รัฐบาลเปิดฉากฟ้อง ฮุน เซน-ฮุน มาเนต ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเป็นกลยุทธ์แก้ต่างทางการเมือง และไทยไม่ไปศาลอาญาโลกเพราะมี "ชนักติดหลัง"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จฮุน เซน และ สมเด็จฮุน มาเนต สองพ่อลูกผู้ปกครองประเทศกัมพูชา
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไทยและกัมพูชายังอยู่ระหว่างการรักษาข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งคาดหวังว่าแต่ละฝ่ายต้องไม่ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งหรือยกระดับความตึงเครียดไปมากกว่าเดิม

ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบางรายวันที่ชายแดนอย่างกรณีทุ่นระเบิดที่ไทยยื่นข้อเสนอให้กัมพูชาร่วมเก็บกู้ แต่กัมพูชาไม่ตอบรับ รัฐบาลไทยได้เดินหน้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่งต่อผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงต่างตั้งคำถามว่านี่เป็นทิศทางที่คิดรอบคอบแล้วใช่หรือไม่

วานนี้ (18 ส.ค.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นำโดยนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม, นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงเพื่อหารือกันในกรณีไทย-กัมพูชา

ในเวลาต่อมา นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจบการประชุมว่า ทาง สมช. มีมติมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานอัยการสูงสุดรับผิดชอบเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีกัมพูชา "ใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรุกรานอธิปไตยของไทย" ซึ่งกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย

"เราจะดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชา รวมถึงผู้นำ เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายต้องมาพิจารณากัน" นายภูมิธรรม กล่าว

ในเบื้องต้น ทาง ตร. มอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 3 เป็นศูนย์รวมรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงนิติบุคคลต่าง ๆ จากนั้นให้รวบรวมหลักฐานส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อทำหน้าที่ในการฟ้องร้องต่อไป

"ทั้งหมดจะเป็นการฟ้องในประเทศ คือการกระทบต่อความมั่นคง และทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ก่อเหตุอยู่ภายนอกประเทศ" นายภูมิธรรมกล่าวเสริม โดยบอกว่าจำเป็นต้องทำ มิเช่นนั้นจะโดนข้อหาตาม ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา

"เป็นการฟ้องที่สามารถดำเนินการได้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นคดีชนักปักหลัง เป็นคดีเมื่อไหร่ หากเข้ามาในประเทศ เราก็จับ" เขากล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังบอกด้วยว่าสาเหตุที่ไม่ไปฟ้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพราะ "ไม่ได้รับขอบเขตอำนาจของศาลโลก ฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ไปถึงตรงนั้น"

เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะดำเนินการสืบหาเส้นทางการเงินของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาในประเทศไทยด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า "เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าจะทำก็ยังพูดไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรพูด"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไทยกับกัมพูชาเพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ไม่ถึง 1 เดือน สมช. มีมติจะดำเนินคดีกับผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน

เช้าวันนี้ (19 ส.ค.) พนมเปญโพสต์ สื่อของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ออกมาตอบโต้ต่อกรณีนี้ทันที โดยบอกว่าถ้าเนื้อหาข่าวของสื่อไทยรายงานถูกต้อง การที่นายภูมิธรรมออกมาพูดว่าเขาและสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้เป็นลูกชาย จะถูกจับหากเดินทางมายังไทยนั้น "ย่อมแสดงให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อและขาดความเข้าใจในกฎหมายจารีต ประเพณี และพิธีการทางการทูต" ของตัวรักษาการนายกรัฐมนตรี

"หากประเทศไทยอยู่ในสถานะที่สามารถจับกุมผู้นำกัมพูชาได้ กัมพูชาก็สามารถจับกุมผู้นำไทยที่รุกรานกัมพูชาและสังหารพลเมืองของเราได้เช่นกัน" สมเด็จฮุน เซน กล่าว

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามว่าวาทศิลป์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ หรือเป็นการยั่วยุที่เสี่ยงต่อการจุดประกายความตึงเครียดซึ่งกำลังผ่อนคลายลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงกันแน่

ไทยสามารถใช้กฎหมายในประเทศจับสองพ่อลูกตระกูลฮุนได้จริงหรือ ?

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กของตนเองว่า การขู่ดำเนินคดีสองผู้นำตระกูลฮุนนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักการทางการทูตให้ความคุ้มครองผู้นำต่างชาติผ่านหลักการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ หลักความคุ้มกันที่มากับตำแหน่ง (Immunity Ratione Personae) และหลักความคุ้มกันที่มากับหน้าที่ (Immunity Ratione Materiae)

"รัฐบาลชุดนี้ทำให้ดิฉันประหลาดใจทุกวัน" โพสต์ของ ศ.ดร.ปวิน ระบุ

นักวิชาการจาก ม.เกียวโต อธิบายเพิ่มเติมว่าหลักการแรกให้ความคุ้มครองแก่ผู้นำระดับสูงของรัฐในขณะที่ดำรงตำแหน่ง เช่น ประมุขของรัฐ, นายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ โดยบุคคลเหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีในต่างประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำประเทศถูกขัดขวางโดยรัฐอื่น

ส่วนหลักที่สองนั้นให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน สำหรับการกระทำที่ทำไปในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยความคุ้มกันนี้จะยังคงอยู่แม้ว่าบุคคลนั้นจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

"ดังนั้นการที่ ฮุน เซน ยังคงเป็นประธานวุฒิสภา และการกระทำที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ลูกชายยังดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงทำให้การจับกุมตัวเป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักการดังกล่าว" ศ.ดร.ปวิน ระบุ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงมีความตึงเครียดระหว่างสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร บอกกับบีบีซีไทยว่าการขยับของรัฐบาลในครั้งนี้ ขัดต่อเจตจำนงข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา

"ข้อตกลงหยุดยิงต้องการให้ทั้งสองฝ่ายมีความประนีประนอม แต่ถ้าหากเราเปิดประเด็นใหม่ สร้างความขัดแย้งเพิ่ม มันก็กลายเป็นประเด็น กลายเป็นการยั่วยุกันและกัน ยกระดับข้อพิพาทระหว่างกันออกไปเรื่อย ๆ" เขากล่าว

ที่ปรึกษา กมธ. การทหารฯ มองว่ารัฐบาลไม่ควรเลือกใช้กฎหมายในประเทศเอาผิดกับผู้นำประเทศอื่น เนื่องจากโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ และหากต้องการดำเนินการในเรื่องนี้ก็ควรอาศัยกฎหมายหรือกลไกระหว่างประเทศแทน

"การหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เหมือนใช้แรงจูงใจทางการเมืองเพื่อตอบโต้อีกฝ่าย หรือเป็นการหาคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลที่กำลังง่อนแง่นมากกว่า" นายสุภลักษณ์ กล่าว และเสริมว่าวิธีการนี้ยิ่งทำให้ประเทศไทยดูไม่เป็นผู้ใหญ่ (mature) ในสายตานานาชาติด้วย

การดำเนินคดีผู้นำกัมพูชาของรัฐบาลเพื่อไทย อาจมีนัยอื่นแฝงหรือไม่ ?

ด้าน ศ.ดร.ปวิน ให้ความเห็นเพิ่มเติมแก่บีบีซีไทยว่าในมุมมองทางกฎหมาย การที่รักษาการนายกรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่รัฐจะออกมาประกาศว่าจะดำเนินคดีกับผู้นำต่างชาติ สามารถมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตาม ม.157

"การเคลื่อนไหวนี้จึงอาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต หากมีผู้ร้องเรียนว่ารัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและคลิปเสียงที่ถูกอ้างถึง การประกาศนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองมากกว่าทางการทูต และเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดายต่อสถานการณ์"

อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดต้องปรากฏตัวที่ศาลวันที่ 21 ส.ค. นี้ พร้อมกับนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. โดยศาลเรียกมาใต่สวนกรณีคดีคลิปเสียงหลุด ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่า "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และ "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง"

ทางนายสุภลักษณ์ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการที่นายภูมิธรรมบอกว่าจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย มิเช่นนั้นจะละเมิด ม.157 นั้น จริง ๆ แล้วกรณีถือไม่เข้าข่าย

"การไม่จับฮุน เซน การไม่จับฮุน มาเนต เป็นเรื่องที่กฎหมายระบุว่าต้องไปจับหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการต้องไปจับผู้นำประเทศอื่นหรือเปล่า ?" เขาตั้งคำถาม "ผมนึกไม่ออกว่าจะมีคนใช้ข้ออ้างเช่นนี้ไปฟ้องอัยการได้อย่างไร"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, (จากซ้ายไปขวา) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี, นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในตอนนี้

ทั้งนี้ ที่ปรึกษา กมธ. การทหารฯ มองว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลเพื่อไทยอาจอาศัยมติ สมช. ในครั้งนี้ เพื่อใช้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ทว่าส่วนตัวก็มองว่า "เป็น tactic (กลยุทธ์) ที่ไม่สมเหตุสมผล" และ "เป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่ไม่ถูกต้อง"

"วิธีนี้ไม่ใช่ damage control (การควบคุมความเสียหาย) ในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่มันเป็น political damage control หรือการควบคุมความเสียหายที่จะส่งผลต่อรัฐบาลในทางการเมือง" นายสุภลักษณ์ กล่าว

เขายังเห็นว่าการให้ สมช. ออกมติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องเสียหายในแง่การดำเนินนโยบายความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากโดยหลักแล้วไม่มีประเทศใดประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะใช้กฎหมายในประเทศเพื่อดำเนินคดีกับผู้นำต่างชาติเพื่อความมั่นคงของชาติ และไม่มีประเทศใดที่นำผู้เล่นที่เป็นตัวบุคคล (individual actor) ขึ้นมาเป็นภัยคุกคามของประเทศ

นายสุภลักษณ์มองว่ารัฐบาลควรมุ่งไปที่การทำตามข้อตกลงหยุดยิงและพิสูจน์ให้นานาชาติเห็นว่ามีความตั้งใจทำเช่นนั้นจริง มากกว่าเลือกดำเนินคดีผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ปวิน ให้ความเห็นเสริมว่าหากมองให้ลึกลงไปกว่านี้ นี่คือการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่มีท่าทีเด็ดขาด พร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งนักวิชาการผู้นี้มองว่าเป็นภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและน่าจะถูกใจกลุ่มชาตินิยม

ทว่าประเด็นที่น่ากังวล คือ การกระทำเช่นนี้กำลังละเลยข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ซับซ้อน และชี้ให้เห็นว่า "เป็นการใช้วาทกรรม มากกว่าจะตั้งใจดำเนินการจริงในทางปฏิบัติ" รวมถึงอาจเป็นการสร้างศัตรูภายนอกเพื่อรวมพลังสนับสนุนจากภายประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักการเมืองทั่วโลกนิยมใช้

"การสร้างความขัดแย้งกับผู้นำต่างชาติในประเด็นที่อ่อนไหวทางความรู้สึก อาจจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนออกจากปัญหาภายในที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ได้ เช่น การรับมือกับวิกฤตผู้นำ, เรื่องความอยู่รอดของแพทองธาร, ทักษิณ [ชินวัตร] , หรือแม้แต่เพื่อไทย" นักวิชาการจาก ม.เกียวโต ระบุ

เหตุใดรัฐบาลไม่เลือกดำเนินคดีผ่านศาลอาญาโลก ?

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ภาพความเสียหายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ หลังถูกกระสุนปืนใหญ่ที่ทางกองทัพไทยระบุว่าเป็นของฝ่ายกัมพูชา ยิงทะลุเข้ามาภายในตัวอาคารจนได้รับความเสียหาย

ที่ผ่านมา รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) เคยบอกกับบีบีซีไทยว่าสามารถฟ้องร้องกัมพูชาฐานอาชญากรรมสงครามได้ โดยรวบรวมหลักฐานการโจมตีโรงพยาบาลและเป้าพลเรือนต่าง ๆ เพื่อส่งให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) พิจารณา หรือที่คนไทยเรียกว่าศาลอาญาโลก ถึงแม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมก็ตาม

อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. บอกว่า หากประเทศไทยประสงค์จะดำเนินคดี ก็สามารถยอมรับอำนาจเฉพาะคดีที่เรียกว่า "ad hoc acceptance" เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีอำนาจเป็นเฉพาะ ๆ คดีไป โดยไม่ได้ทำให้ไทยต้องเข้าเป็นหนึ่งในภาคีธรรมนูญกรุงโรม

ทว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง และไทยจะชนะคดีดังกล่าวไหมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่กระบวนการพิจารณาย่อมใช้เวลาหลายปีแน่นอน

หากย้อนกลับไปที่คำสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรมเมื่อวานนี้ ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้คดีนี้ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งที่มีช่องทางทำได้

ศ.ดร.ปวิน มองเรื่องนี้ว่าทั้งกองทัพไทยและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างมี "ชนักติดหลัง" จึงไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นอธิบายต่อว่า คดีความที่กองทัพไทยอาจเกี่ยวข้องหรืออาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ได้แก่ เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและเหตุการณ์ตากใบในปี 2547 ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงการสังหารคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ในปี 2553

"หากมีการตั้งบรรทัดฐานให้ศาล ICC เข้ามามีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คดีเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะถูกรื้อฟื้นและนำไปสู่การไต่สวนในระดับนานาชาติได้เช่นกัน"

THAILAND OUT Some of the 300 demonstrators arrested by policemen and soldiers lie on a pavement at Tak Bai police station in Narathiwat outhern Thailand, 25 October 2004. Dozens of people were injured in clashes between Thai security forces and hundreds of protesters who tried to storm a police station in Thailand's troubled Muslim-majority south, officials said Monday. AFP PHOTO (Photo credit should read STR/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพผู้ประท้วงราว 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ถูกตำรวจและทหารจับกุมโดยให้นอนคว่ำหน้าอยู่บนทางเท้าหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547

ศ.ดร.ปวิน กล่าวต่อว่าการดำเนินนโยบายสงครามยาเสพติดช่วงปี 2546 ซึ่งเป็นยุครัฐบาลของนายทักษิณ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

ข้อมูลของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่าในช่วงเดือน ก.พ.- เม.ย. 2546 เกิด "การฆ่าตัดตอน" ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างของภาครัฐว่าเป็นฝีมือการฆาตกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดด้วยกัน ส่งผลให้มีคดีฆาตกรรม 2,604 คดี และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,873 คน

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ (กสม.) ของไทยยังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากว่าเจ้าหน้าที่ใช้นโยบายดังกล่าวในการขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์, ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด, หรือเป็นหัวคะแนนของพรรคตรงข้าม เป็นต้น

กรณีนี้ยังทำให้เกิดวาทะของนายทักษิณที่เป็นตำนาน จากการออกมาพูดว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม" เพื่อตอบโต้นางอัสมา จิลานี จาฮังเกียร์ ผู้แทนพิเศษจากองค์การสหประชาชาติ ที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชาชนกว่าร้อยคนในประเทศไทย เนื่องจากการปราบปรามการค้ายาเสพติด

ตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าคดีนี้สุ่มเสี่ยงถูกพิจารณาโดยศาลอาญาโลกได้อย่างไร

เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุมอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต หลังจากศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากนโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพันคนในช่วงปี 2559-2565

"หากมีการนำคดีความของฮุน เซนเข้าสู่ศาล ICC ก็อาจเป็นช่องทางให้มีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลดังกล่าวในกรณีของนโยบายสงครามยาเสพติดได้ในอนาคต ทำให้ทั้งกองทัพและอดีตผู้นำทางการเมืองของไทยต่างระมัดระวัง และไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานนี้ขึ้นมา" ศ.ดร.ปวิน กล่าว

An activist holds a placard against the
Bangkok, THAILAND: An activist holds a placard against the Thailand government's war on drugs and the protestors claim that the war is taking many innocent lives, during a demonstration upon the arrival of UN Secretary General Kofi Annan in front of United Nations office in Bangkok, 26 May 2006. Kofi Annan is visiting Thailand where he has met and held talks with Prime Minister Thaksin Shinawatra. AFP PHOTO (Photo credit should read STR/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักเคลื่อนไหวถือป้ายประท้วงนโยบายสงครามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หน้าองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย

ช่วงสายวันนี้ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลสอบถามรักษาการนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมอีกครั้งว่ารัฐบาลจะนำคดีฟ้องร้องสมเด็นฮุน เซน และ สมเด็จฮุน มาเนต ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่

เขาตอบว่าขอดำเนินคดีด้วยกฎหมายภายในประเทศก่อน ส่วนการฟ้องร้องต่อ ICC นั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเงื่อนไข ซึ่งฝ่ายกฎหมายของ สมช., กระทรวงการต่างประเทศ, และกองทัพ ร่วมกันพิจารณาตามกระบวนการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้งว่ามีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าไทยสามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาโลกในบางเรื่องได้ ทางนายภูมิธรรมตอบมาเพียงว่า "ก็ให้เขาทำเรื่องเสนออย่างเป็นทางการมา จะให้ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา"