สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนไม่มี “ใจบันดาลแรง” ขอใช้แรงบันดาลใจ “สร้างอนาคตไทย”

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

สมคิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายสมคิดระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนายกฯ ดีบ้าง อ่อนบ้าง แต่ยากที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เพราะบางคนพลังยังไม่ถึง บางคนพลังถึงก็มีวาระ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และอดีตที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดตัวในฐานะประธานพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ย้ำไม่ได้มาช่วยพรรคเพราะตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ แต่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยในทางที่ถูกต้อง

ในปีหน้า นายสมคิดจะมีอายุครบ 70 ปีเต็ม และเป็นปีที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง หากไม่มีอะไรผิดพลาด นายสมคิดจะได้รับการเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ในบัญชีพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ทว่าเจ้าตัวออกตัวว่า “การเป็นนายกฯ ฟ้าลิขิต”

นายสมคิดโลดแล่นอยู่ในสนามการเมืองมากว่า 20 ปี ร่วมรัฐบาลของ 2 นายกรัฐมนตรี ทั้งผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งและการรัฐประหาร แต่ในชีวิตนี้เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียง 2 พรรคคือ พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ที่เขาร่วมก่อตั้ง และล่าสุดพรรค สอท. ที่เขายกย่องว่าเป็นพรรคที่ “กล้าหาญ” ที่กล้าตั้งพรรคการเมืองในเวลานี้และประกาศตัวเป็นพรรคทางสายกลาง ไม่คิดสุดโต่งสุดขั้ว เพราะความคิดเช่นนั้นมีแต่การทำลายตัวเองและทำลายชาติบ้านเมือง

“สถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเละเทะจริง ๆ สถานการณ์ที่เงินตราเริ่มเข้ามามีบทบาทสูงมาก การแข่งขันทางการเมืองเริ่มมีลักษณะคล้าย ๆ การแข่งขันในสนามม้า มีม้าแข่งที่ต้องซื้อ มีคอกที่ต้องมีเจ้าของ และแต่ละคอกต้องหาเงินเพื่อมาเลี้ยงม้า สิ่งเหล่านี้แม้เป็นความจริงที่มีมาตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทุกคนรู้ว่ามันมีอยู่ มันโจ๋งครึ่มเกินไป” นายสมคิดอุปมาอุปไมยการเมืองไทยตามที่เขาเห็น

ลูกคลัง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บุตรชายของนายสมคิดทักทายสมาชิก สอท. โดยนายสมคิดเล่าว่า สมัยเป็น รมว.คลัง คู่กับนายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง ยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีนโยบาย “ธนาคารประชาชน” เมื่อทั้งคู่มีลูกเล็กขณะดำรงตำแหน่ง นายสมคิดจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “คลัง” ส่วนนายวราเทพตั้งชื่อบุตรสาวว่า “ออม” เพื่อเป็นที่ระลึก

ในระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ต่อหน้าสมาชิกพรรค สอท. วันนี้ (8 ก.ย.) นายสมคิดชวนบุตรชายคนเล็กที่เขาเรียกว่า “น้องคลัง” วัย 20 ปี มาร่วมเป็นประจักษ์พยานว่าการทำพรรคการเมืองที่ดีไม่ใช่ของง่าย

นายสมคิดบอกชาวสร้างอนาคตไทยว่า “ไม่ต้องไปกลัวว่าจะได้กี่เสียง จำนวนเสียงไม่บอกอะไร แต่ศรัทธาของประชาชนคือหัวใจ” และ “ถ้าคุณเล่นการเมือง สร้างพรรค คิดแต่สร้างอำนาจ แต่ถ้าไม่มีโครงสร้างทางปัญญา ไม่สะสมคนที่มีความรู้ ความสามารถ พรรคการเมืองที่ไม่มีโครงสร้างทางปัญญา มีแต่โครงสร้างทางอำนาจ สุดท้ายตัวเองก็จะไปไม่รอด และหนำซ้ำจะพาชาติบ้านเมืองไปไม่รอดด้วย"

ทว่า เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางของ สอท. จะไม่ซื้อ “ม้าแข่ง” เข้าคอกใช่หรือไม่ เขาหลีกเลี่ยงจะตอบคำถามนี้ โดยกล่าวว่า วันนี้จะไม่มีการพูดถึงอดีต จะพูดถึงอนาคต และจะไม่ขัดแย้งกับใคร พูดสิ่งที่เป็นจริง และไม่อยากเอ่ยถึง ทุกคนรู้อยู่ในใจ แต่เราจะทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังรู้ว่าการเมืองไทยที่ดีทำได้ ไม่ใช้เงินก็ทำได้

“ไม่ใช่มาเพราะตำแหน่งนายกฯ”

คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) สอท. มีมติเมื่อ 7 ก.ย. แต่งตั้งนายสมคิดเป็นประธานพรรค “เพื่อเป็นผู้นำอุดมการณ์ และร่วมกับสมาชิกพรรคขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรค” โดยเจ้าตัวได้ตอบรับและแจ้งต่อสมาชิกพรรคในวันนี้ (8 ก.ย.) หลังจากนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค สอท. สนองตอบต่อ 3 เงื่อนไขที่นายสมคิดตั้งไว้ นั่นคือ

1. สร้างพรรคที่ดี ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และนโยบาย

2. เข้าไปกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างอนาคตประเทศ

3. เข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมือง ซึ่งหากจะทำได้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่แค่เปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง ตัวเลือก แต่ปฏิรูปครั้งใหญ่โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วม

“คนอย่างผมไม่มี ‘ใจบันดาลแรง’ นะ แต่ผมมีแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือประเทศไทย สร้างอนาคตประเทศไทย” นายสมคิด ประกาศ

ประธานพรรค สอท. ย้ำหลายครั้งว่า ที่มาอยู่นี่ไม่ใช่เพราะตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ แต่มาเพื่อช่วยพรรคนี้เป็นตัวอย่าง ตัวขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยในทางที่ถูกต้อง

“ไม่ใช่มาเพราะตำแหน่งนายกฯ ตำแหน่งนายกฯ ไม่มีความหมายเลย แต่ที่มีความหมายคือการเป็นผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย” อดีตรองนายกฯ กล่าว 

สมคิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

“สี่กุมาร” เจอพิษการเมืองที่แสวงหาอำนาจ แต่ไม่แสวงหาปัญญา

นายสมคิดยังเล่าถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เขาบอกว่า “หนักกว่าที่คิด เพราะนอกจากต้องเผชิญมรสุมโลก ตัวเราเองก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง”

ก่อนย้อนกลับไปเล่าถึงการทำงานในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2557 ลดเหลือเพียง 1% เพราะมีรัฐประหาร ต่างชาติไม่รับรอง ทุกทีมในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยกันทำงาน ทำให้จีดีพีโต 3% ต้น ๆ 2 ปีต่อกัน และโต 4% ต้น ๆ อีก 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งนายสมคิดเฉลยว่า “ผมเป็นคนส่งทีม ‘สี่กุมาร’ เข้าไป จริง ๆ ไม่ใช่แค่สี่กุมาร ขณะนั้นรัฐบาลเกินครึ่งผมเป็นคนเสนอเข้าไปเอง ดูว่าแต่ละคนต้องทำงานเป็น ทำงานได้”

ทว่าต่อมา “ทีมสี่กุมารไปเจอพิษการเมืองที่แสวงหาอำนาจ แต่ไม่แสวงหาปัญญา” ​ซึ่งนายสมคิดบอกว่า เห็นใจนายกฯ ในขณะนั้น เพราะเป็นรัฐบาลผสม

“เป็นบุฟเฟต์คาร์บิเน็ต แต่ในอดีตการผสมมีจุดมุ่งหมายร่วมว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อบ้านเมืองใช่ไหม แต่การแบ่งกระทรวงก่อนที่จะฟอร์ม ครม. นั้น ผมเตือนแล้วว่ามันไปไม่ได้ มันไปคนละทิศละทาง แล้วจะเอาพลังมาจากไหน มีที่ไหนที่นโยบายของประเทศแบ่งกันตามกระทรวง ทางใครทางมัน ประชุมก็ดี แต่ถ้าไม่ทำตามที่ผมบอก ผมก็วอล์กเอาต์ (ออกจากห้องประชุม) แล้วจะให้ทำยังไง นี่หรือประชาธิปไตย นี่คือความเป็นจริงของประเทศไทย” อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาล “ประยุทธ์” กล่าว

สี่กุมาร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ภาพสุดท้ายของสมาชิกกลุ่ม "สี่กุมาร" ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่พวกเขายื่นใบลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาล 16 ก.ค.​ 2563

ย้อนเส้นทางการเมืองของสมคิด

นายสมคิด เป็น 1 ใน 23 ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ร่วมกับนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2541 อาศัยความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการตลาดร่วมปลุกปั้นนโยบาย “ประชานิยม” ทำให้ ทรท. ชนะการเลือกตั้งปี 2544 ด้วยคะแนน 11 ล้านเสียง กวาด ส.ส. เข้าสภาได้ 248 คน

จากนั้นชื่อ ดร.สมคิด ก็กลายเป็น “ขุนพลเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล "ทักษิณ 1" (2544-2548) แม้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึง 10 ครั้ง แต่เขายังมั่นคงบนเก้าอี้ รมว.คลัง สลับกับรองนายกฯ ต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาล "ทักษิณ 2" (2548-2549) ซึ่ง ทรท. ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเกือบ 19 ล้านเสียง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จด้วยที่นั่งในสภา 377 เสียง โดยนายสมคิดเข้าร่วมวงฝ่ายบริหารต่อในฐานะรองนายกฯ ควบ รมว. พาณิชย์ เป็นบางช่วง

หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นายสมคิดลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทรท. แต่ไม่รอดจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทรท. และเพิกถอนสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) รวม 111 ชีวิต ในจำนวนนี้มีรองหัวหน้าพรรคที่ชื่อสมคิดรวมอยู่ด้วย

ทักษิณ สมคิด

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ (ขวา) เข้าสวมกอดให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ หลังประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" เมื่อปี 2549

แม้โดนโทษแบนการเมือง 5 ปี แต่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไม่หยุดเคลื่อนไหวหลังฉาก ต่างคนต่างแตกตัวไปเกาะกลุ่ม-ตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยชื่อของนายสมคิดกลับมาปรากฏอีกครั้งในฐานะสมาชิกกลุ่มมัชฌิมา ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองหัวหน้า ทรท. เป็นแกนนำหลัก แต่เมื่อกลายรูปเป็นพรรคมัชฌิมา/มัชฌิมาธิปไตย นายสมคิดขอแยกวง-ไม่ไปร่วมด้วย

เขาเลือกเปิดตัวในฐานะที่ปรึกษาพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) ที่มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองหัวหน้า ทรท. และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นแกนหลัก เพื่อลงสู่สนามเลือกตั้งปี 2550 ทว่า รช. ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งหนนั้น โดยหิ้ว ส.ส. เข้าสภาได้เพียง 9 ชีวิต นายสมคิดจึงถอยฉาก-ห่างการเมืองไปพักใหญ่

ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 นายสมคิดกลายเป็น “คณะบุคคลที่มี อำนาจสูงสุด” ของประเทศ โดยเป็น 1 ใน 15 สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คอยไขข้อข้องใจด้านเศรษฐกิจให้กับบรรดานายพลทหารผู้ก่อการยึดอำนาจและเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้นอกจากนายสมคิดแล้ว พลเรือนอีกคนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก คสช. คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กลายเป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในเวลาต่อมา

กระทั่ง ส.ค. 2558 นายสมคิดกลับมาร่วมวงฝ่ายบริหารในรอบ 10 ปี เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับ ครม. "ประยุทธ์ 1/3" ดึงทีมสมคิดเข้ามาเสียบแทนทีม ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นหัวหอกหลักในการเข็นวาระ "ประชารัฐ" ของรัฐบาล คสช. คุมนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับมหภาคยันรากหญ้า ซึ่งกลายเป็นชุดนโยบาย “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2562

ครม. ลุงตู่

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

คำบรรยายภาพ, นายกฯ ประยุทธ์แจ้งต่อนายสมคิดว่า "ยังไงอาจารย์ก็อย่าทิ้งผมไป ขอให้อยู่ข้างหลังผมด้วย" ภายหลังนำทีมรัฐมนตรีกลุ่ม "สี่กุมาร" ลาออกจากรัฐบาลเมื่อ ก.ค.​ 2563

สำหรับ พปชร. ก่อตั้งขึ้นมาด้วย “ภารกิจพิเศษ” คือการสนับสนุนหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกสมัย โดยมี 4 นักการเมืองคนสนิทของนายสมคิดที่ถูกเรียกขานว่ากลุ่ม “สี่กุมาร” เข้าไปเป็นผู้บริหารพรรคชุดแรกอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรค, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค

ภายหลังการเลือกตั้ง 2562 พรรคอันดับ 2 อย่าง พปชร. ช่วงชิงเสียงในสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และส่ง พล.อ. ประยุทธ์เข้าทำเนียบฯ ได้ตามคาด ทำให้นายสมคิด และสมาชิกกลุ่มสี่กุมารอีก 3 คนเข้าไปรั้งเก้าอี้เสนาบดีในรัฐบาล “ประยุทธ์ 2/1” สมใจ ทว่าดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียว คนการเมืองทั้งสี่ก็จำต้องลุกจากเก้าอี้-ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 16 ก.ค. 2563 หลังพ่าย “ศึกใน” พปชร. ที่ขั้วอำนาจใหม่ในพรรคเดินเกม “ยึดพรรคก่อนยึดเก้าอี้ ครม.”

หลังจากนั้นทีมสมคิดก็ซุ่มเก็บตัว สะสมกำลัง ก่อนกลับมาประกาศหวนคืนสู่วงการการเมืองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง 19 ม.ค. 2565 ด้วยหัวหน้า-เลขาธิการพรรคหน้าเดิม เพิ่มเติมคือตั้งพรรคใหม่ใช้ชื่อว่าสร้างอนาคตไทย

การกลับมาหนนี้ สอท. มีภารกิจสำคัญคือการส่งนายสมคิดขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 30 ของไทย