25 ปีในอำนาจของปูติน เขาดูแลรัสเซียตามคำขอผู้นำคนก่อนหรือไม่ ?

Boris Yeltsin sits opposite Vladimir Putin at a table, looking at each other, the day Yeltsin annouced he was stepping down as president

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บอริส เยลต์ซิน (ซ้าย) ประกาศไว้ว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียทันทีและถ่ายโอนอำนาจใหักับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในวันที่ 31 ธ.ค. 1999
    • Author, สตีฟ โรเซนเบิร์ก
    • Role, บรรณาธิการ บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
    • Reporting from, กรุงมอสโก

ผมจะไม่มีวันลืมวันส่งท้ายปีเก่าของปี 1999

ในขณะนั้นผมทำงานในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ในสำนักงานประจำกรุงมอสโกของบีบีซี ทันใดนั้น ก็มีข่าวด่วนว่า "ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ของรัสเซียได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว"

การตัดสินใจครั้งนั้นของเยลต์ซินสร้างความประหลาดใจให้กับทุก ๆ คน รวมถึงผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษในกรุงมอสโกด้วย ตอนที่มีข่าวด่วนข่าวนั้น ไม่มีผู้สื่อข่าวสักคนอยู่ในสำนักงานบีบีซีแห่งนี้เลย นั่นจึงทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาเขียนข่าวและรายงานข่าวออกอากาศทางบีบีซีครั้งแรกของผม

"บอริส เยลต์ซิน พูดอยู่เสมอว่า เขาจะอยู่จนครบวาระในตำแหน่งประธานาธิบดี" นี่คือสิ่งที่ผมได้เขียนไปและตามมาด้วยประโยคที่ว่า "ในวันนี้ เขาได้บอกกับชาวรัสเซียว่า เขาได้เปลี่ยนใจแล้ว"

นี่ถือเป็นการเริ่มต้นอาชีพในฐานะผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง และเริ่มต้นไปพร้อมกับการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำรัสเซียของวลาดิเมียร์ ปูติน

หลังจากการลาออกของเยลต์ซิน เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีปูตินโดยตำแหน่งต้องรับหน้าที่เป็นประธานาธิบดีรักษาการ และในอีกสามเดือนต่อมา เขาก็ชนะการเลือกตั้ง

เมื่อออกจากที่ทำการรัฐบาลรัสเซีย หรือทำเนียบเครมลิน คำสั่งสุดท้ายก่อนลาของเยลต์ซินถึงปูตินคือ "ขอจงดูแลรัสเซีย!"

A younger looking Vladimir Putin stands in front of Boris Yeltsin, both in suits and laughing

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีปูติน (ขวา) แสดงตนเป็นผู้ปกป้องอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งเขากล่าวว่าอดีตประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ล้มเหลวที่จะทำ

ผมนึกถึงคำพูดของเยลต์ซินเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนใกล้จะครบ 3 ปีเข้ามาทุกที นั่นก็เป็นเพราะการรุกรานเต็มรูปแบบของประธานาธิบดีปูตินได้สร้างผลกระทบอันเลวร้าย

ยูเครนประสบกับการทำลายล้างและการสูญเสียชีวิตจำนวนมากในเมืองต่าง ๆ ของประเทศ พื้นที่เกือบ 20% ถูกยึดครองไป และประชาชน 10 ล้านคนต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น

ทว่าสำหรับรัสเซีย ก็ไม่ต่างกัน

  • นับตั้งแต่การตัดสินใจเปิดฉากการโจมตีที่ประธานาธิบดีปูตินเรียกว่า "ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ" รัสเซียได้รับความเสียหายอย่างหนักในสนามรบ
  • เมืองต่าง ๆ ของรัสเซียยังคงถูกโดรนโจมตีอย่างสม่ำเสมอ
  • ทหารยูเครนสามารถเข้ายึดพื้นที่ส่วนหนึ่งของภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซียได้
  • มาตรการคว่ำบาตรนานาชาติกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย
  • ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ด้านประชากรของประเทศยังเลวร้ายอีกด้วย
  • การปราบปรามภายในประเทศก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น

ผมทำหน้าที่รายงานข่าวเกี่ยวกับปูตินมาแล้วนับตั้งแต่เขาขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 25 ปีก่อน

ในวันที่ 31 ธ.ค. 1999 ใครจะคิดว่าผู้นำคนใหม่ของรัสเซีย [ในขณะนั้น] จะยังคงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานในอีกสองทศวรรษครึ่งถัดมา หรือใครจะคิดว่ารัสเซียในวันนี้จะหันมาทำสงครามกับยูเครนและเผชิญหน้ากับตะวันตก

Several Russian soldiers pin flags to coffins of soldiers killed in Luhansk, Russia-controlled territory, surrounded by crosses

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รัสเซียได้รับความเสียหายอย่างหนักในสนามรบ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีปูติน เปิดฉากการโจมตีที่เขาเรียกว่า "ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ" ในยูเครนในปี 2022

ผมมักสงสัยว่า หากเยลต์ซินเลือกคนอื่นมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา แนวทางของประวัติศาสตร์จะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงหรือไม่ แน่นอนว่าคำถามนี้เป็นเรื่องทางวิชาการ ขณะที่ประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัด และความเป็นไปได้ต่าง ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถพูดได้ว่า เป็นความแน่นอน นั่นคือ ตลอด 25 ปีนี้ ผมได้เห็นปูตินในรูปแบบต่าง ๆ และผมก็คงไม่ใช่แค่เพียงคนเดียวที่เห็นเช่นนั้น

ลอร์ด โรเบิร์ตสัน อดีตเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตเคยบอกกับผมเมื่อปี 2023 ว่า "ปูตินที่ผมได้พบเคยทำงานดี และเคยจัดตั้งสภานาโต-รัสเซียด้วยกันมา แตกต่างอย่างมากจากคนบ้าอำนาจคนนี้ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน"

"ชายผู้ยืนข้าง ๆ ผมในเดือน พ.ค. 2002 ด้านขวาของผม และบอกว่า ยูเครนคือรัฐชาติที่มีอำนาจอธิปไตยและเป็นอิสระ ซึ่งจะตัดสินใจเรื่องความมั่นคงเอง ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่พูดว่า [ยูเครน] ไม่ใช่รัฐชาติ" ลอร์ด โรเบิร์ตสัน กล่าว

"ผมคิดว่าวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นคนที่อ่อนไหวง่ายมากและมีความทะเยอทะยานอย่างยิ่งใหญ่สำหรับประเทศของเขา สหภาพโซเวียตเคยได้รับการยอมรับในฐานะมหาอำนาจอันดับที่สองในโลก ขณะที่รัสเซียไม่สามารถอ้างสิทธิ์ใด ๆ ในทิศทางนั้นได้ และผมเลยคิดว่า นี่ได้กัดกร่อนอีโก้หรืออัตตาของเขาไป" เขาเล่า

นี่คือหนึ่งคำอธิบายที่เป็นไปได้ในความเปลี่ยนแปลงที่เราสังเกตเห็นในตัวปูติน นั่นคือ ความทะเยอทะยานอันร้อนแรงของเขาที่จะ "สร้างให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" (และเพื่อชดเชยสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ของรัสเซียในสงครามเย็น) จึงทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการปะทะกับโลกตะวันตกด้วย

ขณะที่ทำเนียบเคลมลินเองก็มีคำอธิบายอย่างหนึ่งที่แตกต่างออกไป

จากคำพูดหลายครั้งที่ปูตินได้กล่าว การแสดงความคิดเห็นที่ได้สะท้อนออกมา ดูเหมือนว่าปูตินจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากความเคียดแค้นและความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วว่า รัสเซียถูกโกหกและไม่ให้ความเคารพมานานหลายปี รวมทั้งความกังวลด้านความปลอดภัยที่ถูกตะวันตกเมินเฉย

แล้วปูตินเองเชื่อหรือไม่ว่า เขาได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเยลต์ซินที่ฝากให้เขา "ดูแลรัสเซีย"

ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสได้ค้นหาคำตอบนั้น

หลังจากผ่านไปกว่าสี่ชั่วโมงในการแถลงข่าวส่งท้ายปีอันยาวนานของเขา ปูตินได้เชิญผมไปสัมภาษณ์

"บอริส เยลต์ซิน บอกคุณว่า ให้คุณดูแลรัสเซีย" ผมกล่าวนำพร้อมกับเตือนความทรงจำของประธานาธิบดี ก่อนที่จะยิงคำถามว่า "แล้วความสูญเสียครั้งใหญ่ใน 'ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ' ของคุณล่ะ กองกำลังยูเครน [ที่ยึดครอง] ในภูมิภาคเคิร์สก์ การคว่ำบาตร อัตราเงินเฟ้อสูง คุณคิดว่าคุณได้ดูแลประเทศของคุณดีแล้วหรือยัง"

"ดีแล้ว" ประธานาธิบดีปูตินตอบกลับ และกล่าวต่ออีกว่า "และผมไม่ได้แค่ดูแลเท่านั้น เรายังได้ถอยกลับออกมาจากขอบเหวอีกด้วย"

ปูตินยังได้ฉายภาพรัสเซียของเยลต์ซินว่า เป็นประเทศที่กำลังจะสูญเสียอธิปไตย เขากล่าวหาชาติตะวันตกว่า ได้ตบไหล่เยลต์ซินอย่างดูถูกดูแคลน ขณะเดียวกันก็ "ใช้รัสเซียเพื่อจุดประสงค์ของตนเอง" แต่สำหรับปูติน เขาบอกว่า เขา "กำลังทำทุกอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่ารัสเซียเป็นรัฐอธิปไตยอิสระ"

สำหรับการแสดงตน [ของปูติน] ในฐานะผู้ปกป้องอธิปไตยของรัสเซีย นี่ถือเป็นมุมมองที่เขาคิดขึ้นมาแบบย้อนอดีตเพื่อพยายามหาเหตุผลสนับสนุนสงครามในยูเครนหรือไม่ หรือว่าปูตินเชื่อมุมมองนี้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รัสเซียสมัยใหม่จริง ๆ

ผมยังไม่แน่ใจ ยังไม่แน่ใจในตอนนี้ แต่ผมรู้สึกว่านี่เป็นคำถามหนึ่งที่สำคัญ

คำตอบนี้อาจมีอิทธิพลต่อการสิ้นสุดของสงครามครั้งนี้ และทิศทางในอนาคตของรัสเซียก็เป็นได้