2 ทศวรรษ นายกฯ ไทยจัดรายการ ก่อนประเดิมเทปแรก “คุยกับเศรษฐา”

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เนื้อหาของรายการ “คุยกับเศรษฐา” ที่จะออกอากาศเทปแรก จะเล่าถึงการลงพื้นที่พบประชาชนของนายกฯ ด้วย
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ภายหลังรอคอยกันมา 1 เดือนเต็ม ประชาชนชาวไทยจะได้รับชมรายการใหม่ของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่ใช้สื่อสารความคิดผ่านสื่อของรัฐในวันพรุ่งนี้

รายการที่ใช้ชื่อว่า “คุยกับเศรษฐา” จะออกอากาศทุกวันเสาร์ที่สามของเดือน เวลา 08.00 น. ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT 2HD)

ในการออกอากาศตอนแรก ได้บันทึกเทปเอาไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ 12 มิ.ย. โดยมี ธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตพิธีกรข่าวสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวีที่เพิ่งปิดตัวลง ซึ่งจะย้ายมาจัดรายการที่ NBT ตั้งแต่สัปดาห์หน้า

นายกฯ คนที่ 30 มีแนวคิดจะฟื้นรายการทำนองเดียวกับ “นายกฯ พบประชาชน” ของ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 โดย เศรษฐา ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ว่า “อยากสื่อสารกับพี่น้องประชาชนแบบสม่ำเสมอ” ก่อนวางฤกษ์ออกอากาศเทปแรก 15 มิ.ย. แต่เจอ "โรคเลื่อน" ไปอีกสัปดาห์เป็น 22 มิ.ย. หรือ 13 เดือนนับจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566

นี่ถือเป็น “เครื่องมือการสื่อสาร” ที่ผู้นำรัฐบาลทุกชุดทำต่อเนื่องกันมา ประหนึ่งเป็นประเพณีทางการเมืองไทย ไม่ว่าจะ นายกฯ ยุคหลังรัฐประหาร หรือนายกฯ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ล้วนแต่มีรายการ “กระจายข่าว” ของตัวเองทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามรูปแบบรายการนั้นแตกต่างกันไปตามบุคลิกของผู้นำ

บีบีซีไทยชวนย้อนดูแนวคิดเบื้องหลังรายการสื่อสารทางตรงของเหล่าผู้นำรัฐบาล สำรวจ “วาทกรรม” และ “อัตลักษณ์” ที่ถูกสร้างขึ้น ก่อนที่คนไทยจะได้รับชมรายการใหม่ของ เศรษฐา ทวีสิน

ทักษิณ: “ผู้มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ”

ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 จัดรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" กระจายเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) และเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) 144 สถานี ในทุกเช้าวันเสาร์

"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรัก" คำทักทายที่ใครหลายคนคุ้นชิน ถูกกรอกผ่านปลายสายโทรศัพท์ที่ต่อตรงจากบ้านจันทร์ส่องหล้าถึงพิธีกรชาย-หญิง สังกัด กปส. ผู้รับหน้าที่กล่าวเปิดหัว-ปิดท้ายรายการ ก่อนปล่อยให้ ทักษิณ "เดี่ยวไมโครโฟน" ราวครึ่งชั่วโมง และขยายเป็น 1 ชม. เต็มเมื่อมีกระแสตอบรับในระดับหนึ่ง พร้อมเพิ่มช่องทางการถ่ายทอดด้วยการเชื่อมสัญญาณเสียงไปออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (สทท. 11) และเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงถอดคำกล่าวของนายกฯ ไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลด้วย

รายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" เริ่มกระจายเสียงครั้งแรกเมื่อ 28 เม.ย. 2544 หรือ 3 เดือนหลัง ทักษิณ นำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ชนะการเลือกตั้ง เพื่อบอกเล่าผลการดำเนินการของรัฐบาลและแจ้งข่าวสำคัญในรายสัปดาห์

ทว่าอีกจุดประสงค์สำคัญที่ ทักษิณ ระบุไว้ในเทปแรกที่กระจายเสียงคือ "เพื่อให้เกิดความคิดเห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในประเทศ ที่เป็นวัตถุประสงค์สำคัญของระบอบประชาธิปไตย" แต่ที่สุดแล้วตลอดระยะเวลาในการจัดรายการดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีครั้งใดที่เปิดให้ประชาชน โทร. เข้าไปแสดงความคิดเห็นในรายการ

ทักษิณ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร นำทีมเต้นแอโรบิกที่ท้องสนามหลวง โดยมีประชาชนเข้าร่วมราว 50,000 คน เพื่อบันทึกสถิติใหม่ของโลก เมื่อ 23 พ.ย. 2545

ผลการศึกษาเรื่อง "กระบวนการสร้างความหมาย และบทบาทวาทกรรมรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" ซึ่งศึกษาเนื้อหาในรายการดังกล่าว 2 ปีแรกของการจัดรายการ พบว่า ในแต่ละสัปดาห์ ทักษิณ จะเปิดประเด็นผ่านรายการ 8-15 ประเด็น และใช้เวลาเพียง 3-4 นาที/ประเด็น ในลักษณะคล้ายการสรุปข่าวสั้นที่คัดกรองมาแล้วโดยนายกฯ และทีมงาน เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกหลากหลาย ใกล้ตัว ไม่น่าเบื่อ

วิทยานิพนธ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงวาทกรรม 5 ประเภทที่ ทักษิณ สร้าง-ผลิตซ้ำผ่านรายการ ได้แก่ การให้ข้อมูลอธิบายการสร้างความพัฒนาให้กับประเทศ 43.03%, ชี้แจง แก้ต่างบางภาพลักษณ์ของนายกฯ และคณะรัฐบาล 20.34%, เล่าปัญหาและแนวทางแก้ปัญหา 20.02%, อบรม แนะนำ ปลูกฝังค่านิยมในสังคมไทย 11.56% และวิวาทะฝ่ายตรงข้าม 2.34%

ขณะเดียวกัน ทักษิณ ยังใช้รายการนี้สร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองในฐานะ ผู้แก้ปัญหาให้ประเทศชาติ, ผู้มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ, ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อประชาชน, ผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้สาธารณะเกิดความรู้สึกในแง่มุมบวก ส่วนฝ่ายตรงข้าม/คนที่ออกมาคัดค้านเป็นพวกไม่รู้ไม่เข้าใจ และพวกไม่สร้างสรรค์ต่อประเทศชาติ

ผู้นำเจ้าของคำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่” ผู้มีบุคลิก “คิดไว ทำไว” ได้นำระบบบริหารงานแบบเอกชนมาปรับใช้ในงานราชการ ทำให้ทั้งลูกพรรคและข้าราชการประจำมีภารกิจต้องตื่นมาฟังสิ่งที่ ทักษิณ สื่อสาร เพราะถือเป็นการมอบนโยบายและข้อสั่งการทางวาจาเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเร่งแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

เช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่ต้องรอฟัง-สรุปคำสำคัญที่ ทักษิณ จงใจเปิดประเด็นเอาไว้ในวันเสาร์ซึ่งโดยธรรมชาติมักไม่ค่อยมีข่าวใหญ่ หนังสือพิมพ์จึงมักพาดหัวข่าวฉบับวันอาทิตย์ด้วยประเด็นจากรายการ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” และหลายครั้งประเด็นก็ลากยาวไปถึงเช้าวันจันทร์ ทำให้นายกฯ คนที่ 23 กลายเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสารตั้งแต่ต้นสัปดาห์

ยิ่งลักษณ์: เน้นนโยบาย-ไม่พูดเรื่องการเมือง

เมื่อข้ามไปดูยุค “รัฐบาลน้องสาว” พบว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28 จัดรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” โดยยึดรูปแบบเดียวกับ “นายกฯ ผู้พี่” โดยช่วงแรกเป็นการ “เดี่ยวไมโครโฟน” ผ่านรายการวิทยุ มีพิธีกรกล่าวนำเข้ารายการ จากนั้นนายกฯ หญิงก็บอกเล่าภารกิจและการทำงานในรอบสัปดาห์ ปัญหา อุปสรรค แนวคิดอุดมการณ์ และมีพิธีกรกล่าวสรุปตอนท้ายก่อนปิดรายการ

ทว่าต่อมาได้เปลี่ยนมาออกอากาศทางโทรทัศน์ในรูปแบบรายการสนทนา มีพิธีกรยิงคำถามให้นายกฯ ตอบ และขยายเวลาเป็น 1 ชม. เต็ม พร้อมสลับให้ รมต. มาออกจอด้วย

เมื่อลงลึกไปดูเนื้อหาของรายการผ่านงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบการบริหารจัดการรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” พบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของการจัดรายการ ต.ค.-ธ.ค. 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นในประเทศ ยิ่งลักษณ์ จึงใช้รายการนี้ชี้แจงวิกฤตน้ำท่วมว่ารุนแรงระดับใด น้ำท่วมพื้นที่ไหนบ้าง รัฐบาลดำเนินมาตรการอะไรไปบ้าง พรัอมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และแจกแจงมาตรการฟื้นฟูเยียวยา

อย่างไรก็ตามประชาชนบางส่วนอาจ “ไม่ค่อยพอใจการชี้แจง การทำงาน และการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล” เพราะใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ขณะที่เนื้อหาส่วนอื่น ๆ นอกจากประเด็นมหาอุทกภัย ยิ่งลักษณ์ เน้นสื่อสารนโยบาย ไม่พูดเรื่องการเมือง หลีกเลี่ยงคำพูดรุนแรงหรือเสียดสีทางการเมือง “นายกฯ และทีมงานเห็นตรงกันว่าควรหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการเมือง เพราะหากมีการขยายความอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้” และไม่ต้องการให้ “ถูกมองว่าใช้สื่อรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงพื้นที่ จ.น่าน ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อ 28 มิ.ย. 2554

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงพื้นที่ จ.น่าน ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อ 28 มิ.ย. 2554

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า นายกฯ หญิงคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมักตกเป็น “มีม” และถูกล้อเลียนในโซเชียลมีเดียอยู่เนือง ๆ จากการพูดผิดพูดถูก ซึ่งทีมงานเบื้องหลังรายการนายกฯ ชี้แจงว่า เธอไม่ได้นิ่งเฉย “จึงพยายามซักซ้อมและทำความเข้าใจเนื้อหาสาระที่จะบอกเล่าในรายการเป็นอย่างดี ทำให้ระยะหลังจัดรายการดีขึ้น ไม่พบว่ามีการพูดคำผิดออกอากาศ”

เมื่อ “เปรียบเทียบกลยุทธ์การสื่อสารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผ่านงานศึกษาเนื้อหารายการของ 2 ผู้นำ รายการละ 25 ตอน พบว่า ยิ่งลักษณ์ เน้นสื่อสารนโยบายของรัฐบาล ทั้งข้อดีของนโยบาย, ความก้าวหน้า/ความสำเร็จของนโยบาย, การปกป้องนโยบายจากการโจมตีทางการเมือง โดยทุกการสื่อสารมักขมวดปมว่า “ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประชาชนซึ่งเป็นผู้มีพระคุณ” ส่วนกลยุทธ์การสื่อสารโดยรวมคือ การสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลควบคู่กับระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ยกข้อเสียของรัฐบาลประชาธิปไตยมาใช้แจกแจงเหตุผลในการยึดอำนาจ พร้อมอ้างว่าจะเข้ามาจัดการปัญหาและคืนความสุข จึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือ

งานวิจัยกลยุทธ์การสื่อสาร พบว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ “การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาเชิงบังคับ เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ ท่วงทำนองเต็มไปด้วยการสั่งสอน ต่อว่า ชี้แนะ” ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้คือ การออกคำสั่งและการขู่บังคับให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ โดยเชื่อว่าแนวทางและวิธีการของรัฐบาลเป็นแนวทางที่ถูกต้อง หากไม่ทำบ้านเมืองจะเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์: “ทหารที่ทำเพื่อประเทศชาติ”

ในสัปดาห์แรกหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ แต่งเครื่องแบบทหารจัดรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) เวลา 20.15 น. เพื่ออธิบายเหตุผลความจำเป็นในการยึดอำนาจและเผยแพร่อุดมการณ์แบบ คสช.

ต่อมาเมื่อเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. แต่มีตำแหน่งเป็นนายกฯ คนที่ 29 ควบหัวหน้า คสช. เขาเปลี่ยนมาสวมสูทผูกเนคไทยึดหน้าจอโทรทัศน์ในเวลาเดิม จัดรายการชื่อเดิม หวังลดเสียงวิจารณ์สารพัดเรื่อง ตั้งแต่การแต่งเครื่องแบบที่ชวนให้อึดอัด ไปยันลีลายืนตัวแข็ง-ใช้น้ำเสียงดุดันคล้ายกำลังออกคำสั่งประชาชน

กระทั่ง 21 ต.ค. 2559 จึงปรับรูปแบบรายการและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ภายหลังในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต

พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยแบบ "ไทยนิยม" และใช้รายการทีวีของเขา อธิบายความหมายของประชาธิปไตยในแบบ คสช. จนประสบความสำเร็จในการทำให้รัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหารผ่านประชามติ

วิทยานิพนธ์เรื่อง "วาทกรรมประชามติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ" ชี้ให้เห็นวาทกรรม 3 ชุดหลักที่หัวหน้า คสช. สื่อสารในรายการคือ 1. ประชาธิปไตยในแบบ คสช. ที่พร้อมให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาล คสช. 2. ความมั่นคง โดยอ้างอิงคตินิยมแบบทหารที่เน้นมิติความมั่นคงเหนือการพัฒนา จึงทั้งเตือนทั้งขู่ เพื่อให้ประชามติเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และ 3. พ่อเมือง/ขุนพล ผู้ประกาศตัวเป็น "ผู้จัดการ-ผู้สะสางปัญหา" ให้ประเทศชาติและประชาชน

ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แถลงโรดแมปปฏิประเทศที่สโมสรกองทัพบก เมื่อ 4 ก.ย. 2557

ขณะที่วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารทางการเมืองในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2557-2559” จำนวน 125 ตอน พบว่า คสช. เน้นสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาของประเทศอยู่บ่อยครั้ง เพื่อย้ำให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาอันเลวร้ายของประเทศ อันเป็นเหตุให้ คสช. ต้องเข้ามาแก้ไข เนื่องจากไม่สามารถนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายลงไปได้ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างกรอบการรับรู้แบบค่อยเป็นค่อยไปให้สะสมอยู่ในความคิดของประชาชน ซึ่ง “เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ คสช. สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการโน้มน้าวทางการเมืองต่อไป”

ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ถ่ายทอดไปสู่ประชาชนผ่านรายการนี้แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ เนื้อหาส่วนแรก เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนภารกิจทางการเมือง โดยระบุ 5 ปัญหาของประเทศคือ ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ เช่น เผด็จการรัฐสภา เสียงข้างมากไม่เคารพเสียงข้างน้อย, นักการเมืองไร้คุณธรรมจริยธรรม มีลักษณะเป็น “นักเลือกตั้ง” และทุจริต, รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ, ระบบราชการล่มสลาย ไม่เป็นเอกภาพและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมือง, การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อและเลวร้าย

จากนั้นได้ชี้แจงเจตนารมณ์ในการยึดอำนาจที่มุ่ง “คืนความสุขให้ประชาชน” อันหมายรวมถึงการสร้างความปรองดอง การบริหารราชการให้เป็นเอกภาพ และการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้มีความพยายามจะฉายภาพ “ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ซึ่งเป็นระบอบการเมืองในอุดมคติของ คสช. ว่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศผ่านการปฏิรูปแล้ว

ส่วนเนื้อหาส่วนที่ 2 เกี่ยวข้องกับการขจัดอุปสรรคทางการเมืองซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเด็นหลักคือ การจัดการด้านสื่อมวลชน กำกับทิศทางการนำเสนอข่าว ด้วยการชี้แนะแนวทางให้สื่อทำหน้าที่โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ไม่เผยแพร่ข่าวสารที่จะนำไปสู่การสร้างหรือขยายความขัดแย้ง และการจัดการด้านการชุมนุมต่อต้าน คสช. และรัฐบาล โดยใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการลงโทษทางสังคม (ตำหนิติเตียนหรือประณาม) เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มปัญญาชนและกลุ่มอดีตนักการเมือง

ผลจากการสื่อสารผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทำให้เกิด 4 ภาพลักษณ์แก่ผู้นำสูงสุด นั่นคือ เป็นคณะทหารที่ทำเพื่อประเทศชาติ, ต้องการสร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ประชาชน, เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ และเชิดชูความเจริญทางวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจของประเทศ

พล.อ.สุรยุทธ์: ปกครองด้วยระบบราชการ

หากเปรียบเทียบแนวทางการสื่อสารของรัฐบาลหลังรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด โดยย้อนไปดูการจัดรายการของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯ คนที่ 24 ที่ออกทีวีเดือนละ 1-2 ครั้ง ในลักษณะ “นายกฯ เล่าเรื่อง” พร้อมตอบคำถามประชาชน ส่วนครั้งอื่น ๆ จะมอบหมายรองนายกฯ สลับมาออกรายการ

ครม.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (คนกลาง) ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ครม. ซึ่งถูกเปรียบเปรียบเป็น “รัฐบาลขิงแก่” เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าราชการหลังเกษียณ

วิทยานิพนธ์เรื่อง “รูปแบบ เนื้อหา วิธีการนำเสนอ และวาทกรรมในรายการเปิดบ้านพิษณุโลก” ศึกษารายการ 25 ตอน จำแนกวาทกรรมในรายการได้ 5 ประเภท ได้แก่ 1. วาทกรรมการทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ มี 65 ประเด็น คิดเป็น 27% เนื้อหาเกี่ยวกับการเสียสละเข้ามาดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารชั่วคราวหลังรัฐประหาร เพื่อวางรากฐานการเมืองให้ถูกต้อง ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ ทำประชามติ และนำไปสู่การเลือกตั้งต่อไป 2. วาทกรรมการดูแลความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 27 ประเด็น คิดเป็น 11% เนื้อหาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา สร้างความสมานฉันท์ 3. วาทกรรมเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ มี 12 ประเด็น คิดเป็น 5% เนื้อหาเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาดำเนินยุทธศาสตร์ และการบริหารประเทศ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4. วาทกรรมการดำเนินคดีอดีตนายกฯ และยุบพรรคการเมือง มี 22 ประเด็น คิดเป็น 9% เนื้อหารายงานความคืบหน้าและการดำเนินคดีทุจริตของอดีตนายกฯ การยุบพรรคไทยรักไทย, ธรรมาภิบาลที่รัฐบาลชุดที่แล้วไม่ได้ใช้บริหารประเทศ และ 5. วาทกรรมการบริหารงานและการแก้ปัญหาของประเทศ มี 101 ประเด็น คิดเป็น 41% เนื้อหาการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ การปรับ ครม. ทำงานร่วมกับ สนช.

ผู้วิจัยชี้ว่า ภาพรวมรายการแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการปกครองด้วยระบบราชการ โดยการสื่อให้เห็น บุคลิกของนายกฯ ที่เป็นคนใจเย็น สงบเงียบขรึม และไม่ตอบโต้ด้วยวาจาที่รุนแรง ไม่เน้นการโจมตีอดีตนายกฯ

ด้วยกระบวนการสร้างวาทกรรมในรายการ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบท การปฏิบัติการทางวาทกรรม และการปฏิบัติการทางสังคมวัฒนธรรม ได้นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะ “ผู้เสียสละต่อประเทศในการเข้ารับตำแหน่ง มีความสามารถในการแก้ปัญหา เทิดทูนสถาบันฯ และผลักดันให้มีระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง”

สมชาย: หนึ่งเดียวที่ไร้โอกาสจัดรายการ

นอกจากประมุขฝ่ายบริหารทั้ง 4 คน ยังมี สมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25 และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ คนที่ 27 ที่มีรายการของตัวเองเพื่อสื่อสารการเมือง แจ้งข่าว-เล่าผลงาน-ย้ำจุดยืน-เสริมภาพลักษณ์-หยั่งกระแสสังคม

ในระหว่างนั่งบริหารราชการแผนดิน นายกฯ แต่ละคนต้องเผชิญกับวิกฤตคนละด้าน จึงมีประเด็นที่มุ่งเน้นสื่อสารแตกต่างกัน อย่างนายกฯ สมัคร เผชิญกับวิกฤตการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551 ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์ เผชิญกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2552-2553 ทำให้บ่อยครั้งรายการของพวกเขาถูกใช้สื่อสารต่อประชาชนถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง และตอบโต้กับเงื่อนไขที่สร้างโดยฝ่ายเห็นต่าง

ตลอด 23 ปีมานี้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ คนที่ 26 ผู้เป็นน้องเขยของ ทักษิณ เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่มีโอกาสจัดรายการ “นายกฯ เล่าข่าว” ไม่มีโอกาสกระทั่งเข้าไปนั่งทำงานภายในทำเนียบฯ เพราะต้องเผชิญกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันแรกที่รับหน้าที่

สมชาย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับเลือกจากสภาให้เป็นนายกฯ คนที่ 26 เมื่อ 17 ก.ย. 2551 หลังนายกฯ สมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “คดีชิ่มไปบ่นไป”

ที่มาข้อมูล:

  • ญานิศภาค กาญจนวิศิษฐ์, “กระบวนการสร้างความหมาย และบทบาทวาทกรรมรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” (วิทยานิพนธ์ปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547)
  • เอกจิต สว่างอารมย์, “การศึกษาวาทกรรม ‘ประชามติ’ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559)
  • วรัญญา ประเสริฐ, “การสื่อสารทางการเมืองในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2557-2559” (วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559)
  • เชือก โชติช่วย, “เปรียบเทียบกลยุทธ์การสื่อสารของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” (วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559)
  • พรหมธิดา ทิพยานนท์, “รูปแบบการบริหารจัดการรายการ ‘รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน’” (รายงานโครงการเฉพาะบุคคลตามหลักสูตรวารสารศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2555)
  • ปิยะฉัตร ใหม่แก้ว, “รูปแบบ เนื้อหา วิธีการนำเสนอ และวาทกรรมในรายการเปิดบ้านพิษณุโลก” (วิทยานิพนธ์ปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552)