ทรัมป์เลือกอยู่ข้างปูติน นี่คือความพยายามดึงรัสเซียออกจากจีนหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และบีบีซีนิวส์ ไชน่า ยูนิต
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กำลังขยับความสัมพันธ์กับรัสเซียใกล้ชิดมากขึ้น นี่เป็นการพลิกแนวทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ
เขาเข้าข้างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียในเรื่องการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน และกดดันให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่บุกรุกยึดดินแดนยูเครนมาก่อนหน้านั้นแล้ว นอกจากนี้ เขายังบอกพันธมิตรยุโรปว่าไม่ควรคาดหวังให้สหรัฐฯ สนับสนุนด้านการป้องกันอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้แก่ปูติน และทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังเริ่มดำเนินยุทธศาสตร์การทูตรูปแบบใหม่ครั้งใหญ่อยู่หรือไม่
หรือว่านี่คือแผนการที่ใหญ่กว่าสำหรับสหรัฐฯ ที่ต้องการดึงรัสเซียให้ออกห่างจากจีน ? หรือจริง ๆ แล้วพฤติกรรมของทรัมป์อาจอธิบายได้ง่ายกว่านั้น คือมาจากความรู้สึกส่วนตัวและความใกล้ชิดกับปูติน ?
รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนรัสเซียอย่างไร?
สัญญาณแรกที่ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในแง่การเข้าข้างรัสเซียเกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.พ. ตอนที่ทรัมป์พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินนานถึง 90 นาที
หลังบทสนทนาดังกล่าว เขาได้กดดันให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ โดยบอกให้ยอมยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย แต่ไม่มีการรับประกันความมั่นคงใด ๆ จากสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวถึงการโทรศัพท์คุยกับปูตินว่า "เราตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงไปเยี่ยมเยียนประเทศของกันและกันด้วย"
ทรัมป์ยังได้กล่าวว่า ยูเครนจะไม่สามารถเป็นสมาชิกนาโตได้หลังสงครามเสร็จสิ้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน เคยให้คำมั่นไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัสเซียคัดค้านอย่างแข็งขัน

ที่มาของภาพ, Reuters
นับตั้งแต่นั้น ทรัมป์ก็ยังเรียกเซเลนสกีว่า "ไร้ความสามารถ" และ "เผด็จการ" และบอกกับเขาระหว่างการพบกันที่ทำเนียบขาวว่ายูเครน "ไม่ควรเริ่มสงครามตั้งแต่แรก" ซึ่งเป็นคำพูดที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ปูตินเคยกล่าว
ทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนกองกำลังของประเทศในยุโรปหากว่าพวกเขาต้องการมีบทบาทรักษาสันติภาพในยูเครนภายหลังความขัดแย้ง ขณะที่รัสเซียปฏิเสธแนวคิดการส่งทหารตะวันตกเข้าไปในยูเครนโดยสิ้นเชิง
สหรัฐฯ ยังยืนเคียงข้างสหรัฐฯ ด้วยการโหวตในทิศทางเดียวกันกับรัสเซียในที่ประชุมสหประชาชาติ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 3 ปีของการเริ่มสงครามในยูเครน โดยสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะประณามรัสเซียจากการบุกยูเครน
สหรัฐฯ กำลัง "จีบ" รัสเซียเพื่อแยกออกจากจีนหรือไม่?

ที่มาของภาพ, Getty Images
การขยับความสัมพันธ์เข้าหารัสเซียมากขึ้น และการถอยห่างจากพันธมิตรยุโรป นับเป็นการกลับทิศทางนโยบายต่างประเทศในรอบ 80 ปีของสหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งนี้แสดงถึงยุทธศาสตร์นโยบายต่างประเทศรูปแบบใหม่หรือไม่
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแนวอนุรักษนิยม "ไบรท์บาร์ต" (Breitbart) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะผู้บริหารของเขาตั้งเป้าลดความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน
เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์คือรัสเซียต้องกลายเป็นหุ้นส่วนรองของจีน ต้องทำทุกอย่างที่จีนบอกเพราะต้องพึ่งพาจีน ผมไม่คิดว่ามันเป็นผลดีต่อรัสเซีย และไม่ดีต่ออเมริกา ยุโรป หรือโลกด้วย"
เขาชี้ว่า นี่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ เพราะ "เรากำลังพูดถึงอำนาจนิวเคลียร์ของสองประเทศที่จับมือกันเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ"
รูบิโอยังกล่าวเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ จะพยายามท้าทายเครือข่ายการค้าระดับโลกที่จีนกำลังสร้างขึ้น นั่นคือโครงการ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative – BRI)
จีนตอบโต้ความคิดเห็นของรูบิโออย่างรุนแรง โดย หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า "ความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุแยงรัสเซียกับจีนจะล้มเหลวอย่างแน่นอน จีนและรัสเซียต่างมียุทธศาสตร์การพัฒนาและนโยบายต่างประเทศในระยะยาวเป็นของตัวเอง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยุทธศาสตร์ที่รูบิโอได้วางไว้ที่ต้องการแยกรัสเซียออกจากจีนเพื่อลดอิทธิพลของจีน อาจมองได้ว่าเป็น "ภาพย้อนกลับ" ของความสำเร็จทางการทูตของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในการดึงจีนออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในกรณีของนิกสัน ความสัมพันธ์กับจีนที่เกิดขึ้น ทำให้รัสเซียถูกโดดเดี่ยว แต่ในกรณีของทรัมป์ ความสัมพันธ์กับรัสเซียอาจทำให้จีนถูกโดดเดี่ยว นักวิเคราะห์บางคนเรียกสิ่งนี้ว่า "Reverse Nixon" หรือ "Reverse Kissinger"
ในการดำเนินนโยบายกับจีนเมื่อปี 1972 นิกสัน ซึ่งมีเฮนรี คิสซิงเจอร์เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ได้ลงนามในสนธิสัญญากับจีน ยุติช่วงเวลาหลายสิบปีที่จีนและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่างก็เป็นรัฐคอมมิวนิสต์ เป็นพันธมิตรที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ ระบุถึงแผนของรูบิโอว่า "ทำเนียบขาวและกลุ่มผู้แข็งกร้าวต่อจีนดูเหมือนจะเชื่อว่าพวกเขาสามารถร่วมมือกับรัสเซียเพื่อโดดเดี่ยวจีนจากโลก และทำลายการขยายอิทธิพลทั่วโลกของจีนได้"

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้รัสเซียกลายเป็นอาณานิคมส่งวัตถุดิบป้อนจีน" เคลาส์ เวลเลอ ศาสตราจารย์รับเชิญประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน ให้ความเห็น "นั่นหมายความว่าพวกเขาจะขายทรัพยากรให้จีนในราคาถูกมาก ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้จีนได้เปรียบสหรัฐฯ"
อย่างไรก็ตาม ดร.ดานา อัลลิน จากสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Institute for Strategic Studies -IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหราชอาณาจักร มองว่าเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จะทุ่มน้ำหนักทั้งหมดให้กับแผนนี้
"มันอาจไม่ขัดกับความคิดของทรัมป์ และเขาอาจเห็นว่ามันเป็นไปได้ แต่แนวคิดนี้มาจากมาร์โก รูบิโอและกลุ่มนักวางนโยบายต่างประเทศแบบดั้งเดิมในพรรครีพับลิกัน ซึ่งไม่ใช่ทีมที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายหลักในทำเนียบขาว" เขากล่าว
นโยบาย "Reverse Kissinger" (สวนทางกับนโยบายของคิสซิงเจอร์) จะสำเร็จหรือไม่ ?

สหรัฐฯ อาจพบว่าการพยายามแยกรัสเซียออกจากจีนนั้นยากยิ่ง
ทั้งสองประเทศได้ประกาศความเป็น "มิตรภาพไร้ขีดจำกัด" เพียงไม่กี่วันก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนในปี 2022 และหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างพวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมาก
ปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดจากรัสเซีย โดยซื้อในปริมาณ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ทั้งที่ในปี 2021 จีนซื้อไม่ถึงสองในสามของปริมาณนั้น หลังจากรัสเซียบุกยูเครน ชาติตะวันตกก็ได้คว่ำบาตรด้วยการยุติการสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้จีนสามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้น
จีนยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นชิปคอมพิวเตอร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (ซึ่งหลายส่วนใช้ในอาวุธ) รายงานจากคลังสมองในสหรัฐฯ อย่าง สถาบันวิสาหกิจอเมริกัน (American Enterprise Institute) และ มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) ต่างระบุว่า ชิปส่วนใหญ่ที่รัสเซียนำเข้ามาจากจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์หยาง เฉิง จากสถาบันเซี่ยงไฮ้เพื่อการบริหารจัดการโลกและการศึกษาภูมิภาค กล่าวว่า เป็นไปได้ยากที่รัสเซียจะกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว เนื่องจาก "มีปัจจัยความหวาดระแวงในประวัติศาสตร์ผสมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่สลับซับซ้อน"
"รัสเซียจะยังคงรักษา 'เอกราชเชิงยุทธศาสตร์' ของตนไว้ มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางการทูตฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ" เขากล่าวกับบีบีซี
"ผมคิดว่า ปูตินอาจเล่นไปตามน้ำกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สักพัก" ดร. เฮนริก วัคท์ไมสเตอร์ แห่งสถาบันวิเทศสัมพันธ์แห่งสวีเดนเสริมและว่า "แต่คงไม่อยากแลกความสัมพันธ์กับจีน เพื่อสิ่งที่สหรัฐฯ จะหยิบยื่นให้"
"รัสเซียกับจีนเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติในด้านทรัพยากร" ดร. วัคท์ไมสเตอร์อธิบาย "ส่วนรัสเซียกับสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ เพราะทั้งสองแข่งขันกันในด้านธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ"
ทรัมป์อยู่ข้างรัสเซียเพราะเหตุผลส่วนตัวหรือเปล่า ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร. อัลลินให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทรัมป์สนับสนุนรัสเซียและปูตินอาจไม่ได้เป็นกลยุทธ์ทางการทูต หากแต่เป็นเพราะ "เรื่องส่วนตัวมาก ๆ" ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งครั้งแรก สมัยนั้นรัสเซียถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์และทีมงานถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับรัสเซีย
ระหว่างพบปะกับเซเลนสกีที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ได้กล่าวถึงปูตินว่า "ผมรู้จักเขามานานแล้ว เราต้องเจอกับเรื่องหลอกลวงมาด้วยกัน" [ทรัมป์และผู้สนับสนุนของเขาใช้คำว่า 'Russian hoax' เพื่อถูกถึงข้อกล่าวหาเรื่องการที่รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016]
"ทรัมป์มองว่าตัวเองกับปูตินตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน คือเป็นเหยื่อของการล่าแม่มด" ดร. อัลลินอธิบาย
"เราเห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับรัสเซียอย่างชัดเจน" เวลเลอให้ความเห็นเสริม "ย้อนกลับไปถึงการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สที่เขาเคยจัดที่นั่น และการสนับสนุนทางการเงินจากรัสเซียที่เข้ามาอุ้มโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเขาให้เดินหน้าต่อได้
"ทรัมป์มักจะมีประสบการณ์ในทางบวกกับรัสเซียอยู่เสมอ"
เขียนโดย เจเรมี ฮาวเวลล์, อังกูร์ ชาห์, แจ็ค หลิว
อำนวยการผลิตโดย เอเฟรม เกเบรียบ
บรรณาธิการ เคท ฟอร์บส์











