ทำความรู้จัก "ฟอร์โดว์" ฐานนิวเคลียร์ลับสุดแกร่งของอิหร่าน ที่มีเพียงระเบิดของสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำลายได้

.

ที่มาของภาพ, Planet Labs

    • Author, บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify)

ในไหล่เขาทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน มีโรงงานเสริมสมรรถนะที่เป็นสถานที่สำคัญต่อความมุ่งหมายทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลกำลังพยายามที่จะกำจัดมัน

อิสราเอลอาจจะสามารถครองความเป็นใหญ่เหนือน่านฟ้าของอิหร่าน แต่สำหรับโรงงานเสริมสมรรถนะทางนิวเคลียร์ฟอร์โดว์ ซึ่งเชื่อกันว่า ตั้งอยู่ในชั้นใต้ในดินในระยะที่ลึกกว่าอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ (Channel Tunnel) ที่เชื่อมต่อระหว่างสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ยังคงอยู่ไกลเกินกว่าที่อาวุธยุทโธปกรณ์ของอิสราเอลจะเข้าถึง

มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ที่ถูกมองว่ามีระเบิดที่อาจจะใหญ่เพียงพอที่จะทำลายฟอร์โดว์ ซึ่งจะเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจจะโหมไฟสงครามในตะวันออกกลางให้ลุกโชนมากขึ้น

เราจะพาไปดูฐานนิวเคลียร์ลับแห่งนี้ ที่อิหร่านยืนยันว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อพลเรือนเท่านั้น แต่อิสราเอลมองว่า มันคุกคามความอยู่รอดของพวกเขา

มารู้จักโรงงานเสริมสมรรถนะฟอร์โดว์

โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมฟอร์โดว์ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ไปทางตอนใต้ราว 60 ไมล์ (96 กิโลเมตร) ในพื้นที่ภูเขาใกล้เคียงกับเมืองกอม (Qom)

แรกเริ่มเดิมที โครงสร้างในฟอร์โดว์คืออุโมงค์ต่าง ๆ ที่ถูกใช้โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) แต่อิหร่านยอมรับว่า มีโรงงานเสริมสมรรถนะอยู่ในนั้นเมื่อปี 2009 หลังจากหน่วยงานข่าวกรองของชาติตะวันตกออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก่อน

เจ้าหน้าที่ทางการอิหร่านถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA) ในการเยี่ยมชมโรงงานเมื่อ พ.ย. ปีที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ทางการอิหร่านถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA) ในการเยี่ยมชมโรงงานเมื่อ พ.ย. ปีที่แล้ว

เชื่อกันว่าโครงสร้างที่อยู่ใต้ดินนี้ประกอบไปด้วยอุโมงค์ 2 แห่งที่ติดตั้งเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม และยังมีโครงข่ายอุโมงค์ที่มีขนาดเล็กกว่าอีกจำนวนหนึ่ง

ฟอร์โดว์ไม่สามารถถูกทำลายได้จริงหรือไม่ ?

โรงงานฟอร์โดว์เป็นความท้าทายเฉพาะตัวของกองทัพอิสราเอล เนื่องจากความลึกของโครงสร้างใต้ดินต่าง ๆ

การจะสร้างความเสียหายที่ส่งผลใด ๆ ต่อไซต์นิวเคลียร์นี้จะต้องใช้อาวุธ "ทำลายบังเกอร์" (bunker buster) ที่สามารถเจาะลึกลงไปใต้พื้นผิวได้

เชื่อกันว่าอิสราเอลมีอาวุธลักษณะนี้เช่นกัน แต่มันเจาะลึกลงไปได้ไม่ถึง 10 เมตรด้วยซ้ำ ขณะที่สหรัฐฯ มีระเบิดที่อาจจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้ คือ ระเบิดจีบียู-57 (GBU-57) น้ำหนัก 13,000 กิโลกรัม นั่นคือ ระเบิดเจาะอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ หรือ เอ็มโอพี (Massive Ordnance Penetrator - MOP)

ด้วยปลอกที่หนักและน้ำหนักของตัวมันเองทำให้ระเบิดเอ็มโอพีสามารถเจาะทะลุคอนกรีตไปได้ราว 18 เมตร หรือเจาะพื้นดินได้ 61 เมตร ก่อนที่จะเกิดการระเบิด จากการวิเคราะของนักวิเคราะห์ของบริษัทเจนส์ (Janes) บริษัทด้านข่าวกรองกลาโหม

กราฟิก
คำบรรยายภาพ, ภาพกราฟฟิกที่แสดงการทำงานของระเบิดเอ็มโอพี (MOP) เริ่มจากการปล่อยระเบิดลงมาจากเครื่องบิน บี-2 โดยระเบิดจะสามารถเจาะทะลุพื้นดินไปได้ถึง 60 เมตร ก่อนจะระเบิดออก

แต่แม้กระทั่งการโจมตีด้วยระเบิดเอ็มโอพีก็ไม่สามารถการันตีความสำเร็จในการทำลายโรงงานฟอร์โดว์ เพราะมีข้อมูลว่าอุโมงค์ดังกล่าวอาจอยู่ลึกจากพื้นดินราว ๆ 80-90 เมตร

นี่คือระดับที่ลึกยิ่งกว่าโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมใต้ดินนาตันซ์ (Natanz) ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าอยู่ใต้ผิวดินราว 20 เมตร โดยอิสราเอลได้โจมตีโรงงานแห่งนี้แล้ว และผู้เชี่ยวชาญก็เชื่อว่าตอนนี้มัน "เสียหายอย่างหนัก ไม่ก็ถูกทำลายลงไปแล้ว"

พลเรือโท มาร์ค เมลเล็ตต์ อดีตหัวหน้ากองกำลังป้องกันประเทศไอร์แลนด์ บอกกับบีบีซีเวริฟายว่า ความน่าจะเป็นของการที่ระเบิด "ทำลายบังเกอร์" เหล่านี้จะสามารถนำลายไซต์นิวเคลียร์อย่างฟอร์โดว์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าอุโมงค์ใต้ดินดังกล่าวถูกเสริมความแข็งแรงอย่างหนักขนาดไหน

"[อิหร่าน] ต้องรู้คุณสมบัติของอาวุธประเภทนี้อยู่แล้ว พวกเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าต้องลองทำอะไรบ้างเพื่อให้รับมือกับอาวุธนี้ได้ ดังนั้นคำถามก็คือ [โครงสร้างต่าง ๆ ในฟอร์โดว์] มันอยู่นอกพิสัยที่อาวุธนั้นจะไปถึงหรือไม่"

สัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าสหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมที่จะใช้ระเบิดเอ็มโอพีกับเป้าหมายในอิหร่าน คือการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบอำพรางตัว บี-2 (B-2) ไปยังดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศที่อยู่ห่างจากอิหร่าน 3,700 กิโลเมตร แต่ยังอยู่ในระยะของเครื่องบิน บี-2

บี-2 คือเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ เพียงชนิดเดียวที่สามารถขนระเบิดเอ็มโอพีความยาว 6.2 เมตรนี้ได้

ช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา มีภาพของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 หกลำ ปรากฏที่ฐานทัพในดิเอโก การ์เซีย แต่ไม่ชัดเจนว่าพวกมันยังจอดประจำการอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะไม่พบในภาพถ่ายดาวเทียมที่ใหม่กว่าแล้ว

ภาพ B-2 Bomber

ที่มาของภาพ, Planet Labs

คำบรรยายภาพ, ภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2

พลอากาศโท เกร็ก แบ็กเวลล์ อดีตรองหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของกองทัพอากาศ บอกกับบีบีซี เวริฟาย ว่า สหรัฐฯ จะสามารถรักษาความต่อเนื่องในภารกิจของเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-2 ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า จากการส่งเครื่องบินไปปฏิบัติการในดิเอโก การ์เซีย แทนที่จะเป็นฐานทัพในสหรัฐฯ

แต่เขาก็เสริมว่า "สิ่งที่พวกเรากำลังพูดกันอยู่นี่ ไม่ใช่ปฏิบัติการต่อเนื่องกับบังเกอร์ต่าง ๆ มันอาจจะต้องใช้อาวุธพิเศษเฉพาะแบบนี้แค่หนึ่งหรือสองเท่านั้น ในการสร้างรูรั่วอย่างที่คุณกำลังตามหา"

สหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่?

ขณะที่สหรัฐฯ ช่วยเหลืออิสราเอลในการยิงขีปนาวุธที่อิหร่านส่งมาตอบโต้อิสราเอลไปแล้ว แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการโจมตีอิหร่าน

แต่นักวิเคราะห์บอกกับบีบีซี เวริฟาย ว่า สหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมที่จะมีบทบาทมากขึ้นในความขัดแย้งครั้งนี้ โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ 30 ลำ ถูกส่งจากฐานทัพในสหรัฐฯ ไปที่ยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินบรรทุกเชื้อเพลิงกลางอากาศ เคซี-135 (KC-135) ที่ใช้สำหรับเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด

ภาพเครื่องบิน

ที่มาของภาพ, G.Lockaviation

จัสติน บร็องค์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากจากกสถาบันรอยัลยูไนเต็ดเซอร์วิสหรืออาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute - RUSI) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการป้องกันประเทศของอังกฤษ ว่า การส่งเครื่องบินดังกล่าวมาประจำการ "บ่งบอกอย่างมาก" ว่าสหรัฐฯ กำลังวางแผนฉุกเฉินในการ "สนับสนุนปฏิบัติการสู้รบอย่างเข้มข้นในช่วงสัปดาห์หลังจากนี้

ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ บอกว่า เขากำลังตัดสินใจอยู่ว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านหรือไม่ โดยเสริมว่าความอดทนของเขาต่อรัฐบาลอิหร่าน "หมดลงแล้ว"

"ผมอาจจะทำ หรือผมอาจจะไม่ทำก็ได้ ผมหมายถึง ไม่มีใครรู้หรอกว่า ผมกำลังจะทำอะไร" เขาบอกกับผู้สื่อข่าว

เขียนและเรียบเรียงโดย ไมค์ ฮิลส์, แมท เมอร์ฟี, และพอล ซาร์เจียน

บรรณาธิการโดย ทอม ฟินส์, บิเอนกา บริตตอน, และแดน ไอแซคส์

กราฟิกออกแบบโดย เมสุท เออร์ซอซ, แมตต์ ฟาราซี, แมตต์ มิท-เชลล์-แคมป์, เคท เกย์เนอร์, ลูอิส ฮันเตอร์, ฟรองซัวร์ เดอ มอนเตรเมี และเดวิด บลัด