สภามีมติ 311 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 68

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระแรก ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 175 เสียง ภายหลังอภิปรายกันมา 3 วัน

ในวันสุดท้ายวันนี้ (21 มิ.ย.) ฝ่ายค้านพุ่งเป้าอภิปรายที่การจัดสรรรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับแผนการกระจายอำนาจ การจัดทำงบประมาณด้านการพัฒนาระบบดิจิทัลของประเทศ และการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี ขอบคุณที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ร่วมกันพิจารณาร่างงบประมาณฯ ฉบับนี้ ตามที่รัฐบาลเสนอ พร้อมยืนยันต่อที่ประชุมว่า ภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีจำกัดรัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศ

นายภูมิธรรมระบุด้วยว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่าง ๆ ยกเว้นวาทกรรมและคำพูดด้อยค่าที่ปรากฏเป็นช่วง ๆ

การประชุมในวันที่ 3 ของการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณฯ สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 22.25 น. หลังจากเริ่มต้นการอภิปรายเมื่อเวลา 9.00 น.

ที่ประชุมสภาฯ ยังตั้งคณะกรรมาธิการฯ ขึ้นมาชุดหนึ่งจำนวน 72 คน เพื่อปรับแก้ก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาอีกครั้ง ในวาระที่ 2 และ 3

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้า นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน นำพรรคร่วมฝ่ายค้านรวม 6 พรรค แถลงทิศทางการลงมติ โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าการงบประมาณปี 2568 ไม่ตอบโจทย์ประเทศไทยในอนาคต มีความพยายามเบียดบังงบประมาณเพื่อทำให้นโยบายหลักของพรรคสำเร็จลุล่วงได้เท่านั้น โดยไม่สนใจว่าจะเบียดบังนโยบายส่วนอื่น จึงมีมติร่วมกันว่าจะไม่รับหลักการร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2568

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึง เหตุผลในการไม่รับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ทั้งสิ้น 3 ประเด็น

ประการแรก คือ รัฐบาลกำลังจัดงบประมาณประเทศที่เสี่ยงกับการคลัง และประเทศจะไม่สามารถต่อสู้กับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งปีนี้เป็นการขาดดุลงบประมาณสูงสุด และอาจจะสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้ไม่สามารถรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคตได้เพียงเพื่อจะทำให้โครงการเรือธง คือ ดิจิตอลวอลเล็ตโครงการเดียวเดินหน้าได้

ประการต่อมา ศิริกัญญาเห็นว่า มีความพยายามทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมากจนละเลยโครงการอื่น เช่น ซอฟต์พาวเวอร์ และการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทำให้งบประมาณไม่เพียงพอ ประการสุดท้าย ประเทศมีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้น โลกเราจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวตั้งรับ เช่น ปัญหาโลกเดือด การค้าโลก เป็นต้น

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, พรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค แถลงมติร่วมว่าจะไม่รับหลักการร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568

ส่วนจะมีการส่งเรื่องไปยังศาลปกครองพิจารณาหรือไม่ ศิริกัญญากล่าวว่า หากต้องการยับยั้งจะต้องรอกฎหมายผ่านวาระที่ 3 ไปก่อน เพราะอาจมีการแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ หลังจากนั้นหากยังดื้อดึงที่จะทำต่อ ต้องรอให้เกิดการกระทำก่อนถึงจะมีการไปร้องต่อศาลได้ เนื่องจากตอนนี้การกระทำยังไม่เกิด

นายปกรณ์วุฒิยังกล่าวถึงกรณีหากมีการโหวตสวนมติพรรคฝ่ายค้านว่า แต่ละพรรคจะต้องควบคุมเสียง สส. ในพรรค แต่ขณะนี้ทุกพรรคมีมติตรงกันคือไม่รับหลักการ แต่ละพรรคจะมีมาตรการลงโทษ สส. ที่โหวตสวน ซึ่งวิปฝ่ายค้านต้องมีการพิจารณาในอนาคตหากมีการโหวตสวนและไม่สามารถควบคุมเสียงในพรรคได้

เขายังเชื่อว่า ในพรรคก้าวไกลจะไม่มีคนโหวตสวนมติอย่างแน่นอน

สำหรับการพิจารณาในวันที่ 3 เป็นการอภิปรายเน้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศในที่ประชุมสภา วันที่ 21 มิ.ย. 2567

ชัยชนะ อัดรัฐบาลจัดงบให้ท้องถิ่นแบบ “มีแต่งาน ไม่มีเงิน”

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่มีการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น มีกรอบกำหนดว่า สัดส่วนของรายได้ท้องถิ่นต้องได้ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลคือ 35% แต่ในงบประมาณปี 2568 มีการประมาณการรายได้ท้องถิ่นที่ 839,265 ล้านบาท ต่อประมาณการรายได้ของรัฐบาล 2,887,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นแค่ 29.1% เท่านั้น

"รัฐบาลประกาศตลอดว่าจะกระจายอำนาจสู่ อปท.ให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง จะให้มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ นั่นเป็นวาทกรรม แค่ลมปากที่พูดให้สวยหรูและสร้าง ความหวังให้กับพี่น้องชาวท้องถิ่นประเทศไทยที่มีอยู่หลายพันท้องถิ่น"

นายชัยชนะ กล่าวว่า อปท. มีแต่ภารกิจ มีแต่งาน ไม่มีเงิน แต่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่เก็บขยะ ดูแลน้ำ ไฟ และดูแลผู้ป่วย แต่วันนี้รัฐให้เงินแค่ 29% แล้วให้ท้องถิ่นบริหารทั้งหมด ท้องถิ่นจะทำได้อย่างไร

"อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) 76 ทั่วประเทศ รัฐจัดสรรงบประมาณให้ 29,576 ล้านบาท แต่ กทม. ได้ถึง 28,000 ล้านบาท ซึ่ง กทม. มีคน 5 ล้านกว่าคน แต่ อบจ. ทั้งหมดประเทศมีคน 60 กว่าล้านคน ได้ไปแค่ 29,000 ล้านบาท"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายชัยชนะ ยังตั้งฉายารัฐบาลว่า "นักวิ่งราวทรัพย์" จากการจัดงบทุ่มไปที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้หนี้สาธารณะจากการกู้มาชดเชยสูงสุดในรอบ 29 ปี

เขายกตัวอย่างกรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนให้ อบจ. รับผิดชอบ เมื่อปีงบประมาณ 2567 จนถึงวันนี้ มี อบจ. 62 แห่งรับโอนมาแล้ว แต่พบว่าเมื่อรับภารกิจมาแล้ว แต่กลับให้งบมาไม่เพียงพอ ให้อัตรากำลังบุคลากรมาไม่ครบ ทำให้ท้องถิ่นต้องแบกรับงบประมาณในส่วนนี้

"ในคู่มือการถ่ายโอน รพ.สต. บอกว่า รพ.สต. ไซส์ S ต้องมีงบประมาณ 1 ล้านบาท แต่เมื่อ อบจ. รับภารกิจไปแล้ว กลับได้งบมาแค่ 4 แสน" สส. ปชป.กล่าว และบอกด้วยว่า เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ อบจ. ก็ไม่ได้รับ

"อบจ. ต้องจัดส่งผู้ป่วย ซึ่งต้องมีรถพยาบาลเพื่อส่งคนไป รพ.อำเภอ-จังหวัด อบจ. ก็ต้องหางบมาซื้อ เงินก็หมดไปอีก"

นายชัยชนะเสนอว่า รัฐบาลควรเอางบกลางกว่า 170,000 ล้านบาทให้กับท้องถิ่นเพื่อให้มีงบประมาณดูแลประชาชน แต่เสนอให้จัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่น 40% เพื่อให้ท้องถิ่นไทยเข้มแข็งขึ้นในอนาคต

ก้าวไกลวิจารณ์งบเกษตรทำทุเรียนไทยแข่งเพื่อนบ้านไม่ทัน

ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณด้านการเกษตร มีการอภิปรายที่น่าสนใจในเรื่องสินค้าเกษตรบางชนิด และผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรี

นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 วาระ 1 เกี่ยวกับสถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่รัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนทุเรียนไทย

สส.ตราดระบุว่า ทุเรียนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง 6 เรื่อง ได้แก่ แหล่งน้ำต้นทุนไม่เพียงพอจากภัยแล้ง คุณภาพผลผลิตไม่เสถียรกระทบความเชื่อมั่นต่อการส่งออก ปัญหาโรคระบาด ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งที่สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะประเทศเวียดนามซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับตลาดจีนมากกว่าไทย และระยะเวลาการติดอยู่ที่หน้าด่านประเทศจีน ปัญหาล้งจีนเสี่ยงผูกขาด และประเทศเพื่อนบ้านขยายผลผลิตอย่างรวดเร็วและชิงส่วนแบ่งการตลาด

"ปี 2566 ทุเรียนไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในจีน 65.15% แต่เวียดนามซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้ส่งทุเรียนเข้าไปขายในประเทศได้เมื่อปี 2565 ภายในปีเดียวทุเรียนเวียดนามมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนสูงถึง 34.59%" ศักดินัย กล่าว

.

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

สส.ก้าวไกลพบว่า จากงบฯ ปี 2568 กลับพบว่ารัฐบาลไม่ได้จัดงบพัฒนาดิน แหล่งน้ำ และผลผลิตจากทุเรียนเป็นการเฉพาะมากนัก มีเพียงโครงการเดียวของกรมพัฒนาที่ดิน กรอบวงเงินกว่า 26 ล้านบาท ส่วนการชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งปลูกทุเรียน กลับมีงบที่จัดสรรมาน้อยนิด

ด้านปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าในวันที่ 1 ม.ค. 2568 นี้ ประเทศไทยจะเปิดการค้าเสรีสินค้าประเภทนมอย่างเต็มรูปแบบกับออสเตรเลีย (TAFTA) และนิวซีแลนด์ (TNZCEP) โดยจะส่งผลให้สินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ นมและครีม, เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่ง และนมผงขาดมันเนย มีกำแพงภาษีเป็น 0% แต่คำถามคือรัฐบาลได้ทำอะไรแล้วหรือยังและจะเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกรโคนมในไทย

สส.นนทบุรี ชี้ว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตโคมนมมีแต่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตของโคลดลง และต้นทุนอาหารโคมนมจากปี 2555-2565 เพิ่มขึ้น 38% โดยต้นทุนหลักของการผลิตโคนมมาจากอาหารสัตว์เป็นสัดส่วนสูงถึง 75% แต่เมื่อดูการจัดงบประมาณปี 2568 ทั้งส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ 19.7 ล้านบาท พบว่าเป็นงบฯ จัดซื้อที่อุดหนุนให้กับสหกรณ์ 10 แห่ง กรมปศุสัตว์ 74.8 ล้านบาท เป็นงบฯ จัดซื้อเครื่องตรวจวิเคราะห์ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งดูเหมือนสอดคล้องกับการเปิดการค้าเสรีมากที่สุด แต่พบว่ามีโครงการที่ไม่ตอบโจทย์

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบประมาณ 125,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบบุคลากร 24,000 ล้านบาท ส่วนงบที่ใช้แก้ปัญหาให้เกษตรกรเหลือเพียงกว่า 100,000 ล้านบาท หากคิดเป็นงบต่อหัวจากเกษตรกรทั้งหมด 30 ล้านคน อยู่ที่ 3,386 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก

รมว.เกษตรฯ ยอมรับว่า ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ และความแปรปรวนทางด้านข้อตกลงการค้ากระทบต่อเกษตรกรกลุ่มเปราะบาง รวมถึงต้นทุนอาหารสัตว์แพงที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญด้วย แต่ภายใต้งบประมาณที่จำกัดยืนยันว่าจะพยายามแก้ปัญหาตามที่ สส.สะท้อนออกมา

ส่วนปัญหาการเลี้ยงโคนมที่ผู้เลี้ยงมีจำนวนลดลง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามาจากการเกิดโรคระบาดในวัวอย่าง โรคปากเปื่อย เท้าเปื่อย

ฝ่ายค้านพบงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐ ซ้ำซ้อนกัน 662 ล้าน

ภคมนต์ หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ในปี 2568 มีวงเงินงบประมาณของหลายหน่วยงานรวมกัน 2,945 ล้านบาท เทียบกับงบปี 2567 มี 3,200 ล้านบาท โดยพบว่าในร่างงบประมาณปี 2568 มีโครงการที่ซ้ำซ้อนกันอย่างน้อย 662 ล้านบาท

โครงการยอดฮิตที่หลายกระทรวงรุมกันทำ ได้แก่ โครงการต้านยาเสพติด พบหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งงบประมาณรวมกัน 166 ล้านบาท เช่น มหาดไทย 38 ล้านบาท, ศึกษาธิการ 23 ล้านบาท, ยุติธรรม 5 ล้านบาท และสาธารณสุข 100 ล้านบาท โดยทั้งหมดไม่ใช่งบประมาณบูรณาการ แต่เป็นงบประมาณที่แยกกันทำ

"แน่นอนว่าชื่อโครงการต่างกันอยู่แล้ว แต่โดยวัตถุประสงค์โครงการ มันไม่ห่างกันเท่าไหร่ คือ รณรงค์ส่งเสริม สร้างความตระหนัก รับรู้และรับทราบ" สส.ก้าวไกล กล่าว นอกจากนี้ยังมีโครงการที่พบความซ้ำซ้อนอื่น ๆ อีก เช่น โครงการเฉลิมพระเกียรติ 311.88 ล้านบาท โครงการต้านทุจริต 90.03 ล้านบาท เป็นต้น

สส.ก้าวไกล กล่าวต่อไปว่า แม้จะอ้างว่าเพราะเป็นคนละกระทรวงกันจึงต้องแยกกันทำ แต่ก็พบว่ามีหน่วยงานที่ตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนกันภายในหน่วยงานเดียวกันเช่นกัน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี

เธอได้ยกตัวอย่างโครงการประชาสัมพันธ์ 5 โครงการจากหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไปซ้ำซ้อนกับงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ที่อยู่ใต้สำนักนายกฯ เช่นกัน

น.ส.ภคมนต์ ยังอภิปรายถึงข้อสังเกตต่องบโฆษณาประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

งบประมาณลักษณะงานมวลชน เช่น โครงการปลูกฝังจิตสำนึกรักสามัคคีของกระทรวงมหาดไทย 10 ล้านบาท ส่วนกระทรวงกลาโหม พบว่ามีแผนงานเพื่อการดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศ 2 โครงการ แยกย่อยเป็นรายการค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายการแพร่ประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติการจิตวิทยา และปฏิบัติการมวลชน รวมกว่า 16 ล้านบาท

น.ส.ภคมนต์ ตั้งข้อสังเกตว่า ผลผลิตที่ออกมาจะมีลักษณะเช่นเดียวกับกรณีคลิปวิดีโอเรื่องชีวิตทหารชายแดนของอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า "โครงการประชาสัมพันธ์โฆษณาแบบนี้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ๆ หรือไม่ หรือใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์"

ศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ (ข่าวปลอม) คำขอรับงบฯ 68 ล้านบาท น.ส.ภคมนต์ชี้ว่า ผลงานที่ผ่านมา คือ การพิสูจน์ว่าข่าวที่เผยแพร่เป็นข่าวจริงหรือไม่ แต่ผลงานล่าสุดพบว่ามีปรากฏการณ์ครั้งใหม่ คือ ศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์แก้ข่าวให้กับพรรคการเมือง

กรมประชาสัมพันธ์ คำขอรับงบฯ 2,496 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 86 ล้านบาท สส.ก้าวไกล กล่าวว่า ในเล่มงบประมาณยังไม่พบโครงการทีวีซอฟต์เพาเวอร์ ซึ่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ชี้แจงในกรรมาธิการงบฯ ว่าโครงการนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของรัฐมนตรีเท่านั้น ยังไม่มีรายละเอียดใด ๆ ของโครงการออกมา

สส.ก้าวไกล ระบุด้วยว่า โครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์เชิงรุกในเวทีต่างประเทศ มีคำของบประมาณรวม 36 ล้านบาท

น.ส.ภคมนต์ กล่าวว่า เข้าใจดีว่ากรมประชาสัมพันธ์มีภารกิจในการสื่อสาร แต่เห็นว่าต่อให้เพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ก็คงจะสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาไม่ได้ เนื่องจากปัจจัยของสถานการณ์โครงสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจไทยที่ล้าหลัง

"งบก้อนนี้ต่อให้กรมประชาสัมพันธ์ได้เพิ่มอีก 10 เท่า 100 เท่า ดิฉันคิดว่าคงจะไม่สามาถจะเพิ่มความเชื่อมั่นเชิงรุกในเวทีต่างชาติได้ เพราะมีข้อมูลการวิเคราะห์บอกว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยเริ่มล้าหลังไม่ทันโลก ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ไม่ผิดอะไรที่ทำงานไม่เข้าเป้า และนายกฯ เศรษฐา ไม่ผิดที่โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เพราะเพิ่งเข้ามาได้หนึ่งปี แต่ท่านผิดแน่ ๆ ที่ท่านเชื่ออย่างสนิทใจว่า การเดินทางไปทั่วโลกจะสร้างความเชื่อมั่น และทำให้นานาชาติมาลงทุนในประเทศไทยได้"

นอกเหนือจากการใช้งบประมาณเหล่านี้ สส.ก้าวไกล ยังมีข้อสังเกตถึงโครงการจ้างเหมาผลิตข่าว 39 ล้านบาท พร้อมกล่าวถึง กรณีที่อดีตพิธีกรและผู้ประกาศข่าวจากสถานีโทรทัศน์ที่ปิดไปแล้วย้ายเข้าไป ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการจัดจ้างเหล่านี้โปร่งใสหรือไม่ แต่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีเพจเฟซบุ๊กบางเพจของกรมประชาสัมพันธ์ที่ชื่อว่า NBT Connext มักมีการเผยแพร่ข่าวความเคลื่อนไหวของบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลด้วย

ปกรณ์วุฒิ วิจารณ์นโยบายเอไอแห่งชาติไร้ยุทธศาสตร์ เศรษฐาไม่เคยเรียกประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในด้านการพัฒนาทางดิจิทัลว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จะจัดงบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านบาท ไปเกือบถึง 10,000 ล้าน ในรอบเกือบ 7 ปี แต่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าประเทศไทยมุ่งมั่นจริงจังและไม่ใช่การการันตีความสำเร็จในการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่เขาหยิบยกมาอภิปราย คือ การตั้งงบประมาณให้ประชาชนได้รับโอกาสจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

สส.ปกรณ์วุฒิ อ้างว่า นายกฯ โดยตำแหน่งถือว่าเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ.2565-2570 นายเศรษฐา ได้ออกไปป่าวประกาศความสำคัญของเอไอ แต่กลับไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการชุดนี้เลยแม่แต่ครั้งเดียว

เขาอธิบายว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับเอไอที่มาประชุมกับ กมธ.วิสามัญ เรื่องเอไอของสภาฯ ทั้ง 32 องค์กร ต่างอ้างอิงแนวทางการทำงานจากการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้

"แต่ทุกวันนี้ หน่วยงานรัฐขับเคลื่อนนโยบายเอไอของประเทศด้วยแผนที่ถูกให้แนวทางโดยคณะกรรมการที่ประชุมไปครั้งเดียวเมื่อ 2 ปี ที่แล้ว และมีอดีตนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์) เป็นประธาน"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

สส.ก้าวไกล แจกแจงให้เห็นการตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ว่าในปีงบฯ 2568 มีโครงการทั้งสิ้น 63 โครงการ ในวงเงิน 1,414.09 ล้านบาท โดยเมื่อดูในโครงการเอไอของรัฐ พบโครงการหนึ่งที่ชื่อว่า ระบบการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านระบบอัตโนมัติ (BORA AI Chatbot) ของกรมการปกครอง วงเงิน 9.6 ล้านบาท

เขาได้ตั้งข้อสังเกตให้ กมธ. ไปตรวจสอบว่าระบบดังกล่าวใช้เอไอจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงระบบคีย์เวิร์ด เบส แชทบอต พร้อมกล่าวว่า หรือต่อให้เป็นเอไอจริงที่พัฒนาได้เองจะถือเป็นประโยชน์ที่ให้หน่วยงานอื่นไปต่อยอดไปใช้ได้หากเปิดเป็นโอเพ่นซอร์ส อย่างไรก็ตาม ปกรณ์วุฒิ ตั้งคำถามว่า หากรัฐจะพัฒนาเอไอขึ้นมาจริง ๆ จะให้ต้นแบบเอไอแชตบอทของหน่วยงานรัฐไทย ทำโดยกรมการปกครองจริง ๆ หรือ

"นี่คือผลของการเอาแต่ป่าวประกาศว่าจะทำนั่นทำนี่ แต่ไม่วางแผนหรือมียุทธศาสตร์ชัดเจน สุดท้ายจะซ้ำรอยเดิมที่ปล่อยให้หน่วยงานต่างคนต่างขอ ใครอยากได้งบก็แค่ห้อยท้ายว่า เอไอ ปัญญาประดิษฐ์ และก็บอกว่าทำตามนโยบายของรัฐบาล"

สส.ก้าวไกลเสนอะแนะว่า ถึงเวลาต้องมีเจ้าภาพเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเตรียมพร้อมรับคลื่นความเปลี่ยนแปลงคลื่นใหญ่ของโลก

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวยังกล่าวถึงแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ที่รัฐบาลประกาศว่าจะใช้ในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยเสนอว่าขอให้นำบริการภาครัฐต่า งๆ มาใช้ในแอปฯ ทางรัฐให้มากที่สุด มิเช่นนั้นหลังจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจบลง แอปฯ ทางรัฐ ก็จะกลายแอปฯ ร้าง ซึ่งเมื่อดูในร่างงบฯ 68 ไม่มีการตั้งเป้าหมายเรื่องนี้แต่อย่างใด

ด้านายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่ารัฐบาลมีการวางแผนเรื่องการใช้แอปฯ ทางรัฐ ร่วมกับบริการภาครัฐอื่น ๆ หลังจบโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ ดังที่ฝ่ายค้านอภิปรายก่อนหน้านี้