “โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐที่มุ่งมั่นการพัฒนานโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน...”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ขอความชัดเจนของรัฐบาลในการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในสารพัดประเด็น อาทิ รัฐบาลจะใช้เงินจากแหล่งใด, จะแจกเป็นเงินสดหรือยังแจกเป็นเงืนดิจิทัล, จะแจก 10,000 บาทหรือไม่ ฯลฯ พร้อมแนะนำให้รัฐบาลตั้งสติต่อโครงการเรือธงของรัฐบาล และเชื่อว่าน่าจะมี “มือที่มองไม่เห็น” คอยสั่งการว่าจะเอาให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าหน้างานเป็นอย่างไร กฎหมายเปลี่ยนไปขนาดไหนจาก 20 ปีก่อน ฐานะการคลังของประเทศรับได้แค่ไหน

“ตอนนี้เหมือนอาการเมาหมัด เงินมีอยู่เท่าไหร่แจกไปก่อน ที่เหลือไปตายดาบหน้า สุดท้ายเครดิตจะไม่เหลือ และหลายครั้งก็ชี้นิ้วมาที่ฝั่งฝ่ายค้านว่าทำให้ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้ล่าช้าเละเทะ แต่อย่าอ้างเลยว่าเพราะท่านฟังความเห็นต่างเลยต้องเปลี่ยนตาม เพราะสิ่งที่เราพูดคือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรค ปชน. กล่าวว่า สุดท้ายมีการเปลี่ยนนายกฯ และไม่มีใครกล้าปล่อยให้เสี่ยงผิดกฎหมายอีก จนทำให้ 1 ปีรัฐบาลพรรค พท. เป็นการสูญเปล่า และพายุหมุนทางเศรษฐกิจก็ได้อ่อนไปพร้อมกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังตั้งข้อสังเกตกรณีนโยบายของรัฐบาลเหมือนสิ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บิดาของนายกฯ พูดไว้ในงานดินเนอร์ทอล์ก เมื่อ 22 ส.ค. โดยมีเนื้อหาตรงกัน 11 นโยบาย จาก 14 ประเด็นวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ ที่เหมือนระดับ Mirror AAA Plus เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ, การดึงเม็ดเงินจากเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมา มีความเหมือนกันจนดิฉันเชื่อว่าน่าจะมีปัญหาถึงความรับผิดรับชอบ

“สรุปแล้วใครเป็นคนกำหนดนโยบายตัวจริง ไม่รู้ว่าพอมีปัญหาต้องไปถามใครหรือเชื่อใครกันแน่ แบบนี้ต่อไปการประชุม ครม. อาจเป็นแค่พิธีกรรม เพราะเรื่องใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ อาจไม่ได้ถูกตัดสินใจบนโต๊ะประชุม ครม. แต่ถูกตัดสินใจมาแล้วจากที่อื่น และเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครคือตัวจริง” น.ส.ศิริกัญญากล่าว และว่า งอยากเห็นนายกฯ ที่สามารถสร้างความเชื่อถือ สร้างความมั่นใจกับประชาชนได้ว่าจะสามารถดำเนินนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาได้เองจริง

ไหม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "ในเมื่อ 'พายุหมุน' อ่อนกำลังลงเป็น 'หย่อมความกดอากาศต่ำ' ศิริกัญญาจึงถามว่า สรุปแล้วผลต่อเศรษฐกิจสำหรับโครงการนี้เป็นเท่าไหร่ คาดการณ์ไปในอนาคตว่าจะกระตุ้นจีดีพีได้เท่าไหร่

ต่อมานายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงโดยมีใจความสำคัญว่า จะเดินหน้าการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด และจ่ายก้อนแรกน่าจะเป็น 10,000 บาทครบ เมื่อดูรายชื่อแล้ววันนี้ได้ประมาณ 14.2 ล้านคน ใช้ งบประมาณกว่า 140,000 ล้านบาท “วันนี้เราได้เช็กแล้ว เราจะสามารถกดปุ่มเคาะระฆังจ่ายเงินก้อนแรกให้กลุ่มเปราะบาง วันที่ 25 ก.ย. โดยประมาณ”

ส่วนเฟส 2 สำหรับคนที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” 30 ล้านคน รมว.คลังยืนยันว่า ยังคงเดินหน้าเรื่องแพลตฟอร์มดิจิตอล เพราะมีหลายอย่างแฝงอยู่ด้วย โดยเฟสที่ 2 จะพิจารณา โดยคำนึงถึงความพร้อมเรื่องเงิน เพราะมีงบประมาณที่จำกัด และอยากให้ความสำคัญกับการใช้งบกลางเพื่อปรับปรุงโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อนแอของประเทศก่อน เรามองเรื่องนี้เพราะต้องการการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว ถ้ามีเงินเหลือก็จะแบ่งมาตรงนี้

อุ๊งอิ๊งไม่อยากให้ฝ่ายค้านเป็น “ฝ่ายแค้น”

หลังฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาราว 8 ชม. น.ส.แพทองธารลุกขึ้นแจงเป็นครั้งแรกในเวลา 18.05 น. โดยขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ และยืนยันว่าน้อมรับคำแนะนำ และจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม ส่วนตัวเข้าใจฝ่ายค้านอย่างลึกซึ้งในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเมื่อหลายปีแล้ว พรรค พท. แม้ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ จนต้องมาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคก้าวไกลถึง 4 ปี แต่วันนี้เมื่อพรรค พท. ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน 10.9 ล้านคน และพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังมีเสียงของประชาชนสนับสนุน ทุกเสียงคือเสียงของประชาชนคนไทย ไม่มีเสียงใดที่มีศักดิ์ศรีหรือด้อยศักดิ์ศรีกว่ากันเลย จึงขอให้ สส. และ สว. ได้ร่วมกันสร้างการอภิปรายที่สร้างสรรค์ ไม่สร้างวาทกรรมเกลียดชัง จนเกิดความเข้าใจผิดในการแถลงนโยบาย เพราะเราเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถเป็นตัวอย่างการสร้างการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์แก่ประชาชน ไม่ใช้วาทกรรมเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคม

“ตอนนี้ก็ไม่ใช่ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง เราไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งเหล่านั้นจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด เราต้องมองภาพส่วนร่วมประเทศมากกว่าภาพลักษณ์ของเราเอง” และ “ไม่อยากให้เป็นฝ่ายแค้น ฝ่ายค้านมีเรื่องคับแค้นใจเป็นฝ่ายแค้นแทน เราไม่ต้องแค้นกัน แต่เราต้องเข้าใจกัน เราสามารถอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วยหลักของความเข้าใจที่ถูกต้องจริง ๆ” นายกฯ อุ๊งอิ๊งกล่าว

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เอกสารนโยบายของรัฐบาลแพทองธารที่แจกจ่ายให้สมาชิกรัฐสภามีเนื้อหา 86 หน้า (รวมภาคผนวก)

สำหรับกรอบเวลาในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา กำหนดไว้ 2 วันคือ วันที่ 12-13 ก.ย. รวมเวลา 29 ชม. แบ่งเป็นเวลาของ สส.ฝ่ายค้าน 13 ชม. ส่วนที่เหลือเป็นเวลาของ ครม. 6 ชม. (รวมเวลาแถลงของนายกฯ ด้วย), สส.รัฐบาล 4 ชม. ครึ่ง, สว. 4 ชม. ครึ่ง และเวลาของประธานรัฐสภา 1 ชม. ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปราย จะไม่มีการลงมติแต่อย่างใด