ส่องภัยพิบัติดินถล่มทั่วโลก สาเหตุมาจากอะไร ทำไมจึงเกิดบ่อยขึ้น

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock
- Author, หลุยส์ บาร์รูโช
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
เหตุการณ์ดินถล่มเกิดขึ้นแพร่หลายมากกว่าภัยพิบัติทางธรณีวิทยาอื่น ๆ และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในโลก ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO)
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ดินถล่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป
ปีนี้เกิดเหตุการณ์ดินถล่มในอินโดนีเซีย เนปาล และปาปัวนิวกินี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจำนวนมาก
ในบทความนี้ เราจะสำรวจสาเหตุของการเกิดดินถล่ม ประเภทต่าง ๆ และวิธีการป้องกันตัวเองและผู้อื่น

ที่มาของภาพ, Reuters
ดินถล่มคืออะไร?
ดินถล่มคือการเคลื่อนตัวของหิน ดิน หรือเศษซากลงมาตามแนวลาด กระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันหรือค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อยในช่วงเวลาที่ยาวนาน
จากข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหราชอารณาจักร (British Geological Survey) ดินถล่มเกิดขึ้นเมื่อแรงที่ดึงลงบนแนวลาด (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแรงโน้มถ่วง) มีความแข็งแรงมากกว่าแรงที่ยึดเหนี่ยวมันไว้
สาเหตุการเกิดดินถล่มคืออะไร?
เหตุการณ์ดินถล่มส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย
ตามข้อมูลจากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) “ดินถล่มสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ลาดที่ใกล้จะเคลื่อนที่อยู่แล้ว ด้วยปริมาณน้ำฝน การละลายของหิมะ การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ การกัดเซาะของแม่น้ำ การเปลี่ยนแปลงของน้ำใต้ดิน แผ่นดินไหว การปะทุของภูเขาไฟ การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ หรือปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกัน”
นอกจากนี้ยังมีดินถล่มใต้น้ำหรือที่เรียกว่าดินถล่มใต้น้ำลึก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากแผ่นดินไหวและคลื่นที่เกิดจากพายุ และบางครั้งนำไปสู่สึนามิหรือคลื่นยักษ์ที่ทำลายพื้นที่ชายฝั่ง
องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า พื้นที่ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดดินถล่มมากที่สุด ได้แก่
- พื้นที่ลาดชันและหุบเขาลึก
- ที่ดินที่ถูกเผาทำลายจากไฟป่า
- พื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า หรือการก่อสร้าง
- ช่องทางตามลำธารหรือแม่น้ำ
- สถานที่ที่มีการระบายน้ำผิวดินหรืออิ่มตัวมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชนิดของดินถล่มมีอะไรบ้าง?
ดินถล่มมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถล่มของหินและการไหลของเศษซากที่รวดเร็วไปจนถึงการถล่มขนาดใหญ่ที่กินเวลาหลายศตวรรษ
ตามข้อมูลจากกรมสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา หลายครั้งเหตุดินถล่มก็มีความซับซ้อน โดยอาจมีทั้งการถล่มที่เคลื่อนที่ช้าเข้ากับการไหลของเศษซากที่รวดเร็ว
คำว่า “ดินถล่ม” ครอบคลุมการเคลื่อนตัวทางลาด 5 ประเภท: การร่วงหล่น, การล้มคว่ำ, การเลื่อนไถล, การแผ่กระจาย, และการไหล ซึ่งแบ่งย่อยตามชนิดของวัสดุทางธรณีที่ตกลงมา ได้แก่ หิน, เศษซาก, หรือดิน
ดินถล่มแต่ละประเภทมีลักษณะที่แตกต่างกันไป ได้แก่
การร่วงหล่น: การตกอย่างฉับพลันของหินหรือดินจากที่ลาดชัน
การถล่มแบบล้มคว่ำ: ลักษณะที่วัสดุอย่างดินหรือหินหมุนไปข้างหน้าออกจากที่ลาดรอบ ๆ จุดที่หมุน
การเลื่อนไถล: การเคลื่อนตัวของวัสดุลงไปตามทางลาดบนพื้นผิวที่ไม่ได้แตกหัก ซึ่งรวมถึงการเตลื่อนแบบหมุนและการเคลื่อนที่ไปตามระนาบ
การแผ่ออก: ดินถล่มชนิดนี้จะมีการเคลื่อนที่ออกด้านข้างบนทางลาดที่ไม่ชันนัก ส่วนมากมักเกิดจากการเปลี่ยนสถานะของแข็งหรือก๊าซเป็นของเหลว (liquefaction) อาจเรียกว่า “ปรากฏการณ์แผ่นดินเหลว” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตะกอนพื้นผิวที่แน่นและมีน้ำอยู่มากอ่อนลงระหว่างการสั่นไหวรุนแรง เช่น แผ่นดินไหว
การไหล: วัสดุธรณีที่จับตัวกันไม่แน่นจะเคลื่อนตัวคล้ายของเหลว เช่น โคลนไหลหลาก (mudflows) และดินไหลหลาก (earth flows)

เราจะเอาชีวิตรอดจากดินถล่มอย่างไร?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ดินถล่มส่งผลกระทบต่อผู้คนประมาณ 4.8 ล้านคน และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 18,000 คนในช่วงปี 1998-2017
กาชาดอเมริกาแนะนำให้รีบอพยพทันทีหากคุณรู้สึกถึงอันตราย และแจ้งเพื่อนบ้าน รวมถึงเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ฟังเสียง เช่น เสียงต้นไม้แตกหรือก้อนหินกระทบกัน สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้ลำธาร ควรตื่นตัวต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหันของกระแสน้ำ และสังเกตว่าน้ำเปลี่ยนจากใสเป็นขุ่นหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจหมายถึงมีกิจกรรมการไหลของเศษซากอยู่ต้นน้ำ ดังนั้น ควรเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการเอาชีวิตรอด
การศึกษาโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันในสหรัฐอเมริกาได้สำรวจเคล็ดลับการเอาชีวิตรอดเอาไว้
นักวิจัยได้รวบรวมและวิเคราะห์บันทึกของแผ่นดินถล่ม 38 ครั้ง ที่ส่งผลกระทบต่ออาคารที่ผู้คนอาศัยอยู่ ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา แต่รวมถึงแผ่นดินถล่มจากทั่วโลกที่มีบันทึกรายละเอียดของดินถล่มเอาไว้
“จริง ๆ แล้วมีมาตรการบางอย่างที่ง่าย ๆ และคุ้มค่า ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตจากดินถล่มได้อย่างมาก” โจเซฟ วาร์ทแมน ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้เขียนอาวุโสในการศึกษากล่าว ระบุ
เขากล่าวว่าเพียงแค่ย้ายไปยังชั้นบน โอกาสในการรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า
ส่วนเคล็ดลับการเอาชีวิตรอดอื่น ๆ ได้แก่ การเปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ และพยายามเคลื่อนที่และส่งเสียงหากคุณถูกฝังอยู่
ดินถล่มอันตรายแค่ไหน?
กรมสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “ดินถล่มบางแห่งสามารถเคลื่อนตัวเร็วกว่าอัตราการวิ่งของมนุษย์ และสามารถเกิดขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า หรืออาจใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือมากกว่านั้น”
องค์การอนามัยโลก กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ดินถล่มสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตและการบาดเจ็บจำนวนมากจากน้ำและเศษซากที่ไหลอย่างรวดเร็ว สาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดคือการบาดเจ็บหรือการขาดอากาศหายใจจากการติดอยู่ในเศษซากของดินถล่ม
แต่ผลกระทบหลังจากเกิดดินถล่มก็เป็นอันตรายเช่นกัน องค์การอนามัยโลกระบุว่า “ดินถล่มยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบสุขภาพและบริการที่จำเป็น เช่น น้ำ ไฟฟ้า หรือสายการสื่อสาร”
สายไฟฟ้าที่ชำรุดอาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อต และท่อน้ำ ท่อก๊าซ และท่อระบายน้ำที่เสียหายอาจนำไปสู่การบาดเจ็บและเป็นโรคที่เกิดจากน้ำ
“ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มยังอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเนื่องจากการสูญเสียครอบครัว ทรัพย์สิน ปศุสัตว์ หรือพืชผล” องค์การอนามัยโลก กล่าวเพิ่มเติม
ดินถล่มเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดดินถล่มมากขึ้น
“คาดว่าความถี่และขนาดของดินถล่มจะเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นผลให้มีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งมันสามารถกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินถล่ม” กรมสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ระบุ
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ดินถล่มมีแนวโน้มเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีลักษณะเป็นภูเขาที่มีหิมะและน้ำแข็ง
“เมื่อดินเยือกแข็งถาวรละลายตัวลง แนวลาดที่เป็นหินอาจมีความไม่เสถียรมากขึ้นทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม” องค์การอนามัยโลก กล่าว
กรมสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ยังกล่าวด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเชื่อมโยงกับไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น
“พื้นที่ที่เพิ่งถูกไฟไหม้สามารถประสบกับการเกิดแผ่นดินถล่มบ่อยขึ้น เนื่องจากไฟได้เปลี่ยนแปลงดินและพืชพรรณ”











