เลือกตั้ง 2566 : ทสท.-สอท. ปิดชื่อแคนดิเดตนายกฯ ขอเป็น “พันธมิตร” ยังไม่ควบรวมพรรค

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ประกาศเป็นพันธมิตรการเมือง ทว่ายังไม่ใช่การ “ปิดดีล” ควบรวมพรรค และยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะเสนอให้ประชาชนพิจารณาในการเลือกตั้ง 2566
นี่ถือเป็นพรรคการเมืองกลุ่มที่ 2 ที่พยายามแสวงหาพันธมิตรต่างพรรค หลังก่อนหน้านี้ พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ภายใต้การนำของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับพรรคกล้า ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค นำร่องผนึกกำลังกันแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) เพื่อหนีตายกติกาใหม่ ภายหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายเลือกตั้ง โดยกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกการตัดสินใจระหว่าง ส.ส.แบบแบ่งเขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อีกทั้งการคำนวณหายอด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ยังใช้สูตรหาร 100 ซึ่งไม่เป็นคุณกับพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก และพรรคเกิดใหม่ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชน
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดว่า พรรคที่จะมีโอกาสเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคให้สภาพิจารณาได้ ต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรือ 25 คนขึ้นไป
ในระหว่างแกนนำของพรรค ทสท. และ สอท. เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนวันนี้ (29 ธ.ค.) พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องการควบรวมพรรค รวมถึงตำแหน่งต่าง ๆ ทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่า ทุกคนที่มาร่วมพูดคุยได้นำปัญหาบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง และพยายามแสวงหาทางออกให้บ้านเมือง
“ยังไม่มีการพูดถึงตำแหน่งใด ๆ... วันนี้เป็นการพูดคุย เป็นพันธมิตรการเมืองกัน” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ทสท. กล่าว
เช่นเดียวกับนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค สอท. ที่เล่าถึงการหารือระหว่าง 2 พรรคในช่วงที่ผ่านมาว่า “มีทางไหมที่จะผนึกกำลัง ทำงานร่วมกันในเชิงพันธมิตรที่จะช่วยกันทำงานให้บ้านเมือง ในจุดที่บ้านเมืองกำลังเผชิญความท้าทายพลิกผันครั้งใหญ่... มาถึงวันนี้ เราเห็นพ้องมาทำงานร่วมกัน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับปัญหาประเทศไทยจากมุมมองของ “พันธมิตรการเมือง” คู่ใหม่ ถูกอธิบายเพิ่มเติมโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค สอท. ผู้อยู่ในการเมืองมาเกือบ 20 ปีว่า ไม่เคยเห็นยุคใดสมัยใดที่การเมืองของเราจะค่อนข้าง “ย่ำแย่อย่างถึงที่สุด” ทั้งในเชิงของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนประเทศ, การใช้ทรัพยากรเพื่อแย่งชิงผู้สมัครอย่างที่ไม่เป็นมาก่อนและทำอย่างโจ่งแจ้ง, ความไม่สามารถในการบริหารงานภาครัฐ แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และขับเคลื่อนนโยบายที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้าและโปร่งใส, การสร้างความสามัคคี หลังแตกแยกกันมาเป็น 10 ปี จนประเทศเพื่อนบ้านแทรงหน้าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและบทบาทบนเวทีการเมืองโลก
นายสมคิดเรียกร้องให้คนไทยให้ “ละวางในอัตตา” แล้วมาช่วยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประเทศให้ลุล่วงไปให้ได้ เพื่ออนาคตของลูกหลาน
ทว่าเมื่อผู้สื่อข่าวขอให้ขยายความคำว่า พันธมิตร ว่ารูปแบบเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่การควบรวมพรรคหรือไม่ นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ทสท. ย้ำหลายครั้งว่า อย่าเพิ่งไปมองที่ปลายทาง และขอให้มองที่จุดตั้งต้น จากอุดมการณ์ ความเสียสละมุ่งมั่น ยุทธศาสตร์ที่จะทำงานร่วมกัน ผู้คนที่จะมาร่วมงาน
“วันนี้ขอแค่นี้ ถ้าแค่นี้เริ่มต้นไปได้ เราก็พัฒนาต่อไป ถ้าตรงนี้ยังเริ่มต้นไม่ได้ มันไม่ต้องไปคิดเรื่องต่อไป อยากจะจบแค่นี้ก่อน” นายโภคินกล่าว
ไม่ขอพูดถึงแคนดิเดตนายกฯ
การเจรจาควบรวมพรรค “2 ส.” เริ่มปรากฏเป็นข่าวในหน้าสื่อเมื่อเดือน ก.ย. ทว่าไม่อาจปิดดีลได้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่าติดเงื่อนไขสำคัญที่ว่าจะนำเสนอชื่อ ส. ไหน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเบอร์ 1 ในบัญชีของพรรค เพราะต่างฝ่ายต่างประกาศชูผู้นำของตัวเอง โดยฝั่ง สอท. บอกว่าการเสนอชื่อนายสมคิด “เป็นจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” ขณะที่ฝั่ง ทสท. ยืนกรานว่าต้องเป็นคุณหญิงสุดารัตน์
ลูกพรรคของสตรีการเมืองผู้ถูกขนานนามว่า “เจ๊หน่อย” พยายามชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติที่เหนือกว่า นั่นคือ มีอายุงานทางการเมือง 30 ปี, มีประสบการณ์การเมืองร่วมกับหลายพรรคและหลายระดับ เคยเป็นรัฐมนตรี ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, มีสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำ รวมถึงมีกระแสนิยมในหมู่ประชาชน สะท้อนผ่านการมีชื่อติดอยู่ในโพลสำนักต่าง ๆ อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามแกนนำทั้ง 2 พรรคได้ชิงตัดบท โดย “ไม่ขอพูดถึง” และ “ไม่อยากให้สื่อตั้งคำถาม” เกี่ยวกับเรื่องแคนดิเดตนายกฯ
นายสมคิดยืนยันว่า ไม่เคยคิดเรื่องตำแหน่ง และกรุณาอย่าถามว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ ไม่ต้องถามเลย เพราะสิ่งเหล่านี้คือปลายเหตุทั้งสิ้น สิ่งสำคัญคือคุณมีแนวความคิดในการแก้ปัญหาไหม คุณมีพรรคการเมือง แต่แก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่ ส.ส. มีไปทำไม ต้องฟังนโยบายกันว่าจะทำอย่างไร พอเริ่มมีมีทางออก ใครที่เหมาะสมก็เข้ามาทำงาน
“สำหรับผมนะครับ เรื่องของตำแหน่งไม่มีความสำคัญเลย ได้มาทุกตำแหน่งแล้ว ส่วนเรื่องของนายกฯ นั้น ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมครับ ‘ฟ้าลิขิต’ นะ ‘ฟ้าประทาน’ นะครับ” นายสมคิดกล่าว
เช่นเดียวกับนายโภคินที่บอกว่า “ไม่อยากพูดว่าใครจะดำรงตำแหน่งอะไร ไม่อยากให้น้อง ๆ (สื่อมวลชน) ถามว่าจะรวมกันวันไหน คนเราถ้ามันรวมความคิดได้ รวมหัวใจได้ เดี๋ยวเรื่องต่อ ๆ ไปก็ไม่ยากเย็น”

ที่มาของภาพ, Facebook/พรรคไทยสร้างไทย
เส้นทางการเมือง กับ สัมพันธ์ของ 2 ส.
คุณหญิงสุดารัตน์ วัย 61 ปี กับนายสมคิด วัย 69 ปี มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกันมากกว่า 2 ทศวรรษ เคยเป็นทั้งเพื่อนร่วมพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาก่อน
ในรัฐบาล “ทักษิณ 1” (2544-2548) ที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ปรับ ครม. ถึง 10 ครั้ง เพื่อกระชับอำนาจกลุ่มก้อนการเมืองภายใน ทรท. แต่นายสมคิด 1 ใน 23 ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ทรท. และคุณหญิงสุดารัตน์ ประธานภาค กทม. ไม่เคยหลุดจากวงฝ่ายบริหารเลย โดยนายสมคิดมั่นคงบนเก้าอี้ รมว.คลัง สลับกับรองนายกรัฐมนตรี ส่วนคุณหญิงหน่อยยึดครองเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข ตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อเข้าสู่รัฐบาล “ทักษิณ 2” (2548-2549) นายสมคิดยังคงเป็น “ขุนพลเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ เป็นบางช่วง ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์โยกไปนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์
ทั้งคู่พ้นจากอำนาจด้วยรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก่อนจำต้อง “เว้นวรรคการเมือง” 5 ปี หลังตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทรท. เมื่อปี 2550 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค 111 คน
จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายไปสร้างดาวคนละดวง ชื่อของนายสมคิดเข้าไปพัวพันกับรัฐบาลทหาร ตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหาร 2549 ในฐานะประธานกรรมการประสานและกระชับงานความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทว่ายังไม่ทันเริ่มงานก็ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังเผชิญกับแรงต้านจากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนั้น และหลังยุครัฐประหาร 2557 ชื่อนายสมคิดปรากฏเป็น 1 ใน 15 สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกลับเข้าร่วมวงฝ่ายบริหารอีกครั้งกับรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ในการปรับ ครม. ครั้งที่ 3 เมื่อเดือน ส.ค. 2558 และกลายเป็น “หัวหอกหัก” ในการคิด-ดันนโยบาย “ประชารัฐ” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชื่อพรรคการเมืองใหม่ที่ก่อตั้ง-ขับเคลื่อนโดย "รัฐมนตรีลูกข่ายของสมคิด" นำโดยนายอุตตม หัวหน้าพรรค พปชร. และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร. มีภารกิจชัดเจนคือ การสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัยภายหลังเลือกตั้ง 2562 ก่อนที่ “ทีมสมคิด” จะยกพลออกจากรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” และกอตั้งพรรค สอท.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์กลับเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งถือเป็น “พรรคทายาท” รุ่น 3 ของ ทรท. ภายหลังพ้นโทษแบน โดยมีตำแหน่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค และได้รับการเสนอชื่อให้เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของเพื่อไทยในศึกเลือกตั้ง 2562 ก่อนแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มไทยสร้างไทย ซึ่งพัฒนาเป็นพรรค ทสท. ในเวลาต่อมา
ในระหว่างแถลงข่าววันนี้ ส.สมคิด พูดถึง ส.สุดารัตน์ เอาไว้ว่า เป็นนักต่อสู้ประชาธิปไตยที่แนวแน่
“ผมมองคุณหญิงเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง แต่น้องสาวคนนี้แข็งแกร่ง ทำงานหนัก เป็นแม่ที่ดี ภรรยาที่ดี และยังเสียสละเพื่อบ้านเมือง อันนี้ผมชื่นชม” ประธานพรรค สอท. กล่าว











