ทำไมรองประธานาธิบดี 'แวนซ์' จึงรับบทบาทนำ เปิดฉากโจมตี 'เซเลนสกี' ก่อน ?

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, เจมส์ แลนเดล
- Role, ผู้สื่อข่าวสายการทูต
การที่ เจดี แวนซ์ กล่าวโจมตีประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในห้องทำงานรูปไข่ของผู้นำสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) แสดงให้เห็นว่ารองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รายนี้ ไม่เกรงกลัวที่จะรับหน้าที่สำคัญในการเป็นสุนัขโจมตีให้กับประธานาธิบดี ไม่เหมือนกับผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อน ๆ ซึ่งมักเป็นตัวสำรองทางการเมืองที่ถ่อมตัว
แวนซ์ เป็นผู้นำในการโจมตี เซเลนสกี ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าร่วมการโต้เถียงที่ทำเนียบขาว ในการประชุมอย่างเป็นมิตรจนกระทั่งรองประธานาธิบดีแวนซ์พูดขึ้นเพื่อยกย่องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่แสวงหาสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทางออกทางการทูตสำหรับสงครามยูเครน-รัสเซีย
"คุณกำลังพูดถึงการทูตประเภทไหน เจดี คุณกำลังพูดถึงอะไร" เซเลนสกี ผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลรัสเซีย กล่าว "คุณหมายถึงอะไร"
"ผมกำลังพูดถึงการทูตประเภทที่สามารถยุติการทำลายล้างประเทศของคุณได้" แวนซ์ ตอบ พร้อมกับโจมตีผู้นำยูเครนที่อยู่ในอาการตกตะลึง
"ท่านประธานาธิบดี ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าเป็นการไม่ให้เกียรติที่ท่านเข้ามาในห้องทำงานรูปไข่เพื่อพยายามฟ้องร้องเรื่องนี้ต่อหน้าสื่ออเมริกัน" แวนซ์กล่าวกับเซเลนสกี
นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาเซเลนสกีว่า ได้รณรงค์หาเสียงให้กับพรรคเดโมแครตในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024 โดยผู้นำยูเครนได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตอาวุธในรัฐเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นรัฐสำคัญในการเลือกตั้งในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา และยังได้พบกับ กมลา แฮร์ริส คู่แข่งของ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว
การตำหนิเซเลนสกีของแวนซ์ ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากพรรครีพับลิกัน
"ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ เจดี แวนซ์ ยืนหยัดเพื่อประเทศของเรา" ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนยูเครนมายาวนานและเป็นผู้สนับสนุนนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว กล่าว และเขาแนะนำให้เซเลนสกีลาออก
ทอมมี ทูเบอร์วิลล์ สว. จากรัฐแอละแบมา อ้างถึงเซเลนสกีว่าเป็น "ตัวเพียงพอนยูเครน"
ไมค์ ลอว์เลอร์ สส. นิวยอร์ก มีท่าทีรอบคอบกว่า โดยกล่าวว่า การพบปะครั้งนี้ "ถือเป็นการพลาดโอกาสสำหรับทั้งสหรัฐฯ และยูเครน"
การโจมตีของแวนซ์ต่อประมุขแห่งรัฐที่มาเยือนถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ
งานของพวกเขามักจะเป็น (แต่ไม่ใช่เสมอไป) การช่วยให้ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้ง และนั่งเคียงข้างเจ้านายอย่างเงียบ ๆ เป็นผู้แทนที่ซื่อสัตย์ซึ่งเป็นตัวแทนของประธานาธิบดีในการเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงคอยอยู่ใกล้ ๆ พร้อมรับตำแหน่งแทนหากเกิดอะไรขึ้นกับประธานาธิบดี
แวนซ์แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีคนแรกของทรัมป์ ผู้มีกิริยามารยาทอ่อนหวานกว่ามาก
แต่แวนซ์ ผู้ถูกมองว่าทำหน้าที่อธิบายเหตุผลเบื้องหลังสัญชาตญาณด้านนโยบายต่างประเทศของ ทรัมป์ ได้แสดงความสงสัยอย่างเปิดเผยต่อความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ต่อยูเครนมานานแล้ว
เมื่อเขาลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐโอไฮโอในปี 2022 แวนซ์กล่าวในรายการพอดแคสต์หนึ่งว่า "ผมต้องพูดตรง ๆ กับคุณนะ ผมไม่สนใจหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูเครน"
รองประธานาธิบดีเยาะเย้ยทรัมป์ว่าเป็นคนโง่เมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมาถึงจุดสูงสุด เมื่อเขาได้กลายเป็นทายาททางการเมืองของขบวนการสร้างความยิ่งใหญ่ให้อเมริกาอีกครั้ง (Make America Great Again) ของประธานาธิบดีทรัมป์
แม้ว่าแวนซ์จะได้รับความนิยมในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ทรัมป์เพิ่งให้สัมภาษณ์ฟอกซ์นิวส์ว่า "ยังเร็วเกินไป" ที่จะบอกว่ารองประธานาธิบดีคนนี้จะเป็นแคนดิเดตคนต่อไปที่จะลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2028 หรือไม่
ดูเหมือนว่าแวนซ์จะไม่ย่อท้อและยังคงพัฒนาบทบาทของตนในฐานะนักสู้ทางการเมืองเพื่อทรัมป์ โดยเขาไปไกลกว่าประธานาธิบดีเสียอีกในการวิพากษ์วิจารณ์ศัตรูของรัฐบาลอย่างเปิดเผย

ที่มาของภาพ, EPA
สิ่งหนึ่งที่มีความเหมือนกันคือ เหยื่อจำนวนมากของการตำหนิอย่างรุนแรงของแวนซ์ ถือเป็นพันธมิตรของอเมริกา
ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นงานประจำของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องเข้าร่วม กมลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักกล่าวสุนทรพจน์ที่ไม่น่าจดจำอยู่บ่อยครั้ง แต่แวนซ์ใช้โอกาสนี้ในการโจมตีอย่างรุนแรงต่อสถานะประชาธิปไตยของยุโรป โดยกล่าวหาผู้นำทวีปว่าเซ็นเซอร์เสรีภาพในการพูดและล้มเหลวในการควบคุมการโยกย้ายถิ่นฐาน
"หากคุณลงสมัครโดยมีความหวาดกลัวต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของคุณเอง อเมริกาก็ไม่สามารถทำอะไรให้คุณได้" เขากล่าว
บรรดาผู้ฟังซึ่งมีทั้งนักการเมือง นายพล และนักการทูต ต่างอยู่ในอาการสะพรึง
นี่ไม่ใช่ข้อโต้แย้งตามปกติ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันแล้ว ว่ายุโรปควรทำอะไรมากกว่านี้เพื่อจ่ายเงินสำหรับการป้องกันและความปลอดภัยของตัวเอง
แต่นี่คือการโจมตีทางอุดมการณ์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ไม่ได้แค่หันเหออกจากยุโรปและเปลี่ยนจุดเน้นด้านความปลอดภัยไปที่จีนเท่านั้น แต่ยังพยายามส่งเสริมลัทธิประชานิยมสไตล์ทรัมป์ในทวีปยุโรปอีกด้วย
ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่แวนซ์รับประทานอาหารเย็นกับผู้นำพรรค AfD ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดของเยอรมนี ภายหลังขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว
คำพูดของเขาทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากผู้นำยุโรป นักเขียน และนักวิชาการ
อย่างไรก็ตาม แวนซ์เลือกที่จะตอบโต้คนเหล่านี้บนโลกออนไลน์ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนรายละเอียดผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) กับหลาย ๆ คน รวมถึงนักประวัติศาสตร์อย่าง เนียล เฟอร์กูสัน
แวนซ์กล่าวหาเขาว่าเป็น "ขยะศีลธรรม" "ไม่รู้ประวัติศาสตร์" และเลวร้ายที่สุดคือเขาเป็น "นักโลกาภิวัตน์"
ถ้าแค่นั้นยังไม่พอ แวนซ์ยังเลือกที่จะโจมตีนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรในห้องทำงานรูปไข่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ด้วย
จู่ ๆ เขาก็บอกกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ว่า "มีการละเมิดเสรีภาพในการพูด ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวอังกฤษเท่านั้น แน่นอนว่าสิ่งที่อังกฤษทำในประเทศของตนเองก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา แต่ยังส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกา และขยายไปถึงพลเมืองอเมริกันด้วย"
นายกรัฐมนตรีสหรราชอาณาจักรตอบโต้อย่างหนักแน่นโดยกล่าวว่า "เกี่ยวกับเสรีภาพในการพูดในสหราชอาณาจักร ผมภูมิใจมากในประวัติศาสตร์ของเราที่นั่น... เรามีเสรีภาพในการพูดมาเป็นเวลานานมากในสหราชอาณาจักร และจะคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานานมาก"
นี่แทบไม่ต่างจากการวิพากษ์วิจารณ์ที่แวนซ์กล่าวในนครมิวนิก ซึ่งโจมตีกฎระเบียบของยุโรปเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
จุดมุ่งหมายของเขาก็เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จและถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบและปลุกระดมผู้คนให้หัวรุนแรง แวนซ์มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อเพื่อนร่วมเดินทางทางการเมืองและผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
คำถามหลายข้อปรากฏขึ้น การโจมตีเซเลนสกีของแวนซ์เป็นการจงใจหรือไม่ ตามที่นักการทูตบางคนเชื่อ
แหล่งข่าวในทำเนียบขาวบอกกับหนังสือพิมพ์สหรัฐฯ ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
บทบาทใหม่ของแวนซ์เกิดขึ้นตามคำสั่งของทรัมป์หรือไม่ เพื่อแบ่งเบาภาระจาก อีลอน มัสก์ ในการลงโทษฝ่ายตรงข้ามของประธานาธิบดี ?
หรือว่าแวนซ์รับบทผู้เล่นอิสระและกำลังร่างบทบาทที่จะเป็นพื้นฐานของการรณรงค์หาเสียงในอีก 3 ปีข้างหน้า เมื่อทรัมป์ไม่สามารถยืนหยัดได้อีกต่อไป ?
ไม่ว่าคำตอบของคำถามเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร แวนซ์ก็กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่าแค่หมายเลขสองรองจากทรัมป์











