วิเคราะห์ 4 แนวทางการตอบโต้ของอิหร่านหลังสหรัฐฯ โจมตีฐานนิวเคลียร์

ที่มาของภาพ, Office of the Supreme Leader of Iran via Getty Images
- Author, ซาร์บาส นาซารี
- Role, บีบีซี มอนิเตอริง ประจำอิหร่าน
การโจมตีตอบโต้กันไปมาระหว่างอิสราเอลและอิหร่านย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว การแทรกแซงทางทหารล่าสุดของสหรัฐอเมริกาด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งสำคัญของอิหร่าน รวมถึงโรงงานฟอร์โดว์ ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐบาลอิหร่าน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อนุมัติการใช้ระเบิดเจาะอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ (Massive Ordnance Penetrator - MOP) ที่มีน้ำหนัก 30,000 ปอนด์ หรือ 13,600 กิโลกรัม เพื่อโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดว์ใต้ดินของอิหร่าน ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ร่วมกับการโจมตีที่นาตันซ์และอิสฟาฮาน นับจากนั้นเป็นต้นมา ทรัมป์ได้ประกาศว่าสถานที่ทางนิวเคลียร์เหล่านี้ "ถูกทำลายจนสิ้นซากแล้ว" พร้อมกับเตือนว่า "จะใช้กำลังที่มากขึ้นอีก" หากทางการอิหร่านยังคงตอบโต้
ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เคยกล่าวถึง "ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้" ในกรณีที่สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และตอนนี้สาธารณรัฐอิสลามกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้เสนอไว้ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้นมาในครั้งล่าสุด
แล้วแนวทางการตอบโต้ของอิหร่านอาจเป็นไปในทางไหนได้บ้าง
1. โจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ที่มาของภาพ, AFP
อิหร่านเตือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านระบุในแถลงการณ์หลังการโจมตีว่า การตอบโต้ของอิหร่านจะทำให้สหรัฐฯ "รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไป" โดยเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของฐานทัพสหรัฐฯ ที่เอื้อต่อการโจมตีโดยอิหร่าน
สหรัฐฯ มีฐานทัพเพื่อปฏิบัติการทางทหารอยู่ในอิรัก บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย คูเวต จอร์แดน และซีเรีย ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในระยะที่ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถยิงโจมตีได้ ฐานทัพที่สำคัญ ได้แก่ ฐานทัพอากาศ อัล อูเดอิด ซึ่งมีขนาดใหญ่ในกาตาร์ และฐานทัพเรือในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ประจำการของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 อิหร่านตัดสินใจโจมตีฐานทัพอากาศอัล อัสซาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก เพื่อตอบโต้การลอบสังหารนายคาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการระดับสูง ตามการออกคำสั่งของทรัมป์
เนื่องจากทางการอิหร่านได้ส่งคำเตือนล่วงหน้าไปยังสหรัฐฯ การโจมตีดังกล่าวจึงไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ได้สร้างความเสียหายให้กับฐานทัพสหรัฐฯ โดยถือว่าเป็นการตอบโต้ในเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่
มาถึงตอนนี้ อิหร่านก็อาจใช้แนวทางเดียวกันนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน หากความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อไปสามารถผลักดันให้อิหร่านถึงจุดที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การโจมตีโดยตรงต่อผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ด้านการทหารของสหรัฐฯ รวมถึงสถานทูตในภูมิภาค อาจเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็เป็นได้
ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามฉากทัศน์เช่นนี้ ยังคงมีสูงมากเช่นกัน

2. ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นคำขู่ที่คุ้นเคยและถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจ้าหน้าที่ทางการเมืองและทหารของอิหร่าน และในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับศัตรูจากตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ครั้ง
ช่องแคบในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ ถือเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ ที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของโลก
ขณะนี้การใช้วาทกรรมด้วยการขู่ว่าปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังเข้มข้นมากขึ้น ขณะที่ผู้มีแนวคิดหัวรุนแรงต่างถกเถียงเพื่อแก้ต่างให้กับผลสะท้อนกลับที่รุนแรงจากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ที่อาจก่อให้ปัญหาเกิดขึ้นในตลาดน้ำมันโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ทางเลือกเกี่ยวกับการดำเนินการในแคบฮอร์มุซอาจทำได้โดยการผสมผสานกันระหว่างการใช้ทุ่นระเบิดทางเรือ ขีปนาวุธร่อน ระบบป้องกันชายฝั่ง รวมถึงเรือโจมตีเร็วจำนวนมาก ซึ่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ผลิตและสะสมไว้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Nur Photo via Getty Images
อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลเสียต่ออิหร่านได้เช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิหร่านกับจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านน้ำมัน มีความซับซ้อนมากขึ้น
อิหร่านมีประวัติการโจมตีทางทะเลเพียงไม่กี่ครั้ง จากการโจมตีเรือและสิ่งปลูกสร้างในอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงด้วยโดรน ขีปนาวุธ และทุ่นระเบิด แต่หลังจากการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ อิหร่านอาจดำเนินการด้วยความรุนแรงมากขึ้น ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ท่าเรือ หรือโรงงานพลังงานในประเทศใกล้เคียง เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตน้ำมันทั่วโลก
ในช่วงทันทีหลังจากปฏิบัติการทางทหารที่ทรัมป์เป็นผู้สั่งการ บุคคลที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งของอิหร่านได้รีบออกมาเตือนถึงแผนการโจมตีโรงงานพลังงานของซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะ

3. เกมของตัวแทนอิหร่าน
การสู้รบกับอิสราเอลที่มาพร้อมกับการแทรกแซงทางทหารครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ อาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเครือข่ายกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาคของอิหร่าน ในฐานะ "เพื่อนยามทุกข์" การโจมตีทรัพย์สินหรือเส้นทางส่งกำลังบำรุงของสหรัฐฯ ร่วมกันของพวกเขา แม้จะอยู่ในขอบเขตจำกัด แต่ก็ถือเป็นความกังวลที่แท้จริงสำหรับสหรัฐฯ รวมทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิหร่านจะจัดหาเงินทุนและอาวุธให้กลุ่มกองกำลังเหล่านี้มาเป็นเวลานานหลายปี แต่ปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้กำลังอ่อนล้าทางการทหาร โดยเห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแอลงจากสงครามกับอิสราเอลในเดือน ต.ค. 2023 ถึงเดือน พ.ย. 2024 ยังคงเป็นอยู่ในผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้งจนถึงขณะนี้ โดยไม่มีคำมั่นสัญญาที่แน่วแน่ที่จะช่วยเหลือกองกำลังของอิหร่าน ขณะเดียวกันฮิซบอลเลาะห์เองก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลเลบานอนและสื่อมวลชนเพื่อให้ปลดอาวุธและปฏิบัติตามนโยบายของเลบานอน รวมถึงการฟื้นฟูและแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ
ส่วนกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนก็ไม่ได้แสดงสัญญาณให้เห็นถึงการโจมตีที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดต่ออิสราเอลในช่วงการสู้รบในปัจจุบัน
ทว่า ก่อนและหลังการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ พวกเขาเตือนถึงการโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในทะเลแดง หากพวกเขาดำเนินการจริงตามที่พูด นั่นอาจหมายถึงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงไว้กับสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Houthi Movement via Getty Images
สำหรับในอิรัก จนถึงขณะนี้ การแสดงออกถึงความภักดียังคงจำกัดอยู่เพียงการส่งคำเตือนและแถลงการณ์แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในขณะที่ในซีเรีย อิหร่านได้รับการสนับสนุนน้อยลงทั้งจากรัฐบาลในกรุงดามัสกัสรวมทั้งกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ นับตั้งแต่การโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งอาจคุกคามรากฐานของการปกครองที่ยาวนานถึง 46 ปีในอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามจะคาดหวังการมีส่วนร่วมจากกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีอยู่ของพวกเขา
4. ประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ในระหว่างการสู้รบกับอิสราเอล อิหร่านมยังคงมุ่งเน้นไปที่การยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองต่าง ๆ และสถานที่ทางทหารของอิสราเอล โดยต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่อาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ ตอบโต้โดยตรง
หากการสู้รบนี้ยังคงดำเนินต่อไปตามวิถีปัจจุบัน อิหร่านอาจต้องปันส่วนขีปนาวุธที่ยิงไปยังอิสราเอลมากขึ้น โดยในวันแรก อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธไปแล้ว 150 ลูก ขณะที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้ลดจำนวนการยิงขีปนาวุธลงเหลือเพียง 30 ลูกต่อวันเท่านั้น
ขีปนาวุธในคลังที่ร่อยหรอลงจะทำให้ขีดความสามารถลดลงหากต้องเดินหน้าโจมตีต่อต้านทรัพย์สินของสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางและยาวนานขึ้น การตอบโต้เช่นนี้ยังอาจทำให้อิหร่านเข้าสู่สงคราม 2 แนวรบ ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้กลับอย่างมากมายเหลือประมาณ และผลักดันให้ผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามเข้าใกล้จุดวิกฤตมากขึ้น
ในขณะที่กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ และชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยง อิหร่านอาจดำเนินการโดยคำนึงถึงคำถามเรื่องการอยู่รอด และระมัดระวังว่าผลที่ตามมาจากการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับสหรัฐฯ อาจไม่สามารถคาดเดาได้ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการดำรงอยู่ของอิหร่าน













