สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วคราว ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, The Washington Post via Getty Images
เจ้าหน้าที่จากทำเนียบขาวยืนยันกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส นิวส์ พันธมิตรข่าวของบีบีซีในสหรัฐอเมริกาว่า ทางการสหรัฐฯ ได้ระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนเป็นการชั่วคราวแล้ว
เจ้าหน้าที่รายนี้บอกว่า "ประธานาธิบดี[โดนัลด์ ทรัมป์]ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการเน้นย้ำในเรื่องสันติภาพ เราต้องการให้บรรดาพันธมิตรให้คำมั่นในเป้าหมายเดียวกันนี้เช่นกัน เราจึงระงับพร้อมกับทบทวนความช่วยเหลือ[ทางการทหาร]เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้"
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ หลายคนระบุว่า การระงับความช่วยเหลือทางทหารดังกล่าวเป็นเพียงแผนชั่วคราว และจะมีผลไปจนกว่าประธานาธิบดีทรัมป์มั่นใจว่า ยูเครนได้แสดงออกให้เห็นว่า "มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ" กับรัสเซีย
รัฐบาลสหรัฐฯ มีความประสงค์ที่จะให้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนลงนามในข้อตกลงด้านทรัพยากรแร่ธาตุ และ "สร้างสันติภาพ" กับรัสเซีย โดยปราศจากการรับประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยตามที่เขาต้องการ
อย่างไรก็ตาม เหล่าทีมงานของทรัมป์กลับพูดถึง "การรับประกันด้านเศรษฐกิจ" แทน
ข่าวการระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนเกิดขึ้นหลังจากเหตุวิวาทะเดือดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดียูเครนภายในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่เดิมคาดหวังว่าจะเป็นการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในยูเครนและลงนามในข้อตกลงด้านทรัพยากรแร่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการปะทะกันทางวาจาต่อหน้าสื่อมวลชนและจบลงด้วยการที่เซเลนสกีถูกแจ้งให้ออกจากทำเนียบขาว และการเจรจาระหว่างทรัมป์กับเซเลนสกีล่มภายใน 10 นาที
ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนจากสหรัฐมีอะไรบ้าง ?
การจัดส่งความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐฯ ไปสนับสนุนภารกิจสงครามในยูเครนมีความซับซ้อน แต่สามารถแบ่งออกเป็นสามรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
- ความช่วยเหลือฉุกเฉินภายใต้อำนาจเพิกถอนของประธานาธิบดี (Presidential Drawdown Authority - PDA)
- โครงการเงินช่วยเหลือทางทหารสำหรับต่างประเทศ (Foreign Military Financing - FMF)
- ข้อริเริ่มความช่วยเหลือด้านความมั่นคงยูเครน (Ukraine Security Assistance Initiative – USAI)
สำหรับ ความช่วยเหลือฉุกเฉินภายใน "อำนาจเบิกถอนของประธานาธิบดี" (PDA) จะเป็นการอนุญาตให้กองทัพสหรัฐสามารถเบิกจ่ายอาวุธจากคลังอาวุธที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือยูเครนได้ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูงบอกกับบีบีซีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ในปัจจุบันกรอบวงเงินงบประมาณภายใต้อำนาจเพิกถอนดังกล่าวที่ยังคงเหลืออยู่เป็นมูลค่าราว 3.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งทำเนียบขาวจะเป็นผู้กำหนดว่าจะส่งมอบความช่วยเหลือดังกล่าวหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอีกส่วนมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 หมื่นล้านบาท ภายใต้โครงการเงินช่วยเหลือทางทหารสำหรับต่างประเทศ หรือ FMF สำหรับยูเครน ซึ่งสามารถส่งไปให้ชาวยูเครนได้ อาจจะเป็นในรูปแบบเงินช่วยเหลือหรือไม่ก็เงินกู้โดยตรง สำหรับกองทุน FMF ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ
ส่วนข้อริเริ่มความช่วยเหลือด้านความมั่นคงยูเครน (USAI) จะเป็นการมอบเงินให้กับยูเครนเพื่อให้ติดต่อซื้อขายยุทโธปกรณ์กับผู้ผลิตในสหรัฐฯ ได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า การประกาศของทำเนียบขาวในการระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนในวันนี้จะส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือแต่ละรูปแบบข้างต้นอย่างไร
นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกรุกยูเครนเมื่อสามปีที่แล้ว สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือยูเครนไปแล้วมากกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีความช่วยเหลือด้านงบประมาณที่ส่วนใหญ่ส่งมอบผ่านกองทุนทรัสต์ของธนาคารโลก และผ่านองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งถูกรัฐบาลทรัมป์ตัดงบประมาณไปอย่างมาก
งบประมาณส่วนใหญ่จากเงินอุดหนุนส่วนนี้ถูกนำไปให้ยูเครนใช้ในการจ่ายค่าจ้างครูและแพทย์เพื่อให้งานของรัฐบาลยังดำเนินไปได้ต่อเนื่อง

การประกาศระงับความช่วยเหลือทางทหารที่เพิ่งมีขึ้นส่วนใหญ่จะมีผลต่อโครงการหรือแพ็กเกจที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนอนุมัติไว้ ส่วนการจัดส่งยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในตอนนี้ถูกระงับไว้ตั้งแต่ทรัมป์เข้าสู่ตำแหน่งในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
จนถึงขณะนี้ ทรัมป์ยังไม่มีการอนุมัติโครงการช่วยเหลือยูเครนใหม่ ๆ และยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีแพ็กเกจช่วยเหลือใหม่ ๆ ในเร็ว ๆ นี้ด้วย
เซเลนสกีจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Reuters
โนเมีย อิคบาล ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ วิเคราะห์ว่า นี่อาจจะดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลของทรัมป์ต้องการ ที่จะตำหนิประธานาธิบดีเซเลนสกีว่าเป็นต้นเหตุของวิวาทะเดือด[เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว] พร้อมกับกล่าวหาว่า เขากล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ไม่มากพอ และความเคลื่อนไหวด้วยการระงับความช่วยเหลือทางทหารดังกล่าว เป็นสิ่งที่ตระเตรียมการวางแผนไว้แล้วเพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้นำยูเครนที่กำลังเผชิญสงครามต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
ย้อนกลับไปในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้ว ผู้นำยูเครนได้ยอมรับกลาย ๆ แล้วว่า ดินแดนยูเครนที่เสียให้กับรัสเซียไปแล้วก็คงจะต้องเป็นเช่นนั้นต่อไป แต่เขาระบุด้วยว่า การเข้าเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนสามารถใช้เพื่อปกป้องส่วนที่เหลือของประเทศได้
ในเดือนนี้ เขาไปไกลขนาดที่พูดว่า เขายอมที่จะลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศเพื่อแลกกับการที่ยูเครนได้เป็นสมาชิกของนาโตเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปิดโอกาสที่ยูเครนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนาโต ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลรัสเซีย ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่เคยระบุว่าเขาต้องการให้รัสเซียยอมถอยในเรื่องใดบ้างในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน
"ประตูการเจรจาสันติภาพยังคงเปิดกว้าง" รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า "แน่นอนว่า ประตูยังคงเปิดกว้าง" สำหรับทรัมป์และเซเลนสกีในการกลับมาเจรจาอีกครั้ง แต่ก็ต้องมีข้อแม้บางอย่าง
"ตราบเท่าที่เซเลนสกีเต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง คุณไม่สามารถมาที่ห้องทำงานรูปไข่ หรือที่อื่นใด แล้วมาปฏิเสธการหารือเกี่ยวกับรายละเอียดในข้อตกลงสันติภาพได้" แวนซ์กล่าว
เขากล่าวว่า ปัญหาคือเซเลนสกีไม่มีความตั้งใจที่จะเจรจาสันติภาพโดยไม่มีหลักรับประกันด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทางทำเนียบขาวบอกไปแล้วว่าควรเกิดขึ้นหลังจากมีข้อตกลงสันติภาพ
"เมื่อพวกเขามีความตั้งใจที่จะเจรจาสันติภาพ ผมคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นบุคคลแรกที่รับโทรศัพท์พวกเขา" แวนซ์ กล่าว
หลังจากทางการสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำโลกเพียงบุคคลเดียวในตอนนี้ที่มีโอกาสในการยุติสงครามในยูเครนได้อย่างยั่งยืน"
ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า "พวกเรา[สหรัฐฯ]ต้องการให้รัสเซียเข้ามาบนโต๊ะเจรจา พวกเราต้องการสำรวจว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสันติภาพหรือไม่"
ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นครั้งแรกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลของทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร
สตีเวน ไพเฟอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเครนในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน กล่าว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือว่าเป็น "ความผิดพลาดอย่างมาก" เพราะว่า "เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อการสู้รบอย่างแท้จริง"
"นั่นเป็นคำถามใหญ่สำหรับผม ผมหมายถึงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีอำนาจงัดข้อมากมายต่อรัสเซีย หากเขาต้องการใช้มัน" เขากล่าว
"เขาสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้นต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย เขาเองก็ยังสามารถใช้กลไกในกลุ่ม G7 ในการอายัดทรัพย์สินมูลค่า 3 แสนดอลลาร์สหรัฐของธนาคารกลางรัสเซีย และนำเงินเหล่านั้นไปให้กับยูเครนได้"
เขายังกล่าวอีกว่า เมื่อพูดเกี่ยวกับศิลปะในการเจรจา เขา[ประธานาธิบดีทรัมป์]ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย ที่จะใช้อำนาจต่อรองกับประธานาธิบดีปูติน
"เขามีอำนาจมากมาย ด้วยผลของความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ต่อยูเครนผ่านเซเลนสกี และตอนนี้ดูเหมือนว่าเขากลับมาสร้างความยากลำบาก และกดดันอย่างหนักต่อฝ่ายยูเครน ซึ่งถือว่าผิดฝ่าย" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านชาร์ลส์ คุปชาน อดีตผู้อำนวยการสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา บอกกับบีบีซีว่า "สิ่งที่เรากำลังเห็นในที่นี้คือ การทูตเชิงบังคับแบบมัดมือชก"
"โดยสรุปคือ ทรัมป์พยายามพูดกับชาวยูเครนว่า คุณต้องการอาวุธจากสหรัฐฯ คุณต้องการการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับรัสเซีย" เขากล่าว
ด้าน โอเล็กซานเดอร์ เมเรซโก สส. สังกัดพรรคเดียวกันกับประธานาธิบดีเซเลนสกี กล่าวว่า เขารู้สึกตกใจกับข่าวดังกล่าว โดยให้สัมภาษณ์ในรายการบีบีซี นิวส์เดย์ว่า "ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เพราะผมไม่สามารถจินตนาการได้ในความฝันที่เลวร้ายที่สุดว่า ทรัมป์จะตัดความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน ในเมื่อเราต้องการมันมาก"
สส. ยูเครนรายนี้มองว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพยายามกีดกันยูเครนและยุโรป และทำข้อตกลงกับรัสเซีย
"ผมคิดว่าทรัมป์ควรคิดอย่างจริงจังว่าเขาจะเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์อย่างไร"
"สำหรับผม นี่น่าจะเป็นวันที่ถูกจดจำในฐานะวันอันน่าอับอายในประวัติศาสตร์"
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังมีความเห็นใด ๆ ทั้งจากประธานาธิบดีทรัมป์ หรือ ประธานาเซเลนสกี รวมถึงผู้นำของนาโต และผู้นำในชาติยุโรป












