ประเทศใดจะได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์

Donald Trump holding a chart in a cabinet meeting in 2019 which compares tariffs charged by US on overseas goods with higher tariffs charged by other nations on US goods

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การค้าระหว่างประเทศเอาเปรียบสหรัฐฯ
    • Author, เจเรมี เฮาเวล และโอนูร์ เอเรม
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

ในการกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรหรือกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

เขาระบุว่า สินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกจะถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก 25% จนกว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะสามารถหยุดยั้งกลุ่มผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและขจัดการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลเข้าสหรัฐฯ ได้

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังมีแผนจะตั้งกำแพงภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากจีนอีก 10% รวมทั้งภาษีนำเข้าของสินค้าจากสหภาพยุโรปอีกด้วย

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นจีน เม็กซิโก และแคนาดา ล้วนเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ ดังนั้น การปรับเพิ่มภาษีนำเข้าก็อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น และในทางตรงกันข้ามก็ยังทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับราคาสินค้าแพงขึ้นด้วย

ภาษีศุลกากรคืออะไร

ภาษีศุลกากร คือภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจัดเก็บจากบริษัทผู้นำเข้าสินค้า มากกว่าผู้ประกอบการนำเข้าสินค้า และมีสัดส่วนที่ขึ้นอยู่กับมูลค่าการนำเข้า

ดังนั้น หากมีบริษัทใดที่นำเข้ารถยนต์ที่มีราคาอยู่ที่ คันละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.69 ล้านบาท จะต้องจ่ายภาษีศุลกากรอยู่ที่ 25% หรือราว 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.2 แสนบาทต่อคัน

คำถามที่ว่าภาระภาษี "ทางเศรษฐกิจ" สุดท้ายแล้วจะไปตกอยู่ตรงจุดไหนนั้น เป็นสิ่งที่ซับซ้อนมากกว่า ต่างจากการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า

หากบริษัทนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งต่อต้นทุนทางภาษีเหล่านี้ให้กับผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ในสหรัฐฯ ในรูปแบบของราคาขายปลีกที่สูงขึ้น ผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับภาระทางเศรษฐกิจนี้ตามมา

เหตุใดทรัมป์จึงหันมาให้ความสำคัญต่อภาษีศุลกากร ?

ที่ผ่านมาโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะพูดว่าต้องการปกป้องภาษีศุลกากรและสร้างงานภายในประเทศ โดยมองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตไปพร้อม ๆ กับการจัดเก็บรายได้จากภาษีได้มากขึ้น

"ในแผนการของผม แรงงานชาวอเมริกันจะไม่ต้องกังวลที่จะถูกชาวต่างชาติเข้ามาแย่งงานอีกต่อไป" ทรัมป์กล่าวระหว่างการรณรงค์หาเสียงในปี 2024 ที่ผ่านมา และบอกว่า "ในทางกลับกัน ชาวต่างชาติต่างหากที่จะต้องเป็นกังวลว่าจะสูญเสียตำแหน่งงานให้กับชาวอเมริกัน"

ไฟซาล อิสลาม บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของบีบีซี ระบุว่า ทรัมป์ต้องการเปลี่ยนแปลงแผนที่ทางเศรษฐกิจของโลกจากระดับรากฐาน และลดการขาดดุลการค้ากับจีนและยุโรป ซึ่งตามมุมมองของเขามันคือการ "การขูดรีดอเมริกา"

ทรัมป์ยังระบุอีกว่า ภาษีศุลกากรเช่นที่เขาเคยประกาศใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียมขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2018 เป็นไปเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เนื่องจากว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็น "รากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา"

ภาษีศุลกากรประเภทใดที่ทรัมป์ปรับเพิ่มขึ้นตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ?

A worker cuts molten steel at a mill in California

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กเพื่อปกป้องผู้ผลิตในสหรัฐฯ

ในปี 2018 ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องซักผ้าและแผงโซลาร์เซลล์ถึง 50% รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ผลิตของสหรัฐฯ เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการต่างชาติ

เขายังมีคำสั่งให้ปรับขึ้นภาษีต่อเหล็กที่นำเข้าถึง 25% และอะลูมิเนียมนำเข้าอีก 10%

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้น ก็มีข้อยกเว้นสำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา เนื่องจากข้อตกลงเสรีทางการค้าระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า "ข้อตกลงเสรีทางการค้าอเมริกาเหนือ" หรือ "นาฟตา" (North American Free Trade Agreement – NAFTA) ซึ่งต่อมาถูกแทนที่ด้วย ข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement -- USMCA)

ด้านสหภาพยุโรป ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ที่สุดมายังสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีศุลการกรกับสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ กางเกงยีนส์ วิสกี้บูร์บง และรถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์ เดวิดสัน

ทรัมป์ยังเก็บภาษีนำเข้าจากจีนมูลค่ามากกว่า 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ตั้งแต่ภาษีที่เก็บจากเนื้อสัตว์นำเข้าไปจนถึงเครื่องดนตรี ส่วนจีนก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าสหรัฐฯ ด้วย รวมเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่จากจีน และยังมีการประกาศเพิ่มภาษีนำเข้ารายการใหม่ด้วยในสินค้าอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศอื่น ๆ ในทรัมป์สมัยแรก

เม็กซิโกแซงหน้าจีนในฐานะผู้ส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯ. . .

การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ได้ทำให้ปริมาณการนำเข้าสินค้าจากบางประเทศลดลง แต่ก็ได้เพิ่มปริมาณสินค้านำเข้าอีกหลายประเทศมายังสหรัฐฯ ด้วย

จากข้อมูลของสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ระบุว่า ก่อนปี 2018 ปริมาณสินค้าจากจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของสินค้านำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ สัดส่วนสินค้าจากจีนได้ลดลงน้อยกว่า 15%

ต่อมาในปี 2023 เม็กซิโกได้แซงหน้าจีนกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งมายังสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกมายังสหรัฐฯ มีมูลค่าราว 4.76 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับมูลค่าสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งอยู่ที่ 4.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลบางส่วนมาจากมีบริษัทผู้ส่งออกหลายราย โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งย้ายฐานการผลิตไปยังเม็กซิโกเพื่อใช้ความได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่ต่ำในเม็กซิโกด้วย

ในปี 2023 เม็กซิโกกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์นั่งรายใหญ่อันดับที่ 7 ของโลก

A worker on the floor of a VW plant in Mexico

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เม็กซิโกกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อีกแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากผลประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณการส่งออกสินค้าจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการตั้งกำแพงภาษีที่สูงลิ่วต่อจีน ส่วนหนึ่งมาจากสินค้าเหล่านั้นมีราคาถูกกว่าสินค้าจากจีนสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน และเหตุผลบางส่วนก็มาจากมีบริษัทจีนหลายรายย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ข้อมูลจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในปี 2016 มูลค่าการส่งออกสินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียน อย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม ไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ต่อมาในปี 2023 มูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3.38 แสนล้าดอลลาร์สหรัฐ

ประเทศในอาเซียนจะได้รับประโยชน์ด้านการส่งออกไปยังสหรัฐฯ . . สมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม.

"ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการตั้งกำแพงภาษีในปี 2018 คือ ประเทศจีน" ดร.นิโคโล แทมเบอรี นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซัสเซกส์ ในสหราชอาณาจักร กล่าว

"ผมคิดว่า เวียดนามอาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจากการใช้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ในรอบนี้"

สถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศระบุว่า สำหรับสหรัฐฯ แล้ว การตั้งกำแพงภาษีไม่เพียงมีส่วนส่งเสริมการผลิตเหล็กและอะลูมิเนียม แต่ยังทำให้ราคาของสินค้าประเภทดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นด้วย ผลกระทบจากเรื่องนี้ยังทำให้งานหลายพันตำแหน่งในอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ ต้องหายไปด้วย

สถาบันแห่งนี้ระบุอีกว่า มาตรการทางภาษีของทรัมป์จะส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นแบบยกแผง และทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายลง

ภาษีประเภทใดบ้างที่ทรัมป์จะปรับเพิ่มขึ้นในสมัยที่สอง

Migrants cross the border from Mexico to the US at Eagle Pass, Texas

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา 25% จนกว่าพวกเขาจะยุติการเข้าเมืองของผู้อพยพและการนำเข้ายาเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมาย

ทรัมป์ขู่ว่าจะปรับเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาอีก 25% จนกว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยุติการเข้าเมืองของผู้อพยพและการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลข้ามพรมแดนสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย

เขายังกล่าวว่า เขาต้องการกำหนดอัตราภาษี "เชิงลงโทษ" 10% สำหรับสินค้าจีน นอกเหนือจากที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน โดยอ้างว่าสารเคมีจำนวนมากที่ใช้ในการผลิตเฟนทานิลที่ผิดกฎหมายนั้นมาจากจีน โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับในวันที่ 1 ก.พ. นี้

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศสมาชิกของอียูอีกด้วย โดยกล่าวว่า พวกเขา "ปฏิบัติต่อสหรัฐฯ แย่มาก ๆ"

ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดา ให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน ซึ่งมีรายงานว่า มีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่า "แคนาดาจะตอบโต้ และ [คำสั่ง] ทุกอย่างพร้อมแล้วบนโต๊ะทำงาน"

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า ทางการจีนจะรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยจะตอบโต้ด้วยการปรับภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ผลกระทบระลอกใหม่ต่อแคนาดาและเม็กซิโกจะเป็นอย่างไร

Unemployed tradesmen tout for work in Mexico City.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อาจส่งผลให้อัตราการว่างงานในเม็กซิโกเพิ่มสูงขึ้น

ศาสตราจารย์สตีเฟน มิลลาร์ด จากสถาบันแห่งชาติว่าด้วยการวิจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหราชอาณาจักร ระบุว่า หากมาตรการทางภาษีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ อาจจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของแคนาดาและเม็กซิโกเป็นหลัก

ทั้งสองประเทศต้องพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ปัจจุบันสหรัฐฯ ซื้อสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกคิดเป็น 83% ที่เม็กซิโกส่งออกไปยังต่างประเทศ ขณะที่สัดส่วนการส่งออกสินค้าของแคนาดาไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 76% ที่แคนาดาส่งออกไปต่างประเทศ

"แคนาดาขายเครื่องจักรจำนวนมากและน้ำมันเป็นปริมาณมากไปยังสหรัฐฯ " ศ.มิลลาร์ด กล่าวและว่า การปรับเพิ่มภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ เพียง 25% ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีของแคนาดาลดลงถึง 7.5% ตลอดระยะเวลา 5 ปี นี่ถือว่าเป็นผลกระทบที่ชัดเจน

"หากว่ามีการเพิ่มภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก บริษัทต่าง ๆ ที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในเม็กซิโกอาจจะตัดสินใจอย่างง่ายดายด้วยการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังประเทศบ้านเกิด"

"การขึ้นภาษีครั้งนี้อาจจะทำให้จีดีพีของเม็กซิโกลดลง 12.5% ตลอดระยะเวลา 5 ปีด้วย และถือว่าเป็นผลกระทบที่ร้ายแรง"

ลิลา อาเบด จากวิลสัน เซ็นเตอร์ สถาบันคลังสมองในเม็กซิโก ระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ดังกล่าวอาจเป็นหายนะต่อแรงงานชาวเม็กซิโก

"ตำแหน่งงานราว 5 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก และงานศึกษาล่าสุดฉบับหนึ่งชี้ว่าตำแหน่งงานราว 14.6 ตำแหน่งในเม็กซิโก ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในอเมริกาเหนือ" เธอ กล่าว