ยุโรปกำลังตกต่ำและอาจหมดความสำคัญ หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แดเนียล กัลลาส
- Role, บีบีซีนิวส์ ลอนดอน
ยุโรปกำลังตกต่ำ และในอีกไม่กี่ปีอาจสูญเสียความเป็นมหาอำนาจในโลก ที่ถูกสร้างมาตลอดหลายศตวรรษ
ข้อกังวลข้างต้นไม่ได้ถูกวิเคราะห์จากนักวิชาการหรือนักการเมืองที่ต่อต้านตะวันตก แต่มาจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่เป็นสถาบันในการบริหารสหภาพยุโรปเอง
ในปี 2023 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำคำขอตัวพิเศษไปยัง มาริโอ ดรากี ชายผู้กุมบังเหียนธนาคารกลางยุโรปมาเกือบตลอดช่วงทศวรรษก่อน และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีระหว่างปี 2021-2022 ด้วย
ดรากีใช้เวลาหนึ่งปีในการเขียนรายงานพิเศษฉบับหนึ่ง พร้อมคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้ยุโรปคงความสำคัญและแข่งขันได้ในโลกที่กำลังปั่นป่วนขึ้น
การวินิจฉัยที่เฝ้ารอมานานใน "รายงานดรากี" ที่หนากว่า 400 หน้า ถูกเปิดเผยในเดือน ก.ย. 2024 ระบุว่ายุโรปต้องมีโครงการลงทุนที่มุ่งมั่นมากกว่าการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์อย่าง "แผนมาร์แชลล์" (Marshall Plan) ที่เปรียบเสมือนเป็นการสร้างทวีปยุโรปขึ้นใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เขาคำนวณว่าการลงทุนประมาณ 8 แสนล้านยูโรต่อปี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุโรปเพื่อให้สามารถรักษาพลวัตทางเศรษฐกิจต่อไป รวมถึงเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของทวีป
ดรากีระบุว่า การลงทุนดังกล่าวจำเป็นมาก เพราะยุโรปกำลังเผชิญกับ "ความท้าทายต่อการดำรงอยู่"
"[ทางเลือกที่เรามี] คือ 'เริ่มลงมือเลย' ไม่งั้นเราก็ต้องเจอความทรมานอย่างช้า ๆ จากความถดถอย" ดรากีเปิดเผยระหว่างนำเสนอแผนปฏิรูปของเขา
ตั้งแต่ที่รายงานดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อ 4 เดือนก่อน มันได้ทำให้เกิดการถกเถียงในบรรดานักการเมืองและผู้นำยุโรปว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
บีบีซีนิวส์บราซิล พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในยุโรป เกี่ยวกับความท้าทายที่ทวีปยุโรปและผู้นำประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญในการรักษามาตรฐานคุณภาพชีวิตระดับสูงและบทบาทความเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก จากการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของจีนและความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ รวมไปถึงจากการต่อต้านอย่างรุนแรงจากรัสเซีย
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า หนึ่งในประเด็นหลักของการถกเถียงเรื่องนี้ คือทิศทางการเมืองของเยอรมนี เยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ยังลำบากกับการฟื้นตัวจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงโรคระบาดโควิด
นอกจากนี้ เยอรมนีมักจะมีบทบาทชี้ขาดทิศทางของยุโรป โดยในอดีตเคยเป็นผู้นำทวีปในการสู้กับวิกฤตในประเทศกรีซ โปแลนด์ และไอร์แลนด์ ด้วยมาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ยุโรปกำลังถกเถียงกันอีกครั้งว่าควรจะใช้นโยบายทางเศรษฐกิจอะไรในการหลีกเลี่ยงความถดถอย
และทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะที่เยอรมนีกำลังเผชิญวิกฤตทางการเมือง ที่ทำให้รัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ต้องล่มสลาย และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่มีกำหนดในเดือน ก.พ. นี้
ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ
"ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากความถดถอย" ของเศรษฐกิจยุโรป จากคำกล่าวของ มาริโอ ดรากี เป็นปรากฎการณ์ที่มีรากยาวนานหลายทศวรรษ
ในปี 2000 กลุ่ม 20 ประเทศที่รวมกันเป็น "ยูโรโซน" (กลุ่มประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปและใช้สกุลเงินยูโร) มีสัดส่วนถึงเกือบ 20% ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เศรษฐกิจจีนมีสัดส่วนน้อยกว่า 4%
แต่ในปี 2023 ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจโลกของจีนก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 17% ในขณะที่ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 15%
ตลอดช่วงศตวรรษนี้ เศรษฐกิจของยูโรโซนเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1.27% ต่อปี ต่ำกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 2.97% ต่อปี
และยุโรปยังต้องเห็นประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ เติบโตรวดเร็วกว่า เช่น สหรัฐฯ ที่เติบโต 2.17% ต่อปี, จีน 8.24% และบราซิล 2.29%
สถานการณ์โรคระบาดยังทำให้ภาพของการขาดพลวัตในเศรษฐกิจยุโรปเด่นชัดขึ้น
ในปี 2023 เศรษฐกิจโลกได้ขยายตัวขึ้นแล้วประมาณ 10% เทียบกับช่วงปลายปี 2019 ก่อนสถานการณ์โรคระบาด หรืออธิบายได้ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกได้ฟื้นตัวจากจุดตกต่ำในช่วงวิกฤต และกลับมาโตขึ้น 10% จากช่วงก่อนโควิดระบาด
สองประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ได้เห็นเศรษฐกิจของพวกเขาโตขึ้น 9% และ 20% ระหว่างช่วงสิ้นปี 2019 และสิ้นปี 2023 ส่วนบราซิลก็เศรษฐกิจขยายตัวแล้ว 7% จากช่วงก่อนโควิดระบาด
สำหรับเศรษฐกิจของประเทศใน "ยูโรโซน" ตัวเลขเดียวกันนี้อยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น
การฟื้นตัวของยุโรปภายหลังสถานการณ์โรคระบาดทำได้ช้ากว่าและยากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก
เยอรมนีต้องเผชิญกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่หดตัวและไม่เสถียรมาตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจตั้งแต่สิ้นสุดสถานการณ์โรคระบาด
แผนมาร์แชลล์ครั้งใหม่
ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในยุโรป คือกลัวว่าความรุ่งเรืองทั้งหมดที่สั่งสมมาหลายศตวรรษจะสั่นคลอน หากพลวัตทางเศรษฐกิจไม่หวนกลับมา
"ผมยังจำเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วได้ ยุโรปถูกมองว่าเป็นอนาคตของคนรุ่นใหม่ ช่วงนั้นมีโครงการอีราสมุส (Erasmus) สำหรับคนรุ่นใหม่ในการทำความรู้จักผู้คน วัฒนธรรม และประเทศต่าง ๆ ช่วงเวลานั้นคนรุ่นใหม่ต่างใช้ชีวิตด้วยความกระตือรือร้นในความเป็นยุโรป หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต" เอ็มมานูเอล เซลส์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์วิจัยโรเบิร์ต ชูมัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับสหภาพยุโรป ระบุในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์บราซิล
"แต่ผมคิดว่าวันนี้ คำว่า 'ยุโรป' มีความหมายถึงกฎระเบียบ อัตราดอกเบี้ยที่สูง ข้อจำกัดต่าง ๆ และการเติบโตที่ต่ำ และนั่นคือปัญหา ผมว่าคนรุ่นใหม่กำลังผิดหวัง"
และเขาก็ไม่ใช่คนเดียวที่กังวลในเรื่องนี้
ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับบีบีซี ทูตและอดีตผู้อำนวยการของหน่วยข่าวกรองสเปน ฆอร์เก เดซซายาร์ เด มาซาเรโด แนะว่าหากไม่มีการปฏิรูปภายในปี 2050 เศรษฐกิจยุโรปจะไม่ได้ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลกอีก
"เรามีระบบสุขภาพที่ดีที่สุด การศึกษาที่ดีที่สุด ถนนที่ดีที่สุด แต่แต่ละอย่างมันแพงมาก เราจะอยู่แบบนี้ได้อีกนานเท่าไหร่" มาเซเรโด ระบุ
"ยุโรปกำลังตกต่ำ และจากการที่สูญเสียอิทธิพลไป คุณภาพชีวิตที่อยู่ในมาตรฐานที่ดีมาก ๆ ก็จะหายไปด้วย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงานของดรากี ระบุข้อแนะนำที่ชัดเจนในการรับมือกับข้อกังวลเหล่านี้ พร้อมระบุถึงความท้าทายสามประการที่ต้องมีการจัดการ ซึ่งจากรายงานดังกล่าว ระบุถึงความจำเป็นที่จะต้อง
- ตามให้ทันกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์สหรัฐฯ และจีน
- คว้าโอกาสจากกระบวนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
- ปกป้องห่วงโซ่อุปทานจากการพึ่งพาทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเสี่ยงจะกลายเป็นความเปราะบาง
เขาระบุว่ากุญแจสำคัญของเรื่องนี้ คือการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ยุโรปเคยทำมาโดยตลอด รายงานฉบับนี้ยังแย้งด้วยว่า นโยบายรัดเข็มขัดที่มุ่งควบคุมหนี้สินด้วยการใช้นโยบายการคลังและการเงินแบบรัดกุม รวมถึงการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยอัตราเงินเฟ้อต่ำ จะต้องถูกทดแทนด้วยนโยบายการลงทุนที่กล้าหาญ
สัดส่วนของการลงทุนที่รายงานฉบับนี้แนะนำ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกลุ่มประเทศยุโรป
ดรากีเชื่อว่าสหภาพยุโรปต้องการการลงทุนของรัฐและเอกชนมากถึง 8 แสนล้านยูโรต่อปี ซึ่งเกินครึ่งของเงินจำนวนนี้ควรถูกนำไปลงทุนกับเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เงิน 8 แสนล้านยูโรต่อปีในการลงทุน คิดเป็นประมาณ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลภายในประเทศ (GDP) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจากแผนมาร์แชลล์ที่เคยเกิดขึ้น การสร้างยุโรปขึ้นใหม่ในช่วงปี 1948-1951 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ใช้เงินราว ๆ 1-2% ของ GDP ยุโรปเท่านั้น
และส่วนที่ต่างจากแผนมาร์แชลล์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหรัฐอเมริกาก็คือ เงินที่ต้องใช้ในครั้งนี้จะต้องมาจากบริษัทและรัฐบาลในยุโรปเอง
วิกฤตเยอรมัน
ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับผลการวิเคราะห์นี้ โดยเฉพาะในเยอรมนี ประเทศที่เคยมีประวัติศาสตร์เป็นผู้นำในกลุ่มประเทศยุโรป ควบคู่ไปกับฝรั่งเศส
ในวันเดียวกันกับที่ดรากีเปิดเผยรายงานของเขา รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีในขณะนั้น คริสเตียน ลินด์เนอร์ ก็ออกมาต่อต้านแผนการที่ถูกระบุในรายงาน "เยอรมนีจะไม่ยอมรับแผนนี้" ลินด์เนอร์ บอกกับสำนักข่าวโพลิติโก (Politico)
ปัญหาของพวกเราไม่ใช่การขาดแคลนเงินสนับสนุน แต่เป็นระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และระบบเศรษฐกิจที่กำหนดโดยรัฐ การที่รัฐบาลมีหนี้เพิ่มทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้น"
ความเห็นของเยอรมนีเป็นศูนย์กลางต่อทิศทางในอนาคตของทวีปยุโรป
ความเห็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในสังคมตอนนี้ ขณะที่เยอรมนีกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งถูกกำหนดขึ้นหลังรัฐบาลผสมล้ม เมื่อนายกฯ โอลาฟ ชอลซ์ ปลดรัฐมนตรี ลินด์เนอร์ ซึ่งมาจากต่างพรรคการเมือง
คำถามที่สร้างวิกฤตทางการเมืองในเยอรมนี ก็เหมือนกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รายงานของดรากีทำให้เกิดขึ้นกับยุโรป กล่าวคือมันจำเป็นจริงหรือไม่ในการลงทุนให้มากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจของยุโรปเติบโต หรือควรรักษาวินัยทางการคลังเพื่อให้เติบโตพร้อมอัตราเงินเฟ้อต่ำต่อไป
เยอรมนีกำลังเผชิญกับความกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
การบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ลี้ภัยชาวยูเครน 1.5 ล้านคนอีก
เยอรมนีมีกลไกในการป้องกันรัฐบาลไม่ให้มีหนี้สินมากจนเกินไป ชอลซ์ต้องการไขก๊อกเพดานหนี้เพื่อให้ใช้จ่ายได้มากขึ้น ขณะที่ลินด์เนอร์เสนอแนวทางตรงกันข้าม นั่นคือสนับสนุนการตัดงบประมาณด้านสังคมและสวัสดิการ และชะลอการปฏิบัติตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
ตอนนี้มีข้อบ่งชี้ว่า ภายหลังการเลือกตั้ง เยอรมนีจะยังคงต่อต้านแนวคิดการเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนในยุโรปต่อไป
ฟรีดริช เมิร์ซ แคนดิเดตจากพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยม CDU ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะได้เป็นผู้นำเยอรมนีคนถัดไป ได้เปิดเผยแล้วว่าเขาจะทำ "ทุกอย่างที่ทำได้" เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มหนี้ของสหภาพยุโรป จากที่ถูกเสนอในรายงานของดรากี
ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
สำหรับ เอ็มมานูเอล เซลส์ จากมูลนิธิศูนย์วิจัยโรเบิร์ต ชูมัน ความแตกต่างในการมองโลกเป็นความท้าทายมาโดยตลอดของสหภาพยุโรปนับตั้งแต่ก่อตั้ง
ด้านหนึ่งคือเยอรมนี ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการตลาดที่แตกต่างจากประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่อิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ ที่เชื่อในการลงทุนเพื่อการเติบโต
"การมีสกุลเงินร่วมกันอย่างยูโร ผมว่าเป็นแนวคิดที่ดีนะ ปัญหาก็คือวัฒนธรรมทางการเงิน คุณไม่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกต่างกันโดยปราศจากการมีจิตวิญญาณร่วมกันได้" เซลส์ กล่าว "วัฒนธรรมทางการเงินของธนาคารกลางเยอรมนี แตกต่างอย่างมากจากธนาคารกลางฝรั่งเศสและธนาคารกลางอิตาลี"
วิสัยทัศน์ที่ขัดแย้งกันนี้ ยังมักจะทำให้การที่บรรดาประเทศยุโรปจะหาทางออกร่วมกันต่อปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งนี่กำลังเด่นชัดขึ้นจากความท้าทายในโลกที่ส่งผลกระทบต่อยุโรป อาทิ การแข่งขันจากจีน และการกลับมาครองอำนาจในสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์
"นี่เป็นปัญหาในยุโรป คุณไม่มีกลยุทธ์ในการเติบโต และตอนนี้พวกเรากำลังสุ่มเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์และจีน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ริชาร์ด ยังส์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวอร์ริกซ์ (University of Warwick) ในอังกฤษ และนักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกียุโรป (Carnegie Europe) ที่ตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ มองว่าแนวคิดที่ว่ายุโรปกำลังถดถอยไม่ใช่เรื่องใหม่ และยังคงเป็นเรื่องเร่งด่วนของโลกยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับเขาแล้ว ความถดถอยของยุโรปเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ รวมถึงผลที่จะตามมาต่อโลก
"สหภาพยุโรปและผู้เชี่ยวชาญหลายคน พูดถึงความถดถอยของพวกเขามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ผมจะไม่พูดเกินจริงไปว่ามันจะตกต่ำหนักและขยายวงกว้างแค่ไหน" ยังส์ กล่าว
"ยุโรปยังคงมีความสำคัญมาก มันยังคงมีองค์ประกอบมากมายของความสำเร็จที่ภูมิภาคอื่น ๆ ในโลกไม่มี และในความเป็นจริง การถดถอยบางส่วนก็ไม่ได้อันตราย มันแค่สะท้อนภาพความจริงที่ว่าภูมิภาคอื่น ๆ กำลังทำได้ดีมากและกำลังเติบโต"
"พวกเขากำลังมีส่วนแบ่งที่มากขึ้นใน GDP โลก รวมถึงสัดส่วนการลงทุน การพัฒนา และอำนาจทางการเมืองที่มากขึ้น ซึ่งในทางหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปหวังมาตลอดว่าอยากให้เกิดขึ้น จากนโยบายการต่างประเทศที่ช่วยให้ภูมิภาคอื่น ๆ ได้พัฒนาและกลายเป็นหุ้นส่วนในกิจการโลก"
"การเติบโต ความมีประสิทธิภาพที่ดีที่สัมพันธ์กันในภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจโลก เป็นข่าวดีในหลายแง่มุมสำหรับเศรษฐกิจของยุโรป"
หนึ่งในหลักฐานที่แสดงว่าความถดถอยของยุโรปยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือมาตรฐานคุณภาพชีวิตในทวีปนี้ยังอยู่ในระดับ "สูงเสียดฟ้า" เมื่อเทียบกับทวีปอื่น ๆ ในโลก
ทวีปยุโรปยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายปลายทางที่เป็นที่นิยมสำหรับผู้อพยพ โดยเฉพาะจากแอฟริกาและเอเชีย
รายได้ต่อหัวประชากรของชาวยุโรปในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร อยู่ที่ 37,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยในสหราชอาณาจักร มีรายได้ต่อหัวประชากรถึง 47,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
รายได้ต่อหัวประชากรในระดับนี้ถือว่ายังต่ำกว่าบางประเทศอย่างเช่น สหรัฐเมริกา (65,000 ดอลลาร์/ปี) แต่มากกว่าสามเท่าตัวเมื่อเทียบกับบางประเทศอย่างเช่น จีน (12,100 ดอลลาร์/ปี) รัสเซีย (10,400 ดอลลาร์/ปี) หรือ บราซิล (9,000 ดอลลาร์/ปี)
สำหรับเขา สิ่งที่พิสูจน์ว่าความถดถอยของยุโรปขึ้นอยู่กับมุมมองนั้น คือความจริงที่ว่าสหภาพยุโรปยังคงดำรงอยู่และยังมีความสำคัญมาก แม้ทวีปนี้จะเผชิญกับวิกฤตมาหลายปี กลุ่มประเทศในยุโรปรอดจากวิกฤตทางการเงินในปี 2008 วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศทางตอนใต้ของยุโรป การถอนตัวของสหราชอาณาจักร (Brexit) สถานการณ์โควิดระบาด และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน มาได้
"ปี 2024 เป็นปีที่มีความสำคัญมากต่อยุโรป มีรายงานต่าง ๆ ที่สำคัญมากมาย (เช่นรายงานดรากี) จากผู้นำยุโรปที่มีชื่อเสียง เรียกร้องให้สหภาพยุโรปใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก ลงทุนอีกมากกับการทำให้เศรษฐกิจทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้อัตราการเติบโตรวดเร็วขึ้นอย่างที่เราเห็นจากภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก" ยังส์ ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
"เหล่านี้ส่งผลให้สหภาพยุโรปเริ่มจะจริงจังกับสิ่งนี้และตระหนักถึงการตามหลังภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก และสหภาพยุโรปต้องจัดการสิ่งนี้ด้วยการจัดลำดับความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ต้องได้รับการดูแลในทันที และบางทีอาจจะต้องทำในระดับที่มากขึ้นกว่าที่เคยทำในอดีต"
อย่างไรก็ตาม เขาประเมินทิศทางในอนาคตของสหภาพยุโรปว่าจะยากกว่าวันนี้ จากความท้าทายที่มาจากจีน รัสเซีย และสหรัฐฯ
"นี่เป็นความท้าทายที่ยากจริง ๆ สหภาพยุโรปต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ศูนย์อำนาจอื่น ๆ ในโลก ไม่ได้เปิดเผยนโยบายทางเศรษฐกิจของพวกเขามากนัก"
"สหภาพยุโรปจึงต้องตอบสนองด้วยท่าทีที่หนักแน่นมากขึ้นในการปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา โดยที่ไม่ลดทอนผลประโยชน์ที่สหภาพยุโรปต้องการ ในการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก"
"สหภาพยุโรปไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหมือนสหรัฐอเมริกาหรือจีน ที่จะสามารถแยกตัวเองออกมาจากตลาดโลกได้ อียูทำแบบนั้นไม่ได้"











