เงินอุดหนุน สส.- ระบอบเอื้อพวกพ้อง-เศรษฐกิจปากท้อง อธิบายชนวนเหตุประท้วงใหญ่ในอินโดนีเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ภาพการประท้วงและการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างชาวอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว บีบีซีไทยประมวลสถานการณ์ประท้วงครั้งนี้พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบว่าปัจจัยกระตุ้นการประท้วงที่แท้จริงคืออะไร และวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอินโดนีเซียกำลังเดินถอยหลังหรือไม่
อะไรคือชนวนเหตุของความไม่พอใจสู่การประท้วงใหญ่
การประท้วงในอินโดนีเซียระลอกใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. โดยในช่วงแรก การชุมนุมกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา
ต่อมาการชุมนุมลุกลามกลายเป็นการประท้วงใหญ่ไปยังหลายเมืองทั่วประเทศ หลังจากมีผู้เข้าร่วมชุมนุม 3 รายเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 ส.ค. โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอัฟฟาน คูร์เนียวัน วัย 21 ปี ซึ่งมีอาชีพเป็นไรเดอร์แพลตฟอร์ม เขาถูกรถตำรวจชนจนเสียชีวิตระหว่างการประท้วงในกรุงจาการ์ตา
ล่าสุด วันนี้ (2 ก.ย.) บีบีซีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมแล้วอย่างน้อย 7 ราย
นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำบริษัทที่ปรึกษานโยบายสาธารณะ โกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การประท้วงครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากปัญหาหลายมิติซึ่งทับซ้อนกันที่ประชาชนต้องแบกรับโดยเฉพาะปัญหาด้านปากท้อง
"ต้นตอที่ทำให้สถานการณ์ปะทุคือข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน" นายดินาร์โต ชี้
นอกจากสถานการณ์ปากท้องและการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับผู้แทนจะเป็นชนวนเหตุเฉพาะหน้าแล้ว ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าแท้จริงแล้วความไม่พอใจต่อรัฐบาลนั้นสั่งสมมาตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 ซึ่งนายปราโบโว ซูเบียนโต เป็นผู้ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และมีนายยิบราน รากาบูมิง รากา ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด นั่งเป็นรองประธานาธิบดี
"จริง ๆ ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว มีหลายประเด็นมากเลย คนรู้สึกว่าการได้มาซึ่งคู่ตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล มีการใช้กฎหมายเอื้อพวกพ้อง คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกไม่โอเคกับรัฐบาลชุดนี้ แล้วพอเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็มีการใช้นโยบายหลายอย่างที่คนรุ่นใหม่ นักศึกษา หรือนักวิชาการ ชนชั้นกลาง รู้สึกว่านโยบายแบบนี้จะทำลายทำร้ายประเทศ" ผศ.ดร.อรอนงค์ ฉายภาพ

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับกรณีของ นายยิบราน รากาบูมิง รากา บุตรชายของของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโดเขาได้นั่งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยวัย 36 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอายุของเขา ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความเปลี่ยนให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งได้ โดยที่บุคคลที่เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคือ นายอันวาร์ อุสมาน ลุงของนายยิบราน และมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนายโจโก วิโดโด
เมื่อรัฐบาลของนายซูเบียนโตเข้ามาบริหารประเทศ ผศ.ดร.อรอนงค์ อธิบายว่าพวกเขาออกนโยบายที่หลายฝ่ายกังขา อย่างการตัดงบประมาณเรื่องการศึกษา และเอางบมาใช้เพิ่มกับอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาเคยหาเสียงเอาไว้
ทว่า ผศ.ดร.อรอนงค์ ย้ำว่าฟางเส้นสุดท้ายของการประท้วงเป็นเพราะนโยบายสนับสนุนด้านที่พักอาศัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่กินงบประมาณเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ (ราว 100,000 บาท) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเงินช่วยเหลือที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นายซูเบียนโตเข้ารับตำแหน่ง และจะมีกำหนดสิ้นสุดในเดือน ต.ค.นี้
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา นายสุฟมี ดัสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย กล่าวต่อสื่อท้องถิ่นว่าเงินจำนวนนี้ถูกจัดสรรขึ้นมา เนื่องจาก สส. หรืออาจเรียกว่า สมาชิก DPR (Dewan Perwakilan Rakyat) เมื่อเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา จะไม่ได้รับการจัดสรรที่พักบริเวณคาลิบาตา (Kalibata) ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่เป็นสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป ดังนั้น รัฐสภาจึงจัดสรรงบชดเชยสำหรับค่าเช่าเป็นเวลา 5 ปี ให้กับสมาชิก DRP เหล่านี้
แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดสรรงบประมาณของปี 2567 ได้เพียงพอ จึงทำให้ต้องมีการผ่อนจ่ายเม็ดเงินตรงนี้ออกมาเป็นรายงวด ดังที่กลายเป็นประเด็น
ด้านนายดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซียเสริมว่า "นี่ไม่ใช่การปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ความรู้สึกไม่พอใจได้คุกรุ่นมาหลายเดือนแล้ว จากความขุ่นข้องที่โครงการบรรเทาทางเศรษฐกิจไม่สามารถก้าวทันเงินเฟ้อ และชนชั้นนำทางการเมืองยังคงอยู่อย่างปลอดภัยจากความยากลำบาก"
สิทธิพิเศษ-เงินอุดหนุน สส. อินโดนีเซีย มีอะไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากรายงานข่าวของบีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา พบว่าระหว่างการชึ้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นรายได้ที่สุจริตตามหลักเงินฮาลาล (Halal money) นายทีบี ฮาซานุดดิน สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยรายได้ของเขา ซึ่งพบว่าเมื่อรวมทั้งเงินเดือนพื้นฐาน ค่าที่พักและค่าเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เขามีรายได้เกิน 100 ล้านรูเปียห์/เดือน (ราว 200,000 บาท)
"พวกเราเป็นเพียงผู้รับ สำหรับผม ได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ขอบคุณแล้ว" นายฮาซานุดดิน กล่าว
เมื่ออ้างอิงรายการเงินสวัสดิการประจำเดือนสำหรับสมาชิก DPR ซึ่งถูกกำหนดไว้ในหนังสือเวียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย (DPR RI) หมายเลข KU.00/9414/DPR RI/XII/2010 และในหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหมายเลข S-520/MK.02/2015 บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียพบรายละเอียดดังนี้:
หมวด 1 เงินสวัสดิการประจำ
- เงินสมทบคู่สมรส: 420,000 รูเปียห์ (ราว 840 บาท)
- เงินสมทบบุตร: 168,000 รูเปียห์ (ราว 336 บาท)
- เบี้ยประชุม/เบี้ยแพ็กเกจ: 2,000,000 รูเปียห์ (ราว 4,000 บาท)
- เงินสมทบตำแหน่ง: 9,700,000 รูเปียห์ (ราว 19,400 บาท)
- เงินช่วยเหลือข้าวสาร: 30,090 รูเปียห์/คน (ราว 60 บาท)
- เงินสมทบภาษีประจำรายได้ (ภาษีบทที่ 21): 2,699,813 รูเปียห์ (ราว 5,400 บาท)
หมวด 2 เงินสวัสดิการอื่น ๆ
- เบี้ยขยัน/เบี้ยเกียรติคุณ: 5,580,000 รูเปียห์ (ราว 11,160 บาท)
- เบี้ยสื่อสาร: 15,554,000 รูเปียห์ (ราว 31,108 บาท)
- เบี้ยสนับสนุนการตรวจสอบและงบประมาณ: 3,750,000 รูเปียห์ (ราว 7,500 บาท)
- เงินช่วยค่าไฟฟ้าและโทรศัพท์: 7,700,000 รูเปียห์ (ราว 15,400 บาท)
- เงินสำหรับผู้ช่วยสมาชิกสภา: 2,250,000 รูเปียห์ (ราว 8,400 บาท)
เงินสวัสดิการข้างต้นนี้ยังไม่รวมเงินเดือนพื้นฐานที่กำหนดไว้ในกฎข้อบังคับรัฐบาลหมายเลข 75 ปี 2000 ซึ่งระบุเงินเดือนตามตำแหน่งไว้ดังนี้
- ประธาน DPR: 5,040,000 รูเปียห์ (10,080 บาท)
- รองประธาน DPR: 4,620,000 รูเปียห์ (9,240 บาท)
- สมาชิก DPR: 4,200,000 รูเปียห์ (8,400 บาท)
หากลองนำเงินสวัสดิการทั้งหมดนี้มารวมกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (DPR) อาจมีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ 54,051,903 รูเปียห์ (ราว 108,100 บาท) โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และงบประมาณสำหรับเขตเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ "กองทุนความปรารถนา"
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ก.พ. 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียพบว่า ค่าจ้างแรงงานหรือลูกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของอินโดนีเซียที่ 3.09 ล้านรูเปียห์ (ราว 6,190 บาท)
สส. ต้องมี "จริยธรรม" ต่อสาธารณะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย รายงานต่อด้วยว่านายเอกิ ปริมาโยฆา นักวิจัยจากองค์กรจับตาการทุจริตอินโดนีเซีย หรือ Indonesia Corruption Watch (ICW) ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรควรคำนึงถึงแง่มุมด้านจริยธรรมสาธารณะในการออกนโยบายสนับสนุนค่าเช่าบ้านนี้
"การใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นหลักล้านล้านรูเปียห์ตลอดช่วงเวลา 60 เดือนที่สภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งนั้น เหมาะสมหรือไม่" นายปริมาโยฆา ตั้งคำถาม
เขาเสริมว่า ขณะนี้ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจมากมายที่ประชาชนต้องเผชิญ อาทิ ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหลายพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความพยายามในการประหยัดงบประมาณจากการโอนเงินจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว ก็ปรับสูงขึ้นด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซีย พบว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้าง 42,385 คน ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง มิ.ย. 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 32.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 32,064 คน
นายลูเซียส คารุส นักวิจัยจากฟอรั่มชุมชนภาคประชาสังคมห่วงใยรัฐสภาอินโดนีเซีย (Formappi) ให้ความเห็นว่า เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ที่สมาชิกสภา DPR ได้รับนั้น "จริง ๆ แล้วคือภาษาการเมืองสำหรับคำว่า 'เงินอุดหนุน'"
เขาเสริมว่า "รัฐสภาอินโดนีเซียเป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมากในการออกแบบเงินสวัสดิการใหม่ ๆ ผลักภาระให้รัฐจ่าย… แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ ยิ่งได้รับเงินอุดหนุนมาก ก็ยิ่งมีผลงานที่สวนทางกับเงินที่ได้รับ เป็นเรื่องย้อนแย้งสิ้นดี" เขากล่าว
เสียงสะท้อนจากชนชั้นแรงงาน-นักศึกษาอินโดนีเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซียแห่งโกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย และแรงงานอิสระหรือแรงงาน "กิ๊ก" (Gig-workers) ในภาคบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างชัดเจนในช่วงที่เกิดความไม่พอใจทางการเมือง
ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เห็นตรงกันนายดินาร์โต โดยเสริมว่าสำหรับชนชั้นแรงงานผู้ที่ขับรถส่งอาหาร/สินค้าผ่านแอปพลิเคชันในอินโดนีเซีย ข้อกำหนดหลาย ๆ อย่างของรัฐเอื้อให้กับเหล่าคนรวย แต่คนทำมาหากินทั่ว ๆ ไปกลับต้องเผชิญความยากลำบาก
ก่อนหน้าที่จะเกิดการประท้วงระลอกใหม่ครั้งใหญ่ไม่นาน บีบีซีอินโดนีเซียรายงานว่าเกิดเหตุเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขัดข้องซ้ำกันหลายครั้ง ในเมืองเมรากู จังหวัดปาปัวใต้ จนทำให้เกิดการประท้วงบานปลายเป็นความรุนแรงเมื่อวัน 21 ส.ค.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในเมืองเมรากูเกิดปัญหาขัดข้อง ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2016 โดยมีความรุนแรงที่สุดในปี 2023
นายแองเจลเบอร์ตุส ฟาเรล ไรเดอร์แพลตฟอร์มในเมืองเมรากู เปิดเผยว่า เมื่อปราศจากอินเทอร์เน็ต งานบริการขับรถจักรยานยนต์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปฯ จึงต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด ผลกระทบคือรายได้กลายเป็นศูนย์
"ตั้งแต่วันแรกที่อินเทอร์เน็ตล่มจนถึงตอนนี้ เราไม่มีรายได้เลย" นายฟาเรล กล่าวกับผู้สื่อข่าวนายเอ็มมานูเอล ริเบรู ที่รายงานให้กับบีบีซี นิวส์ อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา
"ปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และทุกครั้งที่เกิดขึ้น เราก็ไม่มีรายได้" นายฟาเรลกล่าวเสริม
สำหรับมิติการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ผศ.ดร.อรอนงค์ ตอบว่า "นักศึกษาเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมากเลยเพราะจริง ๆ แล้วนักศึกษาจะออกมาประท้วงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือไม่เกี่ยว แต่ยังไงก็ตาม นโยบายที่ออกมาใช้ในประเทศ ต้องกระทบกับทรัพยากรอยู่แล้ว เขาก็เลยออกมา เพราะเขาก็รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม"
วัฒนธรรมการประท้วง-การตอบโต้จากรัฐ-ข้อเรียกร้อง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผศ.ดร.อรอนงค์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายด้วยว่าวัฒนธรรมการประท้วงของอินโดนีเซียนับว่าเข้มข้นและรุนแรงกว่าไทยค่อนข้างมาก
เมื่อลองเปรียบเทียบกับการประท้วงของกลุ่มเยาวชนนักเรียนนักศึกษาของไทยในช่วงปี 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ผ่านการติดโบว์ขาว แตกต่างจากรูปแบบการชุมนุมของอินโดนีเซียซึ่งมีรากวัฒนธรรมการเผารถยนต์ ทำลายสถานที่ราชการ หรือทำลายสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
"มันไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วก็ไม่ไช่แบบปี 1998 ด้วย มันย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970" อาจารย์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ระบุ
"เวลาคนอินโดนีเซียประท้วง เขาก็ประท้วงแบบนี้แหละค่ะ ก็คือแบบเผาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นสัญญะของอำนาจ หรือส่งสัญญาณถึงคนที่เขาไม่เอาหรือเขารู้สึกว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" ผศ.ดร.อรอนงค์ กล่าว
ส่วนตอบโต้กลับจากฝั่งรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียจาก ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลมีการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ด้วยการใช้แก๊สน้ำตาตั้งแต่วันแรก ๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจึงทำให้สถานการณ์ "ลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นไรเดอร์ เป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานยากจน"
อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ประธานาธิบดีซูเบียนโต ออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ทั้งยังยอมที่จะตัดสิทธิพิเศษบางอย่างของ สส. ออก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ว่าสิทธิประโยชน์บางประการของสมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดลง รวมถึงการลดเบี้ยเลี้ยงบางประเภท
นอกจากนี้ทั้งประธานาธิบดีซูเบียนโตและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียยังได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายซูเบียนโตกล่าวว่าเขา "รู้สึกตกใจและผิดหวัง" ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่
นางเรไฮยู สรัสวตี สมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลของอินโดนีเซีย บอกกับบีบีซีว่า การประท้วงใหญ่ครั้งนี้สร้าง "ความประหลาดใจไม่น้อย"
"ดิฉันไม่คิดว่าพวกเราคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น" เธอกล่าวกับรายการบีบีซี นิวส์ อาวร์ (Newshour) "มันเกิดขึ้นเร็วมาก ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน"
นางสรัสวตี ปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้ประท้วงที่บอกว่ารัฐบาล "เพิกเฉยต่อเสียงประชาชน" โดยเธอชี้แจงว่า "เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ยากลำบาก และเศรษฐกิจก็ต้องบอกว่าเป็นความท้าทายสำหรับบางคน"
สำหรับการตัดงบประมาณและเบี้ยเลี้ยงของรัฐสภาที่เพิ่งประกาศไปนั้น เธอเสริมว่าเป็น "หนทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังรับฟัง"
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ยังไม่ได้ระบุว่าสมาชิกสภาคนใดบ้างที่จะถูกปรับลดเบี้ยเลี้ยง แต่ได้ประกาศว่าจะมีการระงับการเดินทางไปต่างประเทศของสมาชิกรัฐสภาเป็นการชั่วคราว

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายเดดี ดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซีย กล่าวว่าที่ผ่านมาข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในภาพรวม มีตั้งแต่การเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา สร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายสาธารณะให้มากขึ้น และความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านการทุจริต
เขาเสริมว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามควบคุมความไม่พอใจด้วยการยกเลิกการขึ้นเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภา และเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการระดมทั้งตำรวจและทหารเพื่อป้องกันการปล้นสะดมและการทำลายทรัพย์สิน ทว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่พอใจในเชิงลึกได้ โดยขณะนี้มีการเตรียมการจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือน ก.ย. แล้ว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ก.ย. สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า กลุ่มต่าง ๆ รวมไปถึงแกนนำและอินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญอย่าง เจอโรม โพลิน ซีจาบัต ซึ่งมีผู้ติดตามเฉพาะในบัญชีอินสตาแกรมของเขาถึง 9.3 ล้านคน ออกข้อเรียกร้องที่มีชื่อว่า "17+8" โดยแบ่งเป็นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 17 ข้อ และข้อเรียกร้องระยะยาวอีก 8 ข้อ ต่อประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต พร้อมกำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่ 5 ก.ย. นี้
ข้อเรียกร้องเร่งด่วนบางส่วน ได้แก่
- ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เช่น เงินบำนาญ
- ต้องเผยแพร่ข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใส (เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง บ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ของ DPR)
- กระตุ้นให้สภาจริยธรรมของ DPR ตรวจสอบสมาชิกที่มีปัญหา (รวมถึงตรวจสอบผ่านคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต)
- ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด
- ยุติการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝูงชนตามที่กำหนดไว้
ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียยังคงอยู่หรือไม่
เกี่ยวกับคำถามนี้ นายดินาร์โตมองว่าความไม่สงบครั้งนี้สะท้อนลักษณะเด่นของการเมืองอินโดนีเซีย กล่าวคือประชาชนความคาดหวังสูงต่อความรับผิดชอบในฝั่งบริหาร นอกจากนี้ภาคประชาสังคมโดยเฉพาะนักศึกษา ยังมีศักยภาพที่สามารถระดมมวลชนได้อย่างรวดเร็ว
"แม้ประธานาธิบดีปราโบโวจะได้รับฉันทามติจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่ความอดทนของประชาชนก็ลดน้อยลงทันที เมื่อการบริหารประเทศถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นนำมากกว่าประชาชนทั่วไป" นายดินาร์โต ระบุ
ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เสริมว่า หากจะให้มองสถานการณ์ในอินโดนีเซียเพื่อสะท้อนว่าประเทศอาเซียนแห่งนี้ยังเกาะกุมอยู่ด้วยหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ เธอก็ยอมรับว่า "มันเสื่อมถอยจริง ๆ" และเริ่มมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งที่มีข้อกังขามาก
"มันเลยเป็นคำถามของของสังคมอยู่เยอะ รวมถึงคนที่ติดตามด้วยว่า มันคือการเสื่อมถอยของประชาธิปไตย แล้วการที่ [ประธานาธิบดี] ปราโบโว มาแล้วก็ทำหลายอย่างที่ดูเหมือนกับว่าจะดึงประเทศให้ถอยหลังจริง ๆ อย่างเช่น ออกกฎหมายหลายอย่างที่มันดูไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไร คนก็เริ่มวิตกกังวล"
อย่างไรก็ดี เธอย้ำว่าการที่ประชาชนชาวอินโดนีเซียยังสามารถออกมาประท้วงได้ "ถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แม้ว่าอาจจะดูรุนแรง แต่ว่าในประเทศตะวันตกที่เราเห็น ๆ กัน ก็มีการประท้วงแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ในฝรั่งเศสก็มี"
"การประท้วงเป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าเกิดทำไม่ได้เลย มันอาจจะยิ่งบอกว่าสังคมมันปิดมาก ๆ แม้กระทั่งออกมาประท้วงก็ยังไม่ได้" ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิ้งท้าย











