"นักการเมืองรวยเอา ๆ ในขณะเราต้องทนทุกข์" ผู้นำการชุมนุม 'เจนซี' เนปาล บอกบีบีซีถึงเบื้องหลังชัยชนะราคาแพง

Tanuja Pandey holding a paper showing an anti-corruption slogan during the Gen-Z protests in Nepal

ที่มาของภาพ, Tanuja Pandey

คำบรรยายภาพ, ทานุจา ปานเดย์ ถือป้ายข้อความต่อต้านคอร์รัปชันระหว่างการประท้วงในเนปาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
    • Author, รามา ปาราจุลี และกมล ปาริยาร์
    • Role, บีบีซี แผนกภาษาเนปาล
    • Reporting from, รายงานจากกาฐมาณฑุ

ผู้ชุมนุมเจนซี (Gen Z) ชาวเนปาลล้มรัฐบาลลงได้ภายใน 48 ชั่วโมง แต่ชัยชนะนี้มีราคาที่สูงลิ่ว

"พวกเราภูมิใจ แต่ก็ผสมปนเปไปกับบาดแผล ความเสียใจ และความโกรธ" ทานุจา ปานเดย์ หนึ่งในผู้จัดการชุมนุมเปิดเผย

ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 72 คน การชุมนุมประท้วงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ในรอบหลายทศวรรษ อาคารต่าง ๆ ของทางการ ที่พักอาศัยของเหล่าผู้นำทางการเมือง และโรงแรมหรูอย่างเช่นฮิลตันที่เปิดให้บริการเมื่อเดือน ก.ค. 2024 ถูกเผาทำลายและปล้นสะดม ขณะที่ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเมื่อบ้านของพวกเขาถูกวางเพลิง

การชุมนุมประท้วงครั้งนี้เป็นตัวแทนของ "การปฏิเสธชนชั้นทางการเมืองปัจจุบันของเนปาลอย่างสิ้นเชิง หลังจากหลายทศวรรษของการบริหารที่ย่ำแย่และการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ" อาชิช ประธาน ที่ปรึกษาอาวุโสจากองค์กรอินเตอร์เนชันแนลไครซิสกรุ๊ปหรือไอซีจี (International Crisis Group - ICG) ระบุ

เขายังเสริมด้วยว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลอาจ "เทียบเท่าแผ่นดินไหวในปี 2015 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 9,000 คน"

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงกาฐมาณฑุเท่านั้น แต่สำนักงานของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นอย่างน้อย 300 แห่งทั่วประเทศได้รับความเสียหายด้วย

กาฐมาณฑุโพสต์ (Kathmandu Post) ซึ่งอาคารสำนักงานต่าง ๆ ของสำนักข่าวแห่งนี้ถูกฝูงชนโจมตีและจุดไฟเผาเช่นกัน รายงานว่ามูลค่าความสูญเสียหายของทั้งประเทศอาจสูงถึง 3 ล้านล้านรูปีเนปาล (ราว 6.8 แสนล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่าเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีของเนปาล

Saugat Thapa, in a red sweater and black trousers, stands next to a Christmas tree made of boxes of luxury brands

ที่มาของภาพ, Instagram / sgtthb

คำบรรยายภาพ, ด้วยความโกรธแค้นจากความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก หนุ่มสาวชาวเนปาลต่างเรียกลูก ๆ ของนักการเมืองว่า "เนโปเบบี้" (Nepo Baby) ที่อาจแปลเป็นไทยได้ว่า "เด็กเส้น" หรือ "ลูกท่านหลานเธอ"

'Nepo babies' (เนโปเบบี้)

สองวันก่อนการชุมนุมประท้วงรุนแรงเมื่อ 8 ก.ย. ปานเดย์ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมวัย 24 ปี อัปโหลดภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นเหมืองแร่บนเทือกเขาชูเร (Chure) หนึ่งในเทือกเขาที่เปราะบางที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเธอเขียนข้อความว่า "ทรัพยากรของเนปาลควรเป็นของประชาชน ไม่ใช่บริษัทเอกชนของนักการเมือง" พร้อมกับเรียกร้องให้เพื่อน ๆ ของเธอ "ออกมาชุมนุมต่อต้านคอร์รัปชันและการใช้ความมั่งคั่งของประเทศในทางที่ผิด"

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเอเชีย การชุมนุมประท้วงของกลุ่มเจนซีชาวเนปาลไม่มีแกนนำ โดยมีอีกหลายคนที่เรียกร้องในทำนองเดียวกันกับปานเดย์ หลังจากรัฐบาลเนปาลตัดสินใจปิดกั้นแพลตฟอร์ตโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม โดยอ้างว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น

เป็นเวลาหลายเดือนที่กระแสความโกรธเกรี้ยวหลั่งไหลไปที่เหล่า "nepo babies" (เนโปเบบี้) หรือบรรดาลูกหลานของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลจากทุกฝักฝ่าย พวกเขากล่าวหาว่าเนโปเบบี้เหล่านี้ต่างอวดความร่ำรวยอย่างไร้คำอธิบายลงบนโซเชียลมีเดีย

หนึ่งในภาพที่เป็นไวรัลที่สุดคือภาพของซอกัต ธาปา ลูกชายของรัฐมนตรีประจำจังหวัด ที่ยืนอยู่ถัดจากต้นคริสต์มาสที่ทำจากกล่องแบรนด์หรูต่าง ๆ ทั้งหลุยส์ วิตตอง, กุชชี และคาร์เทียร์ อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวออกมาตอบโต้ว่านี่คือ "การตีความผิดพลาดอย่างไม่เป็นธรรม" และพ่อของเขา "ส่งคืนเงินทุกรูปีที่ได้จากบริการสาธารณะให้กับชุมชน"

ปานเดย์ได้ดูสิ่งที่ "เนโปเบบี้" เกือบทุกคนโพสต์บนโซเชียลมีเดีย แต่วิดีโอ ๆ หนึ่งที่แสดงให้เห็นทั้งภาพวิถีชีวิตแสนหรูหราของครอบครัวนักการเมืองและคนหนุ่มสาวชาวเนปาลที่ต้องหางานทำในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียสะดุดใจเธอ

"มันเจ็บปวดที่จะดู โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าแม้แต่เยาวชนที่มีการศึกษาก็ยังถูกผลักให้ต้องออกนอกประเทศ เพราะค่าแรงที่นี่มันต่ำต้อยมากเมื่อเทียบกับที่คน ๆ หนึ่งต้องใช้ในการจะมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ" เธอกล่าว

เนปาลเป็นประเทศประชาธิปไตยอายุไม่มากนักโดยเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นรูปแบบสาธารณรัฐในปี 2008 หลังจากสงครามกลางเมืองที่นำโดยลัทธิเหมาซึ่งยืดเยื้อมาร่วมทศวรรษคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 17,000 คน

แต่เนปาลกลับไม่ได้มีสเถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองตามที่มีการสัญญาไว้ ในช่วงระยะเวลา 17 ปี เนปาลผ่านรัฐบาลมาแล้ว 14 รัฐบาล และไม่มีผู้นำคนใดอยู่ได้ครบวาระ 5 ปี การเมืองของประเทศคล้ายกับเกมเก้าอี้ดนตรี โดยพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคคองเกรสเนปาล ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง ผลัดกันขึ้นปกครอง ผู้นำ 3 คนที่รวมถึงเคพี ชาร์มา โอลี ซึ่งลาออกจากการประท้วงของกลุ่มเจนซี คือผู้ที่เคยขึ้นสู่อำนาจหลายต่อหลายครั้ง

ตัวเลขจีดีพีต่อหัวของเนปาลอยู่ต่ำกว่า 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,600 บาท) นับเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดเป็นดับสองของเอเชียใต้รองจากอัฟกานิสถาน โดยมีประชาการประมาณ 14% ออกไปทำงานนอกประเทศ และมี 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่รับเงินโอนจากต่างประเทศ

สำหรับปานเดย์ เธอมาจากครอบครัวชนชั้นกลางทางตะวันออกของเนปาล และพ่อของเธอเป็นครูโรงเรียนรัฐที่เกษียณอายุแล้ว สามปีก่อนหน้านี้ เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมอง ซึ่งขณะนี้เธอยังคงอยู่ในกระบวนการรักษา ค่ารักษาพยาบาลเกือบทำให้ครอบครัวของเธอล้มละลาย พี่สาวของเธอจึงย้ายไปอยู่ออสเตรเลียเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือ

ก่อนการประท้วง ปานเดย์ทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ในการกำหนดแนวทางที่เน้นการไม่ใช้ความรุนแรงและให้ความเคารพต่อกัน พร้อมกับเตือนผู้ร่วมชุมนุมระมัดระวัง "กลุ่มผู้แอบอ้าง" เข้ามาฉวยโอกาส

ในช่วงเช้าของวันที่ 8 ก.ย. เธอเดินทางมาถึงอนุสาวรีย์ไมติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) ใจกลางกรุงกาฐมาณฑุกับเพื่อน ๆ อีกหลายคน เธอคิดว่าอย่างมากที่สุดก็คงจะมีผู้คนมารวมตัวกันหลักพันคน แต่ปรากฏว่าฝูงชนทยอยมาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อากริติ กิมิเร ผู้ชุมนุมวัย 26 ปี ระบุว่าในช่วงแรก ๆ การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย "พวกเราทุกคนต่างนั่งลง เราต่างร้องเพลงเนปาลเก่า ๆ" เธอเล่า "สโลแกนและทุกอย่างในนั้นมันสนุกสนาน พวกเรามีความสุขกับมัน และหลังจากนั้นเราก็เริ่มเดินขบวน... ตำรวจก็อยู่ที่นั่นด้วยเพื่อกันยานพาหนะไม่ให้เข้ามาในที่ชุมนุม"

ทั้งปานเดย์ และกิมิเร เริ่มสังเกตเห็นสัญญาณอันตรายราวช่วงเที่ยง เมื่อฝูงชนเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังเขตบาเนชวอร์ใหม่ (New Baneshwor) ซึ่งเป็นละแวกที่ตั้งของรัฐสภา ทั้งคู่เห็นคนที่ขี่รถจักรยานยนต์มาสมทบ และปานเดย์เล่าว่าคนกลุ่มนี้ดูมีอายุมากกว่าผู้ชุมนุมเจนซีโดยเฉลี่ย

กิมิเรเชื่อว่าพวกเขาคือมือที่สาม "มันเริ่มยากมาก ๆ สำหรับพวกเราที่จะแยกแยะผู้ที่มาชุมนุมโดยสงบหรือคนที่มาเพื่ออะไรบางอย่างจริง ๆ กับคนที่เข้ามาโดยมีจุดประสงค์ก่อความรุนแรง"

เมื่อผู้ประท้วงบางคนพยายามฝ่าฝืนการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยการยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำแรงดันสูง และยิงกลับใส่ผู้ชุมนุม โดยมีหลักฐานว่ามีการใช้กระสุนจริง และตำรวจยังถูกกล่าวหาว่ายิงใส่เด็กนักเรียนด้วย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน

Smoke rises from the burnt Hilton Kathmandu hotel, following protests against Monday's killing of 19 people after anti-corruption protests triggered by a social media ban

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โรงแรมฮิลตันตกเป็นหนึ่งในเป้าการโจมตีของผู้ลอบวางเพลิง

เช้าวันรุ่งขึ้นเต็มไปด้วยความโกลาหลและความรุนแรง ผู้ประท้วงตอบโต้ด้วยการจุดไฟเผาอาคารรัฐสภา สำนักนายกรัฐมนตรี และอาคารอื่น ๆ ของรัฐบาล ทั้งปานเดย์และกิมิเรไม่ได้ออกมาร่วมชุมนุมแต่ได้เฝ้าดูพัฒนาการผ่านทางออนไลน์

"มีคนจำนวนมากแชร์ว่าพวกเขารู้สึกดีที่ได้เห็นบรรดานักการเมืองได้เผชิญผลลัพธ์ของทุกการกระทำที่พวกเขาทำลงไปซักที" กิมิเรระบุถึงการทำลายบ้านเรือนของเหล่าผู้นำทางการเมือง เธอเล่าต่อว่าจากนั้นอารมณ์ของผู้คนก็ยิ่งดำดิ่งลงไปอีก

"ฉันเห็นคนถือขวดบรรจุน้ำมัน พวกเขาเอามันมาจากพวกรถมอเตอร์ไซค์ พวกเขาเริ่มโจมตีอาคารรัฐสภา" ปานเดย์ระบุ

บัณฑิตกฎหมายรายนี้ร่ำไห้หลังเห็นศาลฎีกาที่เธอนับถือว่าเสมือน "เป็นวัด" สำหรับเธอ ถูกเพลิงเผาไหม้ เพื่อน ๆ ของเธออยู่ที่นั่นและพยายามจะสาดน้ำเข้าไปเพื่อดับไฟ พวกเขาทั้งหมดรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ แต่ก็ทำเพื่อปลอบโยนตัวเองเพียงเท่านั้น

"มีคนว่ากันว่ามีผู้ไม่หวังดีที่ตั้งใจมาเพื่อเผาทำลายสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ... พวกเขาเป็นใคร ?" กิมิเร ตั้งคำถาม "จากภาพวิดีโอ พวกเขาทุกคนสวมหน้ากาก"

ความสงบเริ่มกลับคืนมาบ้างเมื่อมีการส่งกองทัพไปควบคุมสถานการณ์ มีการสั่งเคอร์ฟิวอยู่หลายวัน ก่อนที่ต่อมาในสัปดาห์เดียวกัน อดีตประธานศาลฎีกา สุชิลา การ์กี จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ โดยเธอได้รับการสนับสนุนจากผู้ประท้วงให้ดำรงตำแหน่งนี้

ปานเดย์คาดหวังว่าอดีตประธานศาลฎีกาหญิงผู้นี้ "จะสามารถนำประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดให้มีการเลือกตั้งตามเวลาที่กำหนด และคืนอำนาจให้กับประชาชน

แต่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเนปาลยังคงมีอยู่

รูเมลา เซ็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่ามันเป็นเรื่องที่ "น่ากังวล" ที่ได้เห็น "การเชิดชูกองทัพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในฐานะเสียงจากฝ่ายที่มีเหตุมีผลและเสถียรภาพ"

หลายคนยังรู้สึกไม่สบายใจกับการมีส่วนร่วมของดูร์กา ปราไซ ในช่วงเริ่มต้นของการเจรจาตามคำเชิญของกองทัพ นายปราไซเคยถูกจับกุมจากการมีบทบาทในการชุมนุมประท้วงรุนแรงเพื่อต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในเดือน มี.ค. เขาเคยลี้ภัยไปอินเดียก่อนจะหวนคืนเนปาล ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเจนซีเดินออกจากวงประชุม

People take part in a candlelight vigil in memory of people who died during the protest against anti-corruption triggered by a social media ban

ที่มาของภาพ, Reuters

"พวกเราตกใจมาก เพราะเราสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักของเรา" ยุพราช เนยุปาเน ผู้สูญเสียโยเกนดรา ลูกชายวัย 23 ปีไปในการชุมนุมกล่าว "ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาตายได้อย่างไร"

จากรายงานการชันสูตรพลิกศพ โยเกนดราถูกยิงที่ด้านหลังของศีรษะขณะที่เขาอยู่ใกล้กับอาคารรัฐสภา

โยเกนดรา ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว มีพื้นเพมาจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล เขาเดินทางไปศึกษาต่อในกรุงกาฐมาณฑุด้วยความใฝ่ฝันที่จะเป็นข้าราชการ เพื่อนและครอบครัวของเขาเล่าว่า เขามักเข้าเรียนหนังสืออยู่เสมอ

แต่ในวันที่ 8 ก.ย. เขาไปร่วมชุมนุมพร้อมกับเพื่อน ๆ ด้วยความหวังที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศ ครอบครัวของเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นด้วยจนกระทั่งเขาโทรศัพท์บอกเมื่อสถานการณ์เริ่มลุกลามบานปลาย

"บุคคลอันเป็นที่รักของเราสูญเสียชีวิตของเขาในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง" ซอพาเกีย ญาติผู้อาวุโสของเขากล่าว "การสละเลือดเนื้อของเขาต้องได้รับการจดจำ เพื่อที่คนหนุ่มสาวจะได้ไม่ต้องลงถนนอีกในอนาคต"

ปานเดย์บอกว่าเธอมองอนาคตของประเทศในแง่ดีอย่างมีสติ แต่บาดแผลจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจะยังคงอยู่กับเธอไปตลอดชั่วชีวิต

นี่คือการตื่นรู้ทางเมืองสำหรับคนรุ่นเธอ

"เราไม่อาจจะอยู่เงียบ ๆ หรือยอมรับกับความอยุติธรรมได้อีกต่อไป" เธอกล่าว "นี่ไม่ใช่แค่การสะกิดเบา ๆ แต่มันคือการท้าทายต่อระบบที่สั่งสมอำนาจมาหลายทศวรรษอย่างกล้าหาญ"

รายงานเพิ่มเติมโดยเกรซ ชอย