ฝ่ายค้านรุมวิจารณ์ตั้งงบกลางดันดิจิทัลวอลเล็ต จากนโยบาย “เรือธง” สู่ “เรือเกลือ”

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เศรษฐา ทวีสิน ใช้กว่า 1 ชม. ครึ่งในการนำเสนอหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ต่อสภา

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย.

นี่ถือเป็นการจัดทำงบประมาณในปีที่ 2 ของรัฐบาลผสม 11 พรรค รวม 314 เสียง แต่เป็นจัดทำงบประมาณอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของรัฐบาล “เศรษฐา” ภายใต้กรอบวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงบปีก่อน 7.8%

แต่ถึงกระนั้น บรรดานักการเมืองฝ่ายค้านเห็นว่า “ไม่มีอะไรใหม่” เนื่องจากรายละเอียดแทบจะเหมือนเดิม ขาดเป้าหมายทางนโยบายที่ชัดเจน และรุมวิจารณ์เรื่องการตั้งงบกลาง 152,000 ล้านบาท เพื่อใช้ทำโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้แก่ประชาชน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำเสนอหลักการของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ต่อที่ประชุมสภา ก่อนเปิดให้สมาชิกอภิปราย 3 วัน โดยรัฐบาลกับฝ่ายค้านได้เวลาฝ่ายละ 20 ชม.

นายกฯ ย้ำจำเป็นต้องตั้งงบขาดดุล เพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า”

นายกรัฐมนตรีกล่าวนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 วงเงินรวม 3,752,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2567 จำนวน 272,700 ล้านบาท โดยเป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุล พร้อมย้ำความจำเป็นเพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ” รัฐบาลประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่ 2,887,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.8% ของจีดีพี และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 865,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.4% ของจีดีพี ซึ่ง “ยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยทางการคลังและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว”

การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีโอกาสขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.5-3.5% (ณ 20 พ.ค. 2567) อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.7-1.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุล 1.5% ของจีพีดี

นายเศรษฐารายงานฐานะการคลังต่อสภาว่า หนี้สาธารณะคงค้าง (ณ 31 มี.ค. 2567) มีจำนวน 11,474,154 ล้านบาท หรือคิดเป็น 63.371% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง (ณ 30 เม.ย. 2568) มีจำนวน 430,076.3 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2566 มีจำนวน 224,483.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งนายกฯ ใช้คำว่า “จัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก”

2 รมช.คลัง สังกัดพรรคเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, 2 รมช.คลัง สังกัดพรรคเพื่อไทย - จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ระหว่างการอภิปรายงบปี 2568

ผู้นำรัฐบาลย้ำว่า ในช่วงปลายปี 2567 นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะถึงมือคนไทย 50 ล้านคน เกิดเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับฐานราก กระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การสั่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และหมุนกลับมาเป็นเงินภาษีให้กับภาครัฐ เพื่อใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศต่อไป

เขายังพูดถึงการประกาศวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า เป็นเป้าหมายของการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของ 8 ด้าน ในจำนวนนี้คืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศทั้งปีกว่า 36.7 ล้านคน อีกทั้งรัฐบาลยังมีแผนทำให้ปี 2568 เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่”

CG

ชัยธวัชซัด มุ่งแสวงหาความนิยมแบบมักง่าย-สายตาสั้น

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรก โดยระบุตอนหนึ่งว่า หากจะมีอะไรใหม่สำหรับวาระของรัฐบาลที่สะท้อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ คงมีแค่เรื่องเดียวคือ “ความพยายามจะผลักดันในระดับดันทุรังเพื่อให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้นทำได้สำเร็จ ดันทุรังแบบที่เรียกว่าเจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้” โดยงบที่ใช้ทำโครงการดังกล่าวอยู่ในงบกลาง เป็นรายการตั้งชื่อใหม่ว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 152,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.9% ของงบกลางทั้งก้อน 805,745 ล้านบาท

เขาวิจารณ์ว่า ความพยายามจัดสรรงบเพื่อใช้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เสี่ยงทำให้เกิดปัญหาทางการคลังทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย การจ่ายหนี้ภาครัฐสูงขึ้นในอนาคต และเสียพื้นที่ทางการคลังหากจำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉินหรือลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ และยังวิเคราะห์ด้วยว่าสาเหตุที่รัฐบาลต้องผลักดันโครงการนี้ เป็นเพราะรัฐบาลประสบปัญหาวิกฤตความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล และพอมาบริหารประเทศจนตอนนี้ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นได้ จึงเหลือความหวังเดียวว่าต้องผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ตให้สำเร็จ

“เราไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่จะมุ่งแสวงหาความนิยมจากประชาชนแบบมักง่าย สายตาสั้นแบบนี้ แต่ต้องการรัฐบาลที่ผลักดันนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ มีเจตจำนงผลักดันนโยบายตอบโจทย์ประเทศ ไม่ใช่ตอบโจทย์การเมืองของพรรคแกนนำรัฐบาล... การจัดสรรงบปี 2568 จึงเป็นการจัดที่ไม่ได้เอาโจทย์ประเทศเป็นตัวตั้ง แต่มุ่งแก้ไขวิกฤตทางการเมืองของตนเอง โดยเอาโอกาสและอนาคตของประเทศวางเป็นเดิมพัน อย่างที่บอกว่าประเทศเจ๊งไม่ว่า แต่ต้องรักษาหน้าพรรคแกนนำรให้ได้” นายชัยธวัชกล่าว

ชัยธวัช ตุลาธน คือฝ่ายค้านคนแรกที่อภิปรายภาพรวมของงบประมาณปี 2568

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชัยธวัช ตุลาธน คือฝ่ายค้านคนแรกที่อภิปรายภาพรวมของงบประมาณปี 2568

จากที่อภิปรายมาทั้งหมด หัวหน้าพรรค ก.ก. จึงสรุปว่าการจัดงบปีนี้เป็นงบที่มีปัญหาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือดิจิทัลวอลเล็ต วิสัยทัศน์ Ignite (ก่อประกายไฟ) จึงกลายเป็น Ignore (เพิกเฉย) Thailand จึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบฉบับนี้ได้

ศิริกัญญาเผยจตัดทำงบทำลายสถิติการคลังไทย

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ก.ก. รวบรวมข้อมูลมาฉายภาพการจัดทำงบปี 2568 ของรัฐบาลว่า “ทำลายสถิติการคลังไทย” ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงบที่มีรายจ่ายสูงสุดในรอบ 14 ปี, การกู้ขาดดุลต่อจีดีพีสูงสุดในรอบ 36 ปี, รายจ่ายลงทุนต่องบสูงสุดในรอบ 17 ปี, ดอกเบี้ยต่อรายได้สูงสุดในรอบ 14 ปี, หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงสุดในรอบ 29 ปี แต่ยังมีเรื่องดีคือการชำระคืนเงินต้นสูงสุดในรอบ 31 ปี

“ประเทศไทยเราไม่เคยต้องกู้เงินมากมายขนาดนี้เพื่อชดเชยการขาดดุล ดูเหมือนรัฐบาลจะเริ่มเสพติดการขาดดุลแล้ว เพราะกู้เงินเต็มเพดานทุกปีตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา... แต่ในปี 2567-2568 กู้สูงถึง 99% ของจีดีพี ปัญหาคือเมื่อเราใช้จ่ายเกินตัว แต่หาเงินไม่ทัน ทำให้ชีวิตเราเสี่ยง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เสี่ยงแค่คน ๆ เดียว แต่รัฐบาลนี้ที่ใช้เงินมือเติบ ท่านกำลังพาประเทศไปเสี่ยงด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน น้ำท่วมหนัก แล้งหนัก หรือมีโรคระบาดอีกครั้ง เราจะไม่เหลือพื้นที่และงบประมาณไปรองรับเช่นนั้นได้ แต่ที่รัฐบาลทำอยู่คือ โนสน โนแคร์ ว่าประเทศไปเสี่ยงเช่นนี้ เพราะแค่ต้องการให้มีเงินมากพอที่จะทำโครงการเดียวนั่นคือ ดิจิทัลวอลเล็ต” น.ส.ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกต

ศิริกัญญา ตันสกุล ไล่ประเด็นว่างบ 68 ทำลายสถิติการคลังของไทยอย่างไร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศิริกัญญา ตันสกุล ไล่ประเด็นว่างบ 68 ทำลายสถิติการคลังของไทยอย่างไร

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคสีส้มบอกว่า ยังต้องลุ้นกันต่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะได้ทำหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ แต่กลับเพิ่มรายการใหม่เข้ามาในงบกลาง คือ 1. รัฐบาลได้หาทางหนีทีไล่ หากไม่ได้ทำ ก็จะได้ทำอย่างอื่นได้ง่ายขึ้น 2. ที่ไม่ได้ใส่ลงไปในรายจ่ายฉุกเฉิน แต่นำมาใส่ในงบกลาง เพราะหากใส่ในรายจ่ายฉุกเฉิน จะเกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ไม่ให้เกิน 3.5% 3. หาเจ้าภาพไม่ได้ จึงนำมาแปะลอย ๆ ถือเป็นการบริหารที่ผิดพลาดจากการหาเจ้าภาพไม่ได้ จึงต้องใช้ข้ออ้างนำมาแปะไว้ในงบกลาง

เธอมองว่า ไม่ใช่แค่รัฐบาลเอาตัวเองไปเสี่ยง เอาประเทศเป็นเดิมพัน แต่ยังเอาข้าราชการประจำไปเสี่ยงด้วย และเงินจาก ธกส. จะใช้ได้หรือไม่ได้ หรือจะเป็นไปตามเจตนาของ ธกส. หรือไม่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ส่งให้กฤษฎีกาตีความ หรือแม้แต่จะส่งเข้าบอร์ด ธกส.ตีความก็ยังไม่ทำ จึงขอฝากไปถึงข้าราชการประจำ หากท่านพบว่ามีข้อผิดพลาดขอให้ส่งหนังสือท้วงติงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อความไม่ชอบมาพากล ทั้งในด้านกฎหมายและวิชาการ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

จุรินทร์วิจารณ์ 5 ขี้เหร่งบ 68 ตั้งฉายาใหม่ “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ”

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นอีกคนที่อภิปรายโจมตีการจัดสรรงบกลางเพื่อทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

เขาตั้งฉายางบปี 2568 ว่าทั้ง “ขี้ฮก” และ “ขี้เหร่” เพราะตอนเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 เข้าสภาวาระที่ 1 นายกฯ ให้สัญญากลางสภาจะทำ 4 เพิ่ม 1 ลด เช่น เพิ่มรายได้ให้ประเทศ และลดการขาดดุลงบ แต่พอเปิดเอกสารงบประมาณปีนี้กลายเป็นละครคนละซีรีส์ “เหมือนเห็นสภาเป็นศาลาโกหก” พร้อมชี้ให้เห็น 5 เรื่อง “ขี้เหร่”

รายได้: มีการประเมินรายได้สุทธิปี 2567 ที่ 80.01% ส่วนปีนี้อยู่ที่ 76.9% ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้ว ไม่ตรงกับที่นายกฯ สัญญาไว้กับสภา

การขาดดุลงบประมาณ: นอกจากไม่ลด ยังเพิ่มการขาดดุลมหาศาล จาก ขาดดุล 693,000 ล้านบาทในปี 2567 เพิ่มเป็น 856,700 ล้านบาทในปีนี้ หรือเพิ่ม 152,000 ล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เกือบชนวินัยการเงินการคลัง หากรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี จะขาดดุลต่อไป และส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 65.06% ต่อจีดีพีในปี 2567 เป็น 67.57% ต่อจีดีพีในปี 2570

เงินกู้: งบประมาณ 2 ปี รัฐบาลกู้มาชดเชยการขาดดุลถึง 1.5 ล้านล้านบาท รวมถึงการกู้มาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 152,000 ล้านบาท ยังไม่รวมส่วนต่างที่เหลือที่ต้องกู้เพิ่มอีก หากรวม 2 ปีรัฐบาลกู้เกือบ 2 ล้านล้านบาทแล้ว “เมื่อปีที่แล้ว ผมตั้งฉายาให้กับนายกรัฐมนตรีว่าเป็น นักกู้ถุงเท้าสีชมพู แต่ปีนี้ ขอให้เป็น นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ”

การตั้งจีดีพีเกินจริง: เพราะตั้งตัวเลขประมาณการจีดีพีปี 2567 ไว้ที่ง 5.4% มาเอกสารงบปีนี้เหลือ 4.1% ส่วนจีดีพีปี 2568 ใส่ไป 4.9% แต่ทุกสำนักประเมินว่าจะโตได้ 3% แม้แต่ สศช. ก็ยังบอกเช่นนั้น “เลยกลายเป็นจีดีพีเกินจริง เป็นจีดีพีฟองสบู่”

โครงการดิจิทัลวอลเล็ต: จากนโยบาย “เรือธง” กลายเป็นนโยบาย “เรือเกลือ” ไปแล้ว เมื่อรัฐบาลสัญญากับประชาชนไว้แล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบ ล่าสุดรัฐบาลแถลงออกมา 3 ข้อ ได้แก่ 1. แจกแน่ในไตรมาส4 2. แจกรวดเดียว 500,000 ล้านบาท ไม่แยก นั่นหมายความว่าต้องมีเงินครบงบปี 2568 จำนวน 152,000 ล้านบาท, งบปี 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท, กู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธอส.) จำนวน 172,000 ล้านบาท แปลว่าวันนี้ยังไม่มีเงินสักกบาทที่จะใช้ในโครงการนี้ใช่หรือไม่ เพราะงบปี 2568 ต้องรอผ่านสภา งบปี 2567 ยังไม่ออก งบ ธกส. ยังไม่ได้

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตั้งฉายานายกฯ ว่า “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตั้งฉายานายกฯ ว่า “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ”

“มีคนนินทาว่าสุดท้ายคงต้องเอางบฉุกเฉินปี 2567 ที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท และพบพิรุธว่าเบิกจ่ายงบฉุกเฉินต่ำมาก ๆ มีคนบอกว่าตั้งใจ จะได้เอาเงินมาแจก บรรลุเป้าหมายการเมือง ถ้าทำแบบนี้จริง รัฐบาลใจดำมาก เพราะพยายามไม่ใช่เงินปี 2567 ทำให้จีดีพีโตต่ำเตี้ย เพียงเพื่อให้เหลือเงินไปสนองพรรคการเมือง” นายจุรินทร์กล่าว

สส.ภูมิใจไทย พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองก่อนถึงเดือนมหามงคล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส.ภูมิใจไทย พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองก่อนถึงเดือนมหามงคล
มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ นั่งบัลลังก์ ครม. ในห้องประชุมสภาฯ ครั้งแรก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ นั่งบัลลังก์ ครม. ในห้องประชุมสภาฯ ครั้งแรก

โฆษกเพื่อไทยสวนก้าวไกล ถ้าศาลสั่งยุบพรรคคือ “เจ๊งของจริง”

ผลจากการอภิปรายโจมตีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ทั้งรัฐมนตรีและ สส. สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายปกป้องนโยบายดังกล่า โดยนายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค พท. กล่าวยืนยันว่า งบปี 2568 มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขอให้สบายใจการจัดสรรงบอยู่ในเกณฑ์รักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง ที่ฝ่ายค้านบอกว่าจัดงบแบบ “เจ๊งไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” ไม่เป็นความจริง ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ รัฐบาลอาจจะยุบสภา นายกฯ อาจลาออก แต่ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้

“ผมไปดูความหมายของคำว่า ‘เจ๊ง’ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภาสถาน หมายความว่า การเลิกกิจการแบบหมดทุน แต่ประเทศไทยไม่มีหมดทุน ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ ประเทศไทยก็ต้องเดินต่อ แม้จะยุบสภาแล้ว แต่นายกฯ ยังต้องอยู่รักษาการ นอกจากนี้คำว่า ‘เจ๊ง’ ยังหมายถึงสิ้นสุด หากนึกไม่ออก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค นี่แหละคือสิ้นสุดหรือเจ๊งของจริง” โฆษกพรรค พท. กล่าว

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีคลังทั้ง 3 คนได้ลุกขึ้นชีแจงข้อซักถามของฝ่ายค้าน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า แม้งบปี 2568 จัดแบบขาดดุล แต่ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ขณะนี้ภาคครัวเรือนมีปัญหา ไม่มีกำลังซื้อ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรก็หดตัวลง เป็นปัญหาที่สะสมยาวนาน หนี้ภาคครัวเรือนสูงกว่า 90% ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ส่อแนวโน้มเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้ภาคการผลิตเริ่มมีสัญญาณทางบวกด้านส่งออก เป็นผลจากการอัดฉีดงบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ

“โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อบริโภค ถือเป็นการกระตุ้นในจังหวะที่เหมาะสม” ขุนคลังกล่าว และย้ำว่า รัฐบาลได้วิเคราะห์เศรษฐกิจทุกมิติ พร้อมแก้ปัญหาระยะสั้นเรื่องปากท้อง และระยะยาวเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ตอบโต้ว่าการผลักดันโครงการแจกเงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่อง “เสียหน้า” เพราะไม่ใช่โครงการพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นโครงการรัฐบาล ยืนยันทำได้และต้องทำก่อน รัฐบาลเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดเม็ดเงินเข้าระบบ ให้ประชาชนมีเงินไปต่อยอดในอาชีพ พร้อมอ้างว่า “เรารับมรดกมาจากรัฐบาลก่อนหน้า” ซึ่งหนี้ครัวเรือนแตะระดับกว่า 90% แล้ว ส่วนการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นข้อเสนอจากหน่วยงานที่รัฐบาลต้องรับฟัง บางอย่างต้องถอยเพื่อเดินหน้าโครงการ ไม่ใช่ไม่รอบคอบ แต่เป็นการคิดนอกกรอบ

สำหรับกรอบเวลาในการอภิปรายงบปี 2568 ตามที่วิป 2 ฝ่ายตกลงกันไว้จะใช้เวลา 3 วัน รวมเวลาทั้งสิ้น 40 ชม. แบ่งเป็น เวลาของ สส.รัฐบาล และคณะรัฐมนตรี (ครม.) 20 ชม. ฝ่ายค้าน 20 ชม. ส่วนที่เหลือเป็นเวลาของประธานสภา/รองประธานสภา 1 ชม. โดยคาดว่าจะลงมติได้ก่อนเวลา 24.00 น. ของวันที่ 21 มิ.ย.