เหตุทหารสหรัฐฯ ขับรถชนคนญี่ปุ่นตาย ทำไมจึงกลายเป็นประเด็นระหว่างสองชาติ

ที่มาของภาพ, SUPPLIED
อุบัติเหตุที่ทหารเรือสหรัฐฯ ขับรถชนชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจิ เมื่อปี 2021 กลายเป็นประเด็นร้อนระหว่างสหรัฐฯ และชาวญี่ปุ่น ท่ามกลางปูมหลังทางการเมืองการทหารระหว่างสองชาติที่มีมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2021 ร.ท.ริดจ์ อัลโคนิส ทหารเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการในญี่ปุ่น ตกเป็นจำเลยในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นหญิงวัย 85 ปี และ ลูกเขยวัย 54 ปี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น ไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนักในญี่ปุ่น
หลังรับสารภาพว่าขับรถโดยประมาท ร.ท.อัลโคนิส ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน โดยในการสู้คดีในชั้นศาล ทหารเรือรายนี้ ได้ใช้หลักฐานคำวินิจฉัยจากแพทย์ทหารเรือ ซึ่งชี้ว่า ระหว่างเกิดอุบัติเหตุ เขาเกิดภาวะแพ้ที่สูง (Acute mountain sickness หรือ AMS) ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ต่อมาในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เขาได้รับการย้ายตัวมาคุมขังอยู่ในเรือนจำสหรัฐฯ
ร.ท.ริดจ์ อัลโคนิส ประจำการอยู่ที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในเมืองโยโกสุกะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ รายล่าสุดที่เผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ลงนามในข้อตกลงสถานะของกองกำลัง (Status of Forces Agreement หรือ SOFA) เมื่อปี 1960 ที่มีผลทำให้สหรัฐฯ สามารถส่งกองกำลังทหารเข้ามาประจำการในญี่ปุ่นได้ มีเจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันหลายร้อยนายก่อคดีอาชญากรรมในญี่ปุ่น
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 13 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา เจก แทปเปอร์ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากซีเอ็นเอ็นทวีตภาพของ ร.ท.ริดจ์ อัลโคนิส ที่กำลังยิ้มกว้าง พร้อมกับภรรยา และลูก 3 คน โดยโพสต์ข้อความว่า "ข่าวด่วนและข่าวดี" ทวีตดังกล่าวได้กระตุกความสนใจจากคนญี่ปุ่นขึ้นมาทันที ข้อความที่ผู้ประกาศข่าวซีเอ็นเอ็นโพสต์ระบุว่า "เช้านี้คณะกรรมการทัณฑ์บนของสหรัฐฯ สั่งให้ปล่อยตัว ร.ท. ริดจ์ อัลโคนิส โดยสมบูรณ์และทันที โดยไม่มีการควบคุมดูแลของกองทัพเรือ"
น้อยคนนักในญี่ปุ่นจะทราบว่า บริตทานี ภรรยาของ ร.ท.อัลโคนิส และผู้สนับสนุน ประสบความสำเร็จในการเดินสายกดดันให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวสามีทหารเรือของเธอ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้สวมกอดบริตทานี ในช่วงการแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส เมื่อปี 2022 ขณะที่กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำเรื่องนี้เข้าหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ด้านวุฒิสมาชิกจากรัฐยูทาห์ ไมค์ ลี ยังเคลื่อนไหวเพื่อลอบบี้กรณีของอัลโคนิสอย่างกระตือรือร้น เขามักจะติดแท็กไปยังบัญชี “เอ็กซ์” หรือทวิตเตอร์เดิมของนายกฯ ญี่ปุ่นหลายครั้ง กระทั่งเมื่อทหารเรือรายนี้ได้รับการปล่อยตัว เขายังทวีตข้อความว่า "ญี่ปุ่นติดหนี้ครอบครัวของทหารเรือรายนี้ รวมทั้งสหรัฐฯ และติดค้างคำขอโทษ"
สังคมออนไลน์ในญี่ปุ่นต่างแสดงความโกรธเคืองต่อเรื่องนี้ โดยบางคนตั้งคำถามว่า "ทำไมพวกคุณถึงฉลองให้กับเรื่องนี้" และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อีกคนตอบกลับข้อความของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ว่า ทหารเรือได้กล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวญี่ปุ่นตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แล้วหรือยัง

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะออกมาแสดงความไม่พอใจและมีการรายงานข่าวจากสื่อบางสื่อในญี่ปุ่น แต่ทางการของทั้งสองประเทศกลับไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะแต่อย่างใด ศ.เจมส์ ดี บราวน์ จากมหาวิทยาลัยเทมเพิล บอกกับบีบีซีว่า นักการเมืองญี่ปุ่นและสื่อกระแสหลักมีแรงจูงใจน้อยมากในการขยายความเรื่องนี้
"การทำเช่นนั้นจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเสียหายของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ยิ่งในเวลาที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าถึงแม้จะมีความชั่วร้าย แต่การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ก็ยังสำคัญต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น" ศ.เจมส์ ดี บราวน์ กล่าว และบอกว่า กรณีของทหารเรือสหรัฐฯ รายนี้ "เป็นความเสียหายอย่างไม่ต้องมีคำถาม"
ด้านเจฟฟรีย์ ฮอลล์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติคันดะ ชี้ว่า "ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรับสภาพว่า พันธมิตรอเมริกันที่ทรงอำนาจของพวกเขา ไม่ได้ปฏิบัติต่อชาวญี่ปุ่นอย่างเท่าเทียม และไม่มีวันที่จะปฏิบัติเช่นนั้น เหตุการณ์ของทหารเรืออัลโคนิส ตอกย้ำให้เห็นว่า แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเปลี่ยนพรรคการเมืองและประธานาธิบดีแล้วก็ตาม ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันนี้ยังคงมีอยู่"
ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม
ความไม่พอใจอันคุกรุ่นของชาวญี่ปุ่นต่อทหารอเมริกัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานย้อนกลับไปได้ถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีสหรัฐฯ เข้ายึดครองญี่ปุ่น เมื่อสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพ และลดทอนพระราชอำนาจของพระจักพรรดิเหลือเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ
ในญี่ปุ่นมีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ราว 54,000 นาย ในฐานทัพจำนวน 120 แห่ง ในจำนวนนี้มีถึง 32 แห่งที่อยู่ในเกาะโอกินาวา ซึ่งจังหวัดนี้มีทหารสหรัฐฯ ประจำอยู่เกือบ 30,000 นาย และด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่ใกล้กับไต้หวัน ฐานทัพในบริเวณนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯ ในการตอบโต้จีน หากเกิดการรุกรานไต้หวัน

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
สำหรับในญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่พอใจต่อการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ได้ชัดเจนไปกว่าโอกินาวา เพราะโอกินาวา เป็นพื้นที่ที่ทหารสหรัฐฯ ยึดครองอยู่จนกระทั่งถึงปี 1972 ซึ่งยาวนานกว่าภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นถึง 20 ปี เหตุการณ์ที่ถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เหตุการณ์หนึ่ง ได้แก่ เหตุจลาจลโคซา (Koza riot) เมื่อปี 1970 ซึ่งชาวโอกินาวาหลายพันคนปะทะกับทหารตำรวจ
เรทีรี ทาคาชิ อาซาโตะ ชาวญี่ปุ่นวัย 70 ปี ยังมีความทรงจำอันแจ่มชัดเกี่ยวกับช่วงวัยเด็กของเขาในช่วงปี 1960 ที่โอกินาวา เขาเล่าว่า เครื่องบินรบบินว่อนเหนือหัว รวมทั้งรถถังและรถทหารปิดกั้นถนน
"หาดทรายที่สวยงามส่วนใหญ่จะมีไว้สำหรับทหารสหรัฐฯ โดยเฉพาะ คนท้องถิ่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป บ้านพักของคนต่างชาติจะล้อมด้วยรั้วและมีสนามหญ้าขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวของทหารสหรัฐฯ"
อาซาโตะ ซึ่งเป็นคนขับรถรับส่งทหารสหรัฐฯ แสดงความเห็นด้วยว่า "ทหารสหรัฐฯ และชาวโอกินาวา มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างกันอันซับซ้อน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน"
ความโกรธเคืองในโอกินาวา
ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะเมื่อปีที่แล้ว ชี้ว่า70% ของชาวโอกินาวา รู้สึกว่าการกระจุกตัวของฐานทัพสหรัฐฯ ในโอกินาวานั้น "ไม่ยุติธรรม" และแม้ว่าจะมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ออกมาประท้วงขับไล่ให้สหรัฐฯ ถอนการตั้งฐานทัพออกไป ในผลสำรวจเดียวกันนี้ชี้ด้วยว่า มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากขึ้นที่ยอมรับสภาพของการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ชาวโอกินาวาจำนวนมากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเสียงและมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุมาจากทหารสหรัฐฯ กรณีดื่มจนเมาแล้วเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ และยังมีกรณีใช้ความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงเกิดขึ้นด้วย มีเพียงไม่กี่คนที่ลืมเหตุการณ์อันโด่งดังที่เกิดขึ้นในปี 1995 ทหารสหรัฐฯ 3 นาย ก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปี ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงที่ยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน
เมื่อมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้น ฐานทัพสหรัฐฯ มักจะถูกปิดชั่วคราวเพื่อป้องกันการติดต่อกับคนท้องถิ่นและเพื่อไม่ให้เพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ นอกจากนี้ นายทหารระดับสูงของสหรัฐฯ ก็จะเข้าพับกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อแสดงการขอโทษ
ยูอิ ทามูระ นักศึกษาชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีทหารเรือสหรัฐฯ กับบีบีซีว่า เมื่อเธอเห็นทวีตข้อความของผู้ประกาศข่าวซีเอ็นเอ็น เธอรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง แต่เธอแสดงความเห็นด้วยด้วยว่า การตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
"อย่างไรก็ตาม เมื่อเครื่องบินรบบินผ่านไปด้วยเสียงดังจนอากาศสั่น และเมื่อทะเลที่ล้ำค่าถูกยึดเพื่อไปสร้างฐานทัพใหม่ ฉันรู้สึกเหมือนว่า ชาวโอกินาวากำลังถูกมองข้าม"

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ความจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์
ภัยคุกคามที่ไม่จบสิ้นจากเกาหลีเหนือ การรุกรานจากจีน และการที่รัสเซียบุกยูเครน เหตุการณ์เหล่านี้ยอมหมายถึงว่า ฐานทัพสหรัฐฯ จะยังคงไม่ถูกถอนออกไป และยังส่งผลให้เกิดสิ่งที่เคยคิดไม่ถึงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทัพญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่นับตั้งแต่ถูกยุบไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการใช้ข่ายงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นซึ่งว่าด้วยการห้ามมีกองทัพ ยังถูกตีความใหม่เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง (Self Defence Forces-SDF) ไว้ปฏิบัติการช่วยเหลือประเทศอื่นในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงและความอยู่รอดของญี่ปุ่น หรือเมื่อพลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง
ศ.เจมส์ ดี บราวน์ กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นความทุกข์ของคนญี่ปุ่นจำนวนมาก แต่การมีอยู่ของสหรัฐฯ ก็ยังคง "ไม่สามารถถูกแทนที่ได้" ในฐานะพันธมิตรหลักของญี่ปุ่น
ด้าน ศ.ฮอลล์ ประเมินว่า การเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีความแข็งแกร่งมากกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา
"สถานการณ์ด้านความมั่นคงโดยรอบญี่ปุ่นมีความร้ายแรงมากเสียจนกระทั่งบรรดาผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นอยากจะไม่แยแส (กรณีของทหารเรือสหรัฐฯ) และมุ่งเดินหน้าต่อกับแผนการที่จะเพิ่มความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรให้มากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ศ.เจมส์ ดี บราวน์ เตือนว่า กรณีในลักษณะนี้ อาจส่งผลเสียหายในที่สุด
"ชาติที่ต่อต้านการร่วมมือกันระหว่างญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย จะต้องยินดีทุกครั้งที่สหรัฐฯ กระทำการอย่างเมินเฉยทะนงตัวต่อพันธมิตรของตัวเอง มันเป็นของขวัญของบรรดาปรปักษ์ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น"











