ทรัมป์เลือกอยู่ข้างปูติน นี่คือความพยายามดึงรัสเซียออกจากจีนหรือไม่ ?

US President Donald Trump (L) chats with Russia's President Vladimir Putin at the APEC Economic Leaders' Meeting, part of the APEC leaders' summit in the Vietnamese city of Danang on November 11, 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การที่ทรัมป์เลือกสนับสนุนปูตินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อนโยบายของประเทศที่มีต่อรัสเซีย
    • Author, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และบีบีซีนิวส์ ไชน่า ยูนิต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กำลังขยับความสัมพันธ์กับรัสเซียใกล้ชิดมากขึ้น นี่เป็นการพลิกแนวทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ

เขาเข้าข้างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียในเรื่องการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน และกดดันให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่บุกรุกยึดดินแดนยูเครนมาก่อนหน้านั้นแล้ว นอกจากนี้ เขายังบอกพันธมิตรยุโรปว่าไม่ควรคาดหวังให้สหรัฐฯ สนับสนุนด้านการป้องกันอีกต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้แก่ปูติน และทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังเริ่มดำเนินยุทธศาสตร์การทูตรูปแบบใหม่ครั้งใหญ่อยู่หรือไม่

หรือว่านี่คือแผนการที่ใหญ่กว่าสำหรับสหรัฐฯ ที่ต้องการดึงรัสเซียให้ออกห่างจากจีน ? หรือจริง ๆ แล้วพฤติกรรมของทรัมป์อาจอธิบายได้ง่ายกว่านั้น คือมาจากความรู้สึกส่วนตัวและความใกล้ชิดกับปูติน ?

รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนรัสเซียอย่างไร?

สัญญาณแรกที่ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในแง่การเข้าข้างรัสเซียเกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.พ. ตอนที่ทรัมป์พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินนานถึง 90 นาที

หลังบทสนทนาดังกล่าว เขาได้กดดันให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ โดยบอกให้ยอมยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย แต่ไม่มีการรับประกันความมั่นคงใด ๆ จากสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวถึงการโทรศัพท์คุยกับปูตินว่า "เราตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงไปเยี่ยมเยียนประเทศของกันและกันด้วย"

ทรัมป์ยังได้กล่าวว่า ยูเครนจะไม่สามารถเป็นสมาชิกนาโตได้หลังสงครามเสร็จสิ้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน เคยให้คำมั่นไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัสเซียคัดค้านอย่างแข็งขัน

Ukrainian President Volodymyr Zelensky at the White House meeting US President Donald Trump, February 28, 2025

ที่มาของภาพ, Reuters

นับตั้งแต่นั้น ทรัมป์ก็ยังเรียกเซเลนสกีว่า "ไร้ความสามารถ" และ "เผด็จการ" และบอกกับเขาระหว่างการพบกันที่ทำเนียบขาวว่ายูเครน "ไม่ควรเริ่มสงครามตั้งแต่แรก" ซึ่งเป็นคำพูดที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ปูตินเคยกล่าว

ทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนกองกำลังของประเทศในยุโรปหากว่าพวกเขาต้องการมีบทบาทรักษาสันติภาพในยูเครนภายหลังความขัดแย้ง ขณะที่รัสเซียปฏิเสธแนวคิดการส่งทหารตะวันตกเข้าไปในยูเครนโดยสิ้นเชิง

สหรัฐฯ ยังยืนเคียงข้างสหรัฐฯ ด้วยการโหวตในทิศทางเดียวกันกับรัสเซียในที่ประชุมสหประชาชาติ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 3 ปีของการเริ่มสงครามในยูเครน โดยสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะประณามรัสเซียจากการบุกยูเครน

สหรัฐฯ กำลัง "จีบ" รัสเซียเพื่อแยกออกจากจีนหรือไม่?

US Secretary of State Marco Rubio waves from the doorway of a plane

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้รัสเซียอยู่ในฐานะ "หุ้นส่วนรอง" (่junior partner) ของจีน

การขยับความสัมพันธ์เข้าหารัสเซียมากขึ้น และการถอยห่างจากพันธมิตรยุโรป นับเป็นการกลับทิศทางนโยบายต่างประเทศในรอบ 80 ปีของสหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งนี้แสดงถึงยุทธศาสตร์นโยบายต่างประเทศรูปแบบใหม่หรือไม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแนวอนุรักษนิยม "ไบรท์บาร์ต" (Breitbart) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะผู้บริหารของเขาตั้งเป้าลดความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน

เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์คือรัสเซียต้องกลายเป็นหุ้นส่วนรองของจีน ต้องทำทุกอย่างที่จีนบอกเพราะต้องพึ่งพาจีน ผมไม่คิดว่ามันเป็นผลดีต่อรัสเซีย และไม่ดีต่ออเมริกา ยุโรป หรือโลกด้วย"

เขาชี้ว่า นี่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ เพราะ "เรากำลังพูดถึงอำนาจนิวเคลียร์ของสองประเทศที่จับมือกันเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ"

รูบิโอยังกล่าวเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ จะพยายามท้าทายเครือข่ายการค้าระดับโลกที่จีนกำลังสร้างขึ้น นั่นคือโครงการ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative – BRI)

จีนตอบโต้ความคิดเห็นของรูบิโออย่างรุนแรง โดย หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า "ความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุแยงรัสเซียกับจีนจะล้มเหลวอย่างแน่นอน จีนและรัสเซียต่างมียุทธศาสตร์การพัฒนาและนโยบายต่างประเทศในระยะยาวเป็นของตัวเอง"

President Nixon (C) and Secretary of State William Rogers (R) with Chinese Deputy Premier Li Xiannian (L) during a visit to the Great Wall of China, 1972.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐฯ (กลาง) เดินทางเยือนจีนในปี ค.ศ. 1972 ซึ่งถือว่าเป็นผลงานชั้นยอดทางการทูต

ยุทธศาสตร์ที่รูบิโอได้วางไว้ที่ต้องการแยกรัสเซียออกจากจีนเพื่อลดอิทธิพลของจีน อาจมองได้ว่าเป็น "ภาพย้อนกลับ" ของความสำเร็จทางการทูตของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในการดึงจีนออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อหลายสิบปีก่อน

ในกรณีของนิกสัน ความสัมพันธ์กับจีนที่เกิดขึ้น ทำให้รัสเซียถูกโดดเดี่ยว แต่ในกรณีของทรัมป์ ความสัมพันธ์กับรัสเซียอาจทำให้จีนถูกโดดเดี่ยว นักวิเคราะห์บางคนเรียกสิ่งนี้ว่า "Reverse Nixon" หรือ "Reverse Kissinger"

ในการดำเนินนโยบายกับจีนเมื่อปี 1972 นิกสัน ซึ่งมีเฮนรี คิสซิงเจอร์เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ได้ลงนามในสนธิสัญญากับจีน ยุติช่วงเวลาหลายสิบปีที่จีนและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่างก็เป็นรัฐคอมมิวนิสต์ เป็นพันธมิตรที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ

สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ ระบุถึงแผนของรูบิโอว่า "ทำเนียบขาวและกลุ่มผู้แข็งกร้าวต่อจีนดูเหมือนจะเชื่อว่าพวกเขาสามารถร่วมมือกับรัสเซียเพื่อโดดเดี่ยวจีนจากโลก และทำลายการขยายอิทธิพลทั่วโลกของจีนได้"

Graph showing the rise in trade between Russia and China, from just over $100bn a year in 2019 to over $250 a year in 2024
คำบรรยายภาพ, กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและจีน จากระดับเพียงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในปี 2019 เป็นกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2024

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้รัสเซียกลายเป็นอาณานิคมส่งวัตถุดิบป้อนจีน" เคลาส์ เวลเลอ ศาสตราจารย์รับเชิญประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน ให้ความเห็น "นั่นหมายความว่าพวกเขาจะขายทรัพยากรให้จีนในราคาถูกมาก ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้จีนได้เปรียบสหรัฐฯ"

อย่างไรก็ตาม ดร.ดานา อัลลิน จากสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Institute for Strategic Studies -IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหราชอาณาจักร มองว่าเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จะทุ่มน้ำหนักทั้งหมดให้กับแผนนี้

"มันอาจไม่ขัดกับความคิดของทรัมป์ และเขาอาจเห็นว่ามันเป็นไปได้ แต่แนวคิดนี้มาจากมาร์โก รูบิโอและกลุ่มนักวางนโยบายต่างประเทศแบบดั้งเดิมในพรรครีพับลิกัน ซึ่งไม่ใช่ทีมที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายหลักในทำเนียบขาว" เขากล่าว

นโยบาย "Reverse Kissinger" (สวนทางกับนโยบายของคิสซิงเจอร์) จะสำเร็จหรือไม่ ?

Graph showing the rise in the money value of oil exports from Russia to China, from £37bn/year in 2019 to $62bn in 2024.
คำบรรยายภาพ, กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออกน้ำมันจากรัสเซียไปยังจีน จาก 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2019 เป็น 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

สหรัฐฯ อาจพบว่าการพยายามแยกรัสเซียออกจากจีนนั้นยากยิ่ง

ทั้งสองประเทศได้ประกาศความเป็น "มิตรภาพไร้ขีดจำกัด" เพียงไม่กี่วันก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนในปี 2022 และหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างพวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมาก

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดจากรัสเซีย โดยซื้อในปริมาณ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ทั้งที่ในปี 2021 จีนซื้อไม่ถึงสองในสามของปริมาณนั้น หลังจากรัสเซียบุกยูเครน ชาติตะวันตกก็ได้คว่ำบาตรด้วยการยุติการสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้จีนสามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้น

จีนยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นชิปคอมพิวเตอร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (ซึ่งหลายส่วนใช้ในอาวุธ) รายงานจากคลังสมองในสหรัฐฯ อย่าง สถาบันวิสาหกิจอเมริกัน (American Enterprise Institute) และ มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) ต่างระบุว่า ชิปส่วนใหญ่ที่รัสเซียนำเข้ามาจากจีน

Tanker at Shandong port ol terminal

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดจากรัสเซีย

ศาสตราจารย์หยาง เฉิง จากสถาบันเซี่ยงไฮ้เพื่อการบริหารจัดการโลกและการศึกษาภูมิภาค กล่าวว่า เป็นไปได้ยากที่รัสเซียจะกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว เนื่องจาก "มีปัจจัยความหวาดระแวงในประวัติศาสตร์ผสมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่สลับซับซ้อน"

"รัสเซียจะยังคงรักษา 'เอกราชเชิงยุทธศาสตร์' ของตนไว้ มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางการทูตฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ" เขากล่าวกับบีบีซี

"ผมคิดว่า ปูตินอาจเล่นไปตามน้ำกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สักพัก" ดร. เฮนริก วัคท์ไมสเตอร์ แห่งสถาบันวิเทศสัมพันธ์แห่งสวีเดนเสริมและว่า "แต่คงไม่อยากแลกความสัมพันธ์กับจีน เพื่อสิ่งที่สหรัฐฯ จะหยิบยื่นให้"

"รัสเซียกับจีนเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติในด้านทรัพยากร" ดร. วัคท์ไมสเตอร์อธิบาย "ส่วนรัสเซียกับสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ เพราะทั้งสองแข่งขันกันในด้านธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ"

ทรัมป์อยู่ข้างรัสเซียเพราะเหตุผลส่วนตัวหรือเปล่า ?

President Donald Trump (L) and Russian President Vladimir Putin at a joint press conference after their summit in Helsinki in 20128

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์ระบุว่า เขาและปูติน "ต้องเผชิญกับเรื่องราวหลอกลวงมาด้วยกัน"

ดร. อัลลินให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทรัมป์สนับสนุนรัสเซียและปูตินอาจไม่ได้เป็นกลยุทธ์ทางการทูต หากแต่เป็นเพราะ "เรื่องส่วนตัวมาก ๆ" ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งครั้งแรก สมัยนั้นรัสเซียถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์และทีมงานถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับรัสเซีย

ระหว่างพบปะกับเซเลนสกีที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ได้กล่าวถึงปูตินว่า "ผมรู้จักเขามานานแล้ว เราต้องเจอกับเรื่องหลอกลวงมาด้วยกัน" [ทรัมป์และผู้สนับสนุนของเขาใช้คำว่า 'Russian hoax' เพื่อถูกถึงข้อกล่าวหาเรื่องการที่รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016]

"ทรัมป์มองว่าตัวเองกับปูตินตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน คือเป็นเหยื่อของการล่าแม่มด" ดร. อัลลินอธิบาย

"เราเห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับรัสเซียอย่างชัดเจน" เวลเลอให้ความเห็นเสริม "ย้อนกลับไปถึงการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สที่เขาเคยจัดที่นั่น และการสนับสนุนทางการเงินจากรัสเซียที่เข้ามาอุ้มโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเขาให้เดินหน้าต่อได้

"ทรัมป์มักจะมีประสบการณ์ในทางบวกกับรัสเซียอยู่เสมอ"

เขียนโดย เจเรมี ฮาวเวลล์, อังกูร์ ชาห์, แจ็ค หลิว

อำนวยการผลิตโดย เอเฟรม เกเบรียบ

บรรณาธิการ เคท ฟอร์บส์