นโยบายรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร เหมือน-ต่างอย่างไร กับวิสัยทัศน์ทักษิณ

ที่มาของภาพ, thai news pix
รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 12-13 ก.ย. นี้ โดยชูนโยบายเร่งด่วน 10 นโยบาย โดยไฮไลท์หลัก คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และการสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี และเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีส่วนของนโยบายเร่งด่วน และนโยบายระยะกลางและระยะยาวรวมทั้งสิ้น 14 หน้า อ้างอิงถึง “ความท้าทาย” ของประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทั้งการเติบโตน้อยกว่าศักยภาพ ปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น สิ่งแวดล้อม สังคมและการเมือง
นโยบาย “เรือธง” สำคัญ อย่างโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่ปรากฏรายละเอียดในเอกสารคำแถลงนโยบายที่เผยแพร่ออกมา ซึ่งความชัดเจนของโครงการดังกล่าว รัฐบาลบอกว่า ให้รอติดตามในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 ก.ย. นี้ หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ส่วนนโยบายที่เคยเป็นนโยบายเร่งด่วนในยุคของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ในบางประเด็นกลับกลายเป็นนโยบายในระยะกลางและระยะยาว ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ามีในหลายประเด็นที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวต่อสาธารณะ เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา
จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย โดยนายเศรษฐา เมื่อ ก.ย. 2566 จนถึงรายละเอียดนโยบายของ ครม. “แพทองธาร” ในอีกหนึ่งปีให้หลัง มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนายทักษิณในเรื่องไหนบ้าง บีบีซีไทยสรุปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนี้
วิสัยทัศน์จากอดีตนายกฯ ผู้พ่อ สู่นโยบายรัฐบาลลูกสาว
จากเอกสารคำแถลงนโนบายของ ครม. ของ น.ส.แพทองธาร มีสาระสำคัญในหลายประเด็นที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่กล่าวในงานดินเนอร์ทอล์ก Vision for Thailand 2024 จัดโดยสื่อเครือเนชั่น เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยพบว่า มี “คำสำคัญ” ในการแสดงวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ ที่ปรากฏในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “แพทองธาร” อย่างน้อย 5 เรื่อง และนโยบายในระยะกลางและระยะยาวอีกบางส่วน ดังนี้
ปรับโครงสร้างหนี้
ครม.แพทองธาร: ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ
วิสัยทัศน์ทักษิณ: ในช่วงที่นายทักษิณกล่าวถึงข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยเรื่องแรกได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้
“เอาโซ่ตรวนออกก่อนจะได้วิ่งได้ ก็ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และธุรกิจให้เดินต่อให้ได้ เรื่องนี้คงหนีไม่พ้นว่า รมว.คลัง คงต้องคุยกับ สมาคมธนาคารและบรรดานักซื้อหนี้ ทั้งหลายว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไรให้เดินต่อไปได้”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปกป้องผลประโยชน์เอสเอ็มอี
ครม.แพทองธาร: ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
วิสัยทัศน์ทักษิณ: นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สมาร์ทมากขึ้น และทำให้สินค้ามีจุดเด่น ส่วนเอสเอ็มอีที่ใช้มิติเดิม ๆ ต้องดูว่าสินค้าจีนที่เข้ามาแข่งเข้ามาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมพิจารณาการปรับใช้มาตรการปกป้องทางการค้า
“วันนี้เราต้องเข้าใจว่าโลกทั้งโลกมี protectionism (มาตรการกีดกันและการปกป้องทางการค้า) แล้ว เราก็ต้องปรับใช้ protectionism เพื่อให้เราสามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ไม่ถูกเอาเปรียบ”
สร้างรายได้ใหม่จากเศรษฐกิจใต้ดิน
ครม.แพทองธาร: สร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี
วิสัยทัศน์ทักษิณ: นายทักษิณ กล่าวว่า เศรษฐกิจใต้ดินกว่า 50% มีสองส่วนใหญ่ ๆ คือ ยาเสพติด กับพนันออนไลน์ เขากล่าวถึงเม็ดเงินที่คนไทยขาดทุนให้กับการเล่นพนันออนไลน์ของต่างประเทศคิดเป็นตัวเลขตกปีละ 170,000 ล้านบาท มียอดเงินที่ฝากในระบบเล่นพนัน 3 ล้านล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่เล่นพนันมีอยู่ 5 แสนล้านบาท หากสามารถเก็บภาษีได้ถึง 90% ของเม็ดเงินที่หมุนเวียน ก็จะสามารถนำภาษีส่วนนี้ไปใช้ในกิจการอื่นได้ เช่น การอุดหนุนส่งเด็กไทยเรียนต่างประเทศ จัดการเรียนการสอนระบบสองภาษา
ช่วงหนึ่งเขายังกล่าวถึง แนวคิดของการสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ด้วยว่า แต่ละแห่งควรมีการลงทุนด้วยเงิน 1 แสนล้านบาท พร้อมบอกว่า “ลงทุนน้อย ๆ ไม่เอา มันไม่หล่อ จะสู้คนอื่นไม่ได้”

ที่มาของภาพ, AFP/getty images
ดิจิทัลวอลเล็ต
ครม.แพทองธาร: โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet)
วิสัยทัศน์ทักษิณ: นับเป็นการเปิดเผยรายละเอียดขอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่มีรายละเอียดมากขึ้น ก่อนที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในช่วงต้นเดือน ก.ย.
นายทักษิณ กล่าวบนเวทีดินเนอร์ทอล์กของสื่อเครือเนชั่นเมื่อ 22 ส.ค. ถึงการเปลี่ยนรูปแบบมาแจกเงินสดให้กลุ่มเปราะบางและผู้พิการรวม 14.5 ล้านคน ว่าจะเป็น “เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเบื้องต้น แสนกว่าล้านเดือน ก.ย.” ส่วนคนที่ลงทะเบียนไว้เกือบ 30 ล้านคน ถ้าระบบเสร็จก็ใช้ระบบดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อ “การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แม่นยำ”
เพิ่มภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax)
ครม.แพทองธาร: เปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้โดยดึงแรงงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่า 50% เข้าสู่ระบบ และศึกษาความเป็นไปได้ ของการปฏิรูประบบภาษีไปสู่แบบภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax) ที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับ “เงินภาษีคืนเป็นขั้นบันได” ตามเกณฑ์ที่กำหนด (นโยบายระยะกลางและยาว)
วิสัยทัศน์ทักษิณ: นายทักษิณกล่าวถึงภาษี Negative Income Tax ว่าเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาว่า จะปรับภาษีอย่างไร เพื่อให้เป็นธรรมขึ้นหรือแข่งขันได้ โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา แต่ทั้งนี้เมื่อลดภาษีทั้งสองประเภทจะต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ซึ่งจะเดือดร้อนคนระดับล่าง จึงเป็นที่มาของภาษีประเภทใหม่ที่จะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ประชาชน
“รมว.คลัง บอกว่า Vat สามารถคืนได้ ต้องคืนทันที โดยเรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถทำให้การซื้อขายการคืน Vat ทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้คนมีรายได้น้อยไม่เดือดร้อน เลยนำไปสู่เรื่อง Negative Income Tax อยากเห็นคนไทยทุกคนกรอกใบเสียภาษีทั้งหมด คนไหนรายได้ต่ำ ก็จะได้เงินกลับคืนไป เขาถึงเรียก Negative Income Tax คนไหนมีรายได้สูง ก็เสียภาษีไปตามกติกา” นายทักษิณ กล่าว เมื่อ 22 ส.ค.

ที่มาของภาพ, thai news pix
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ครม.แพทองธาร: เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต ด้วยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ (นโยบายระยะกลางและยาว)
โดยหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียว, ส่งเสริมต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัล โดยรัฐบาลจะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเพื่อตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโรงงานผลิตและการออกแบบชิป และผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ในประเทศไทย
วิสัยทัศน์ทักษิณ: เขากล่าวว่า “การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม วันนี้อุตสาหกรรมเราต้องไปชวนคนเข้ามา บริษัทเอ็นวิเดียของไต้หวัน เชื่อว่าความใหญ่ของเอ็นวิเดีย ยังไม่ถึงครึ่งของ 7-8 ปี ข้างหน้า และยังมองหาซัพพลายเชนของระบบเซมิคอนดัคเตอร์ วันนี้ประเทศไทยควรจะเป็น Safe heaven (สวรรค์ที่ปลอดภัย) ของภาคอุตสาหกรรมที่สุด ใครอยากขายจีน ใครอยากขายอเมริกา ใครอยากขายยุโรปมาตั้งที่ประเทศไทย ไม่มีปัญหาเพราะเราไม่มีปัญหา Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) วันนี้เราต้องไปเชื้อชวน”
วิสัยทัศน์การฟื้นเศรษฐกิจของนายทักษิณ ที่กล่าวกับสาธารณะในประเด็นนโยบายอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายระยะกลางของ ครม.แพทองธาร ยังรวมถึง
- การปรับลดขนาดราชการและลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ
- การจัดการปัญหายาเสพติด “โดยการเอาคนที่ติดยาไปบำบัด ดึงดีมานด์ไซด์ออก เพื่อให้ซัพพลายขายไม่ได้”
- ปฏิรูปการเกษตรใหม่
- เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว
10 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล “แพทองธาร” - 5 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล “เศรษฐา”
เอกสารคำแถลงนโยบายของ ครม. น.ส.แพทองธาร เริ่มต้นด้วยกล่าวถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญใน 9 ด้าน ได้แก่ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่มีสัดส่วนกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและหนี้นอกระบบ, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, ปัญหายาเสพติด, ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งรองรับแรงงานกว่า 32-35% ของแรงงานทั้งหมด กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง, ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก, การไร้เสถียรภาพทางการเมือง, ระบบรัฐราชการแบบรวมศูนย์และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ไม่เต็มที่, และการเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เปลี่ยนไป
คำแถลงนโยบายระบุว่า รัฐบาลจะร่วมกับทุกภาคส่วนพลิกความท้าท้ายเป็นโอกาสในประเทศ ผ่านนโยบายเร่งด่วน 10 ข้อ และนโยบายระยะกลางและระยะยาว

ที่มาของภาพ, thai news pix
เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายเร่งด่วน 5 ข้อ ของรัฐบาลนายเศรษฐาที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 6 ก.ย. 2566 พบว่า ประเด็นนโยบายแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่เคยเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล "เศรษฐา" ไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของ น.ส.แพทองธาร
10 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล “แพทองธาร”
1. ผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ
2. ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากคู่แข่งทางการค้าต่างชาติ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาหนี้ของเอสเอ็มอี
3. เร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค
ปรับโครงสร้างราคาพลังงานควบคู่กับการเร่งรัดจัดทำ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายพลังงานได้โดยตรง (Direct PPA) เจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน กำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพฯ เพื่อรองรับ นโยบาย “ค่าโดยสารราคาเดียว” ตลอดสาย
4. สร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี
ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและใต้ดิน คาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่า 50% ของจีดีพี โดยจะนำรายได้ส่วนนี้ไปจัดสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข สาธารณูปโภค อุดหนุนค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของประชาชน พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
5. เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และผลักดันโครงการแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ ที่เรียกกันว่า "โครงการดิจิทัลวอลเล็ต" (Digital Wallet)"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
6. ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย
ใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีการเกษตร ทั้งเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยีอาหาร มาใช้พัฒนาอาชีพด้านเกษตร ประมง ปศุสัตว์ ตลอดจนคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด เช่น อาหารฮาลาล และฟื้นนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก
7. เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว
สานต่อความสำเร็จในการปรับโครงสร้างการตรวจลงตราทั้งหมดของประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอวีซ่า เช่น กลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ (MICE) และกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานทางไกล
8. แก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร
ตัดต้นตอการผลิตและจำหน่ายด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การสกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้าและตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปรามและการยึดทรัพย์ ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด ค้นหาผู้เสพในชุมชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา
9. เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
10. ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
5 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล “เศรษฐา”
- เติมเงิน 10,000 บาท ผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
- แก้ปัญหาหนี้สินในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
- ลดค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมัน ทันที
- ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ปรับปรุงการขอวีซ่า เพิ่มสนามบินและเที่ยวบินเข้าไทย
- แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในรัฐธรรมนูญ ไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์
- ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำแถลงนโยบาย ครม.แพทองธาร เขียนไว้ว่า “รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด” และกล่าวถึงปัญหาจังหวัดชายแดนใต้เพียงสั้น ๆ ว่าจะ “การสร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”
จาก “พัฒนา” กองทัพร่วมกัน สู่นโยบาย “ปฏิรูประบบราชการและกองทัพ”
เอกสารแถลงนโยบายของ ครม.แพทองธาร ยังคงมีนโยบายสนับสนุนการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) รวมทั้งการยกระดับระบบสาธารณสุขจาก 30 บาทรักษาทุกโรค มาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งทั้งสองนโยบายนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลนายเศรษฐา เคยได้แถลงไว้
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ รัฐบาลนายเศรษฐา เคยแถลงไว้ว่า "รัฐบาลจะร่วมกันพัฒนากองทัพให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศพร้อมกับประชาชน" ซึ่งมีเรื่องหลักได้แก่ เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ, ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง และกำหนดอัตรากำลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำพื้นที่ของหน่วยทหารที่เกินความจำเป็นมาใช้ให้เป็นประโยชนต่อประชาชน
ทว่า ในเอกสารแถลงนโยบายของ ครม.แพทองธาร ประเด็นการปฏิรูปกองทัพ ถูกนำไปรวมกับการปฏิรูประบบราชการ โดยระบุว่า “รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ” และมีการขยายความว่า เพื่อเปลี่ยนผ่านราชการไทยไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล ปรับขนาดให้มีความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณ ปรับขนาดและกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องภารกิจ และเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ











