งบ 68: รัฐบาลยืนยันไม่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพราะกู้เงิน กยศ. ไม่ได้

สภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ในวันที่ 2 ของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ฝ่ายค้านพุ่งเป้าอภิปรายการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ในจำนวนนี้คืองบด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้คนไทย โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่เด็กหลุดจากระบบการศึกษา “เพราะไม่สามารถกู้ยืมเงินจากกองทุน กยศ. ได้”

ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินปี 2568 ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ วันนี้ (21 มิ.ย.) ปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วงเงิน 3.4 แสนล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เสนอของบมา 19,000 ล้านบาท หลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลจัดสรรให้งบแค่ 800 ล้านบาท หรือไม่ถึง 5%

“หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจต้องตัดเงินของเด็กที่เข้าโครงการไปแล้ว ทำให้เด็กไม่มีเงินเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษา ทำให้นักเรียนถูกตัดออกจากระบบการศึกษา” ปารมีกล่าว และเรียกร้องไปยังสภาให้พิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กยศ. จากร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาชุดที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาให้ลดอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืม และไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ผิดนัดชำระ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา

สส.ก้าวไกล ซึ่งเป็นอดีต “ติวเตอร์” ยังอ้างถึงข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า มีเด็กไทยหลุดออกนอกระบบแล้ว 1.02 คน จากเด็กไทยทั้งหมด 12 ล้าน หรือทุก ๆ 100 คน จะมีเด็ก 8 คนหลุดนอกระบบ โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาจากความยากจน ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2568 กสศ. เสนอของบมา 7,800 ล้านบาท แต่รัฐบาลให้ 6,900 ล้านบาท

กสศ. ระบุว่า ในปีการศึกษา 2566 เด็กกลุ่มยากจนรุนแรงที่สุดของประเทศได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพียง 12.4% หรือ 21,921 คน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS ราคาแพง ทำให้หมดโอกาสได้เลื่อนสถานะทางชนชั้น

อีกปัญหาที่ ปารมี ยกมาอภิปรายคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน (รร.) ขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก โดยครูพากันขอย้ายไปอยู่ รร. ในเมือง เพราะ รร. ชนบททำงานหนัก แต่ได้เงินเดือนเท่ากัน

“ผู้บริหาร รร. ขนาดใหญ่ในเมืองมีการทุจริต หากครูคนไหนจะทำเรื่องขอย้ายไปอยู่ รร. ขนาดใหญ่ในเมือง ต้องจ่ายใต้โต๊ะกิโลฯ ละแสนบาท คือวัดระยะทาง รร. เก่า กับ รร. ใหม่ว่าห่างกันกี่ กม. ก็คูณไปกิโลฯ และแสนบาท ดิฉันฟังแล้วเศร้าสลดมาก” ปารมี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมา

ปารมี ไวจงเจริญ ผู้เป็นอดีตติวเตอร์ อภิปรายปัญหาการจัดสรรงบด้านการศึกษา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ปารมี ไวจงเจริญ ผู้เป็นอดีตติวเตอร์ อภิปรายปัญหาการจัดสรรงบด้านการศึกษา

สส.ก้าวไกล กล่าวต่อไปว่า นอกจาก รร. ชนบทจะขาดแคลนครู ยังขาดแคลนปัจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ดิจิทัล ถ้าไปดูโครงการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งเป็นอภิมหาโปรเจกต์ความภาคภูมิใจของรัฐบาล ได้รับการจัดสรรงบ 15,491.9 ล้านบาท เพื่อซื้อแท็บเล็ตหรือแลบท็อปแจกจ่ายให้นักเรียนชั้น ม. 4-6 และครู

รร. คุณภาพ 932 แห่ง ได้ 593,289 เครื่อง แบ่งเป็น การแจกให้นักเรียน 536,902 เครื่อง และแจกให้ครู 56,387 เครื่อง

รร.ขยายโอกาส 86 แห่ง ได้ 14,366 เครื่อง แบ่งเป็น การแจกให้นักเรียน ม.4-6 ให้ รร. 11,089 เครื่อง และแจกให้ครู 59,644 เครื่อง

เธอเห็นว่า โครงการนี้ “ซ้ำเติม” ความเหลื่อมล้ำ เพราะรัฐบาลแจกให้นักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เท่านั้น ครอบคลุมนักเรียนเกือบ 6 แสนคน จากนักเรียน ม. ปลายที่มีกว่า 1 ล้านคน และนักเรียนที่จะได้รับแจกแท็บเล็ตส่วนใหญ่เป็นนักเรียนใน รร. คุณภาพที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แล้วนักเรียน รร. ในชนบทจะได้กี่คน

นายกฯ เศรษฐา กับ รมช.จุลพันธ์ ระหว่างการประชุมสภาเพื่ออภิปรายงบในวันที่สอง เมื่อ 20 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายกฯ เศรษฐา กับ รมช.จุลพันธ์ ระหว่างการประชุมสภาเพื่ออภิปรายงบในวันที่สอง เมื่อ 20 มิ.ย.

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะกำกับกองทุน กยศ. ชี้แจงว่า งบที่ กยศ. เสนอขอในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยเป็นการปรับตัวเข้ากับ พ.ร.บ. ใหม่ จากการหารือกับสำนักงบประมาณสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวงเงินที่เหลือในกองทุน และรับเงินจากลูกหนี้ที่จบการศึกษาไปแล้ว จึงจัดสรรงบให้ 800 ล้านบาท แต่ถ้าไม่พอก็ยังมีกลไกอื่นรองรับคืองบกลาง

“ยืนยันได้ว่าจะไม่มีนักศึกษานักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถกู้ยืมเงินจาก กยศ. ได้ ยังตั้งเป้าให้กู้ยืมได้ 6.2 แสนราย เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเก่า 75% และอีก 25% เป็นผู้กู้ใหม่” รมช.คลังกล่าว

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่า มีประเด็นที่ต้องบริหารจัดการคือการคืนเงินให้กับผู้กู้ยืมเงิน คิดเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขเรื่องเบี้ยปรับที่ลดลงจาก 18% เป็น 0.5% ทำให้ต้องคำนวณเงินชำระคืนใหม่ แต่อยู่ในกรอบบริหารจัดการได้

“กยศ. กลายเป็นเป้าสุดท้ายที่ผู้กู้จะมาคืน เพราะไม่โดนฟ้อง ไม่มีการค้ำประกัน และดอกเบี้ยถูกสุดหากเทียบกับหนี้สินส่วนอื่น ๆ เขาก็ไปชำระหนี้อื่นก่อน” รมช.คลังกล่าว แต่ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีแนวคิดปรับแก้กฎหมาย เพราะรัฐสภาปรับแก้มา ดังนั้นต้องรับภาระมาบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้กู้ โดยได้การมอบนโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หาวิธีจูงใจให้ชำระคืนเงินกู้ กยศ.

ในแต่ละปี กยศ. จะปล่อยเงินกู้ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเงินกู้เพื่อการศึกษาราว 4 หมื่นล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ต่อปี โดยปัจจุบันมีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้มีกว่า 3.5 ล้านราย คิดเป็นเงิน 4.54 แสนล้านบาท ในส่วนของหนี้ที่คงค้างขณะนี้ 5.3 ล้านราย ผิดนัด 49% มีผู้ถูกดำเนินคดีไปแล้วตั้งแต่ปี 2547 จำนวน 5 ล้านคน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดูแลและให้บูรณาการความร่วมมือกัน

ในปี 2566 มีการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 มี.ค. 2566 โดยสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ จากเดิมเมื่อลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้มาแล้ว จะตัดยอดดอกเบี้ยผิดนัดชำระก่อน ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่และเงินต้น แต่การคำนวณใหม่จะเริ่มจากตัดเงินต้นก่อน จากนั้นจึงตัดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ และดอกเบี้ยผิดนัดชำระ นอกจากนี้ยังปรับลดอัตราเบี้ยปรับใหม่เป็นไม่เกิน 1% ต่อปี ส่วนค่าปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้คิดเพียง 0.5 % ต่อปี ทั้งนี้ให้มีผลย้อนสำหรับผู้กู้ที่ยังมีบัญชีกู้ยืมกับ กยศ. ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.5 ล้านราย

ไอติมเปรียบจัดงบสร้าง-ซ่อมเรือเพื่อส่งคนไปหาปลา แต่ไม่แจกเบ็ด

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ก.ก. อภิปรายเรื่องการจัดสรรงบด้านการศึกษา เรียนรู้ ยกระดับทักษะ วงเงิน 5.1 แสนล้านบาท โดยพบว่ามี 3 ปัญหาใหญ่ สรุปได้ ดังนี้

  • “งบเรียนรู้ที่ไม่เน้นเรียนรู้” เช่น โครงการพลิกโฉมแรงงาน วงเงิน 381 ล้าน แต่พอไปดูไส้ในกลับพบว่า 20% ของงบก้อนนี้ใช้ไปกับการพลิกโฉมอาคาร
  • “งบที่ต่างคนต่างทำ” ทำให้แต่ละหน่วยงานซ้ำซ้อนกัน เช่น มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทักษะทุกช่วงวัยซ้ำซ้อนกัน และข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน
  • “งบที่ผู้เรียนไม่ได้เลือก ผู้เลือกไม่ได้เรียน” โดยกระทรวงคิดแทน รร. ว่าจะใช้งบทำอะไร เช่น รร.แห่งหนึ่งในภาคเหนือ อยากซ่อมอาคาร แต่กลับได้งบซ่อมส้วม “แต่พอถามจะรับไหม รร. ต้องเอาไว้ก่อน เพราะกำขี้ดีกว่ากำตด” อีกทั้งรัฐยังคิดแทนตลาด เน้นทำให้เสร็จตามตัวชี้วัดที่วางไว้ ไม่ได้เน้นสำเร็จ
ไอติม-พริษฐ์ เสนอแนวทางจัดงบบูรณาการการเรียนรู้และการยกระดับทักษะตลอดชีวิต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ไอติม-พริษฐ์ เสนอแนวทางจัดงบบูรณาการการเรียนรู้และการยกระดับทักษะตลอดชีวิต

โดยภาพรวมของงบปี 2568 พริษฐ์ เห็นวา รัฐบาลยังเลือกลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่า ถนน หรืออาคารสำนักงาน แต่สิ่งที่เพิ่มในปีนี้คือแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทว่าสิ่งที่เป็นปัญหาคือการลงทุนพัฒนาทักษะคนในประเทศ

“เปรียบเหมือนเรากำลังสร้างเรือซ่อมเรือเพื่อเร่งส่งคนออกไปตกปลา ปีนี้เราอาจจะมีการแถมปลาแจกปลาให้เขามีติดไม้ติดมือไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่เคยให้พวกเขาเลยคือเบ็ดตกปลาที่มีประสิทธิภาพ ทันยุคสมัย เท่าทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง” โฆษกพรรค ก.ก. กล่าว

เขาเสนอให้ ลงทุนในเบ็ดตกปลาที่มีชื่อว่า “งบบูรณาการการเรียนรู้และการยกระดับทักษะตลอดชีวิต” ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ผ่าน 3 อย่าง ได้แก่ อัดฉีดงบให้ท้องถิ่นดูแลเด็กเล็ก 1,000 วันแรก, ระเบิดงบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ถึงมือโรงเรียน ครู และนักเรียน และลงทุนในเมกะโปรเจกต์ด้านทักษะ เพื่ออุดหนุนคูปองฝึกทักษะให้ทุกคนทุกช่วงวัย

วิโรจน์ เปรียบ สุทิน เป็น “โฆษกกองทัพ”

ส่วนในช่วงค่ำ เป็นการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ได้รับการจัดสรร 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปีก่อน 5,179 ล้านบาท โดยฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าไม่มียุทธศาสตร์ ไม่คำนึงบริบทความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป และภัยคุกคามรูปแบบใหม่

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ตั้งหัวข้อในการอภิปรายของเขาว่า "งบกลาโหม แบบหวังว่า แล้วทุกอย่างจะดีเอง สาธุ" โดยกล่าวหานายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เป็นเพียง “หุ่นเชิด” และ “โฆษกของกองทัพ” ดำเนินนโยบายต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม

จนถึงเวลา 20.00 น. นายสุทินยังไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงแต่อย่างใด

สำหรับข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบของกระทรวงกลาโหมจากนายวิโรจน์ สรุปได้ ดังนี้

หนึ่ง กระทรวงกลาโหมมีรายจ่ายลงทุนในอัตราต่ำอย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูล ณ 7 มิ.ย. 2567 พบอัตรารายจ่ายการลงทุนอยู่ที่ 17.67% โดยกองทัพบก (ทบ.) ต่ำที่สุด 4.89% และคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนไม่ทัน ไม่ส่งเสริมความมั่นคงของประเทศต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป โดย รมว.กลาโหม เพิ่งจะระดมเปิดใบสั่งซื้อช่วงท้ายปีงบประมาณ ซึ่งนายวิโรจน์อ้างถึงกระแสข่าวว่า “ที่ล่าช้าเพราะต้องใช้เวลาในการเรียกรับเงินทอนจากบริษัทโบรคเกอร์ แต่ไม่ยอมสั่งซื้อยานเกราะจากผู้ผลิตในประเทศที่มีประสิทธิภาพ เพียงแต่ไม่มีสำรองเงินทอนไว้ปรนเปรอนายพล”

สอง งบบุคลากรของกองทัพที่ลดลง เป็นเพราะการทยอยเกษียณของกำลังพลในช่วงยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นการเกษียณตามธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดจากความพยายามของ รมต. และแทนที่ จะใช้โอกาสนี้ทำให้กองทัพอยู่ภายใต้พลเรือน เร่งควบรวมหน่วยงานต่าง ๆ หรือปิดอัตราบรรจุเพื่อไม่ให้มีการบรรจุใหม่ กลับไม่ดำเนินการปรับโครงสร้างใด ๆ

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นั่งฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นั่งฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน

สาม ทบ. ว่าให้ความสำคัญกับโดรนต่ำ โดยมีการจัดซื้อในปีงบประมาณ 2568 เพียง 10 ตัว ทั้งที่สถานการณ์ความมั่นคงแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงทราบมีการใช้โดรนพลีชีพ ระเบิดนำวิถี รวมถึงยังมีแนวโน้มการกระทำผิดดฎหมาย ทั้งยาเสพติด ค้ามนุษย์ และของเถื่อนก็มีความถี่มากขึ้น รวมถึงยังมีรายงานการปะทะต่าง ๆ มีการใช้โดรนมาปฏิบัติการ ส่วนระบบ Anti-โดรน ของฝ่ายตรงข้าม ก็มีงบประมาณสนับสนุนเล็กน้อยเพียง 540 ล้าน “สะท้อนการประเมินสถานการณ์ต่ำ และล้าหลัง ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินมา”

สี่ งบซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพ แม้จะเพิ่มจากปีที่แล้ว 92 ล้านบาท แต่งบสำหรับจัดหาอุปกรณ์และชิ้นส่วนกลับลดลงถึง 580 ล้านบาท จึงเชื่อว่ายานเกราะที่จอดรอซ่อม ก็จะยังไม่สามารถซ่อมบำรุงได้ โดยเฉพาะยานเกราะล้อยางที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-เมียนมา สวนทางกับงบค่ารถประจำตำแหน่งของนายพลที่ได้รับงบประมาณ 550 ล้านบาท

ห้า งบค่าใช้จ่ายในการฝึกศึกษาทางการทหาร ซึ่งได้เพิ่มเป็น 582 ล้านบาท ทั้งที่ยอดการเกณฑ์ทหารลดลง และงบบุคลากรก็ลดลง

หก งบค่าใช้จ่ายสนับสนุนการส่งกำลังและซ่อมบำรุง และผลิตเพื่อแจกจ่ายของ ทบ. ซึ่งได้งบเพิ่มเป็น 1,286 ล้านบาท ซึ่งงบดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตทุกปีงบประมาณว่ามีอัตราการเบิกจ่ายต่ำ และมักถูกโยกไปเบิกจ่ายซื้ออาวุธประเภทอื่น โดยอ้างระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการงบประมาณปี 2563 เป็นเครื่องมือ ซึ่งหากการใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ผู้บัญชาการเหล่าทัพสามารถแจ้งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายได้ เพราะเป็นวัตถุประสงค์เดียวกัน จึงขอให้กรรมาธิการ (กมธ.) ได้พิจารณางบประมาณดังกล่าวนี้อย่างเข้มงวดด้วย เพราะ รมว.กลาโหม จะเป็นผู้รับทราบภายหลัง หลังเหล่าทัพเปลี่ยนแปลงงบประมาณแล้วภายใน 45 วัน “หวังว่านายสุทินจะกล้าแก้ระเบียบฉบับนี้ เพื่อไม่ให้รัฐมนตรีเป็นเพียงหัวหลักหัวตอ”

เจ็ด งบผูกพันการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 วงเงิน 19,500 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในงบกองทัพ โดยของบผูกพัน 5 ปี โดยเรียกร้องให้การจัดซื้อ จะต้องคำนึงถึงนโยบายการชดเชยที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ร่วมด้วย

วิโรจน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นี่เป็นอีกปีที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายงบของกระทรวงกลาโหม