วิเคราะห์ 4 แนวทางการตอบโต้ของอิหร่านหลังสหรัฐฯ โจมตีฐานนิวเคลียร์

Iranian Supreme Leader Ali Khamenei addresses the nation in a state television broadcast on 18 June 2025

ที่มาของภาพ, Office of the Supreme Leader of Iran via Getty Images

คำบรรยายภาพ, อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือนว่าการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ จะเผชิญกับ "ความเสียหายไม่สามารถแก้ไขได้"
    • Author, ซาร์บาส นาซารี
    • Role, บีบีซี มอนิเตอริง ประจำอิหร่าน

การโจมตีตอบโต้กันไปมาระหว่างอิสราเอลและอิหร่านย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว การแทรกแซงทางทหารล่าสุดของสหรัฐอเมริกาด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งสำคัญของอิหร่าน รวมถึงโรงงานฟอร์โดว์ ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐบาลอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อนุมัติการใช้ระเบิดเจาะอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ (Massive Ordnance Penetrator - MOP) ที่มีน้ำหนัก 30,000 ปอนด์ หรือ 13,600 กิโลกรัม เพื่อโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดว์ใต้ดินของอิหร่าน ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ร่วมกับการโจมตีที่นาตันซ์และอิสฟาฮาน นับจากนั้นเป็นต้นมา ทรัมป์ได้ประกาศว่าสถานที่ทางนิวเคลียร์เหล่านี้ "ถูกทำลายจนสิ้นซากแล้ว" พร้อมกับเตือนว่า "จะใช้กำลังที่มากขึ้นอีก" หากทางการอิหร่านยังคงตอบโต้

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เคยกล่าวถึง "ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้" ในกรณีที่สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และตอนนี้สาธารณรัฐอิสลามกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้เสนอไว้ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้นมาในครั้งล่าสุด

แล้วแนวทางการตอบโต้ของอิหร่านอาจเป็นไปในทางไหนได้บ้าง

1. โจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

Large aircraft on the runway at Al-Udeid Air Base in Doha, Qatar

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ฐานทัพอากาศ อัล อูเดอิด (Al Udeid) ในกาตาร์ ถือเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพที่สำคัญที่สุดในทางยุทธศาสตร์และมีขนาดใหญ่ที่สุดของกระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอนของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่านเตือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านระบุในแถลงการณ์หลังการโจมตีว่า การตอบโต้ของอิหร่านจะทำให้สหรัฐฯ "รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไป" โดยเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของฐานทัพสหรัฐฯ ที่เอื้อต่อการโจมตีโดยอิหร่าน

สหรัฐฯ มีฐานทัพเพื่อปฏิบัติการทางทหารอยู่ในอิรัก บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย คูเวต จอร์แดน และซีเรีย ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในระยะที่ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถยิงโจมตีได้ ฐานทัพที่สำคัญ ได้แก่ ฐานทัพอากาศ อัล อูเดอิด ซึ่งมีขนาดใหญ่ในกาตาร์ และฐานทัพเรือในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ประจำการของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 อิหร่านตัดสินใจโจมตีฐานทัพอากาศอัล อัสซาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก เพื่อตอบโต้การลอบสังหารนายคาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการระดับสูง ตามการออกคำสั่งของทรัมป์

เนื่องจากทางการอิหร่านได้ส่งคำเตือนล่วงหน้าไปยังสหรัฐฯ การโจมตีดังกล่าวจึงไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ได้สร้างความเสียหายให้กับฐานทัพสหรัฐฯ โดยถือว่าเป็นการตอบโต้ในเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่

มาถึงตอนนี้ อิหร่านก็อาจใช้แนวทางเดียวกันนี้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในสภาวะความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน หากความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อไปสามารถผลักดันให้อิหร่านถึงจุดที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การโจมตีโดยตรงต่อผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ด้านการทหารของสหรัฐฯ รวมถึงสถานทูตในภูมิภาค อาจเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็เป็นได้

ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามฉากทัศน์เช่นนี้ ยังคงมีสูงมากเช่นกัน

กราฟิกแสดงจุดที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

2. ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นคำขู่ที่คุ้นเคยและถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจ้าหน้าที่ทางการเมืองและทหารของอิหร่าน และในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับศัตรูจากตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ครั้ง

ช่องแคบในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ ถือเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ ที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของโลก

ขณะนี้การใช้วาทกรรมด้วยการขู่ว่าปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังเข้มข้นมากขึ้น ขณะที่ผู้มีแนวคิดหัวรุนแรงต่างถกเถียงเพื่อแก้ต่างให้กับผลสะท้อนกลับที่รุนแรงจากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ที่อาจก่อให้ปัญหาเกิดขึ้นในตลาดน้ำมันโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ทางเลือกเกี่ยวกับการดำเนินการในแคบฮอร์มุซอาจทำได้โดยการผสมผสานกันระหว่างการใช้ทุ่นระเบิดทางเรือ ขีปนาวุธร่อน ระบบป้องกันชายฝั่ง รวมถึงเรือโจมตีเร็วจำนวนมาก ซึ่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ผลิตและสะสมไว้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

An Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) speed boat is sailing along the Persian Gulf near a general cargo vessel

ที่มาของภาพ, Nur Photo via Getty Images

อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลเสียต่ออิหร่านได้เช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิหร่านกับจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านน้ำมัน มีความซับซ้อนมากขึ้น

อิหร่านมีประวัติการโจมตีทางทะเลเพียงไม่กี่ครั้ง จากการโจมตีเรือและสิ่งปลูกสร้างในอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงด้วยโดรน ขีปนาวุธ และทุ่นระเบิด แต่หลังจากการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ อิหร่านอาจดำเนินการด้วยความรุนแรงมากขึ้น ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ท่าเรือ หรือโรงงานพลังงานในประเทศใกล้เคียง เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตน้ำมันทั่วโลก

ในช่วงทันทีหลังจากปฏิบัติการทางทหารที่ทรัมป์เป็นผู้สั่งการ บุคคลที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งของอิหร่านได้รีบออกมาเตือนถึงแผนการโจมตีโรงงานพลังงานของซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะ

กราฟิกแสดงสภาพภูมิศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

3. เกมของตัวแทนอิหร่าน

การสู้รบกับอิสราเอลที่มาพร้อมกับการแทรกแซงทางทหารครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ อาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเครือข่ายกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาคของอิหร่าน ในฐานะ "เพื่อนยามทุกข์" การโจมตีทรัพย์สินหรือเส้นทางส่งกำลังบำรุงของสหรัฐฯ ร่วมกันของพวกเขา แม้จะอยู่ในขอบเขตจำกัด แต่ก็ถือเป็นความกังวลที่แท้จริงสำหรับสหรัฐฯ รวมทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิหร่านจะจัดหาเงินทุนและอาวุธให้กลุ่มกองกำลังเหล่านี้มาเป็นเวลานานหลายปี แต่ปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้กำลังอ่อนล้าทางการทหาร โดยเห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแอลงจากสงครามกับอิสราเอลในเดือน ต.ค. 2023 ถึงเดือน พ.ย. 2024 ยังคงเป็นอยู่ในผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้งจนถึงขณะนี้ โดยไม่มีคำมั่นสัญญาที่แน่วแน่ที่จะช่วยเหลือกองกำลังของอิหร่าน ขณะเดียวกันฮิซบอลเลาะห์เองก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลเลบานอนและสื่อมวลชนเพื่อให้ปลดอาวุธและปฏิบัติตามนโยบายของเลบานอน รวมถึงการฟื้นฟูและแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

ส่วนกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนก็ไม่ได้แสดงสัญญาณให้เห็นถึงการโจมตีที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดต่ออิสราเอลในช่วงการสู้รบในปัจจุบัน

ทว่า ก่อนและหลังการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ พวกเขาเตือนถึงการโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในทะเลแดง หากพวกเขาดำเนินการจริงตามที่พูด นั่นอาจหมายถึงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงไว้กับสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

This handout screen grab captured from a video shows Yemen's Houthi fighters' takeover of the Galaxy Leader Cargo in the Red Sea coast off Hudaydah, on 20 November 2023 in the Red Sea, Yemen.

ที่มาของภาพ, Houthi Movement via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน และอาจโจมตีการเดินเรือในทะเลแดงได้ เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในปี 2023 เมื่อพวกเขายึดเรือบรรทุกสินค้ากาแล็กซี ลีเดอร์ (Galaxy Leader)

สำหรับในอิรัก จนถึงขณะนี้ การแสดงออกถึงความภักดียังคงจำกัดอยู่เพียงการส่งคำเตือนและแถลงการณ์แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในขณะที่ในซีเรีย อิหร่านได้รับการสนับสนุนน้อยลงทั้งจากรัฐบาลในกรุงดามัสกัสรวมทั้งกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ นับตั้งแต่การโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งอาจคุกคามรากฐานของการปกครองที่ยาวนานถึง 46 ปีในอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามจะคาดหวังการมีส่วนร่วมจากกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีอยู่ของพวกเขา

4. ประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ในระหว่างการสู้รบกับอิสราเอล อิหร่านมยังคงมุ่งเน้นไปที่การยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองต่าง ๆ และสถานที่ทางทหารของอิสราเอล โดยต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่อาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ ตอบโต้โดยตรง

หากการสู้รบนี้ยังคงดำเนินต่อไปตามวิถีปัจจุบัน อิหร่านอาจต้องปันส่วนขีปนาวุธที่ยิงไปยังอิสราเอลมากขึ้น โดยในวันแรก อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธไปแล้ว 150 ลูก ขณะที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้ลดจำนวนการยิงขีปนาวุธลงเหลือเพียง 30 ลูกต่อวันเท่านั้น

ขีปนาวุธในคลังที่ร่อยหรอลงจะทำให้ขีดความสามารถลดลงหากต้องเดินหน้าโจมตีต่อต้านทรัพย์สินของสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางและยาวนานขึ้น การตอบโต้เช่นนี้ยังอาจทำให้อิหร่านเข้าสู่สงคราม 2 แนวรบ ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้กลับอย่างมากมายเหลือประมาณ และผลักดันให้ผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามเข้าใกล้จุดวิกฤตมากขึ้น

ในขณะที่กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ และชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยง อิหร่านอาจดำเนินการโดยคำนึงถึงคำถามเรื่องการอยู่รอด และระมัดระวังว่าผลที่ตามมาจากการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับสหรัฐฯ อาจไม่สามารถคาดเดาได้ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการดำรงอยู่ของอิหร่าน