จากเหตุโจมตีเป้าพลเรือน ไทยจะสามารถนำกัมพูชาขึ้นศาลอาญาโลก ฐานอาชญากรรมสงครามได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาบริเวณชายแดนที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าวันที่สองไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่พบว่าพลเรือนโดยเฉพาะในฝั่งไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน หากดูจากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีสัดส่วนของพลเรือนมากกว่าทหาร
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขของไทยสั่งให้โรงพยาบาลอย่างน้อย 11 แห่ง ใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ ต้องปิดทำการ พร้อมกับสั่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์โดยด่วน หลังโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ใน ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้รับความเสียหายหนักจากอาวุธของฝ่ายกัมพูชา หลังเกิดการตอบโต้ทางอาวุธกันระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ก.ค.
จากข้อมูลของทางฝั่งไทย ยังระบุด้วยว่ามีบ้านเรือนประชาชน ร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมัน ที่ได้รับความเสียหายจากอาวุธที่ทางกองทัพของไทยบอกว่า "เป็นของกัมพูชา"
"เมื่อเกิดการขัดกันของอาวุธ (arm conflict) ไม่ว่าจะใครจะเป็นคนเริ่มยิงก่อน จะต้องไม่ยิงโรงพยาบาล ต้องไม่ยิงเป้าหมายพลเรือน" รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทย
"ถ้าหากยิงเข้ามา จะกลายเป็นอาชญากรรมสงคราม ผิดต่อธรรมนูญกรุงโรม"
รศ.ดร.ปกป้อง กล่าวต่อว่า ความผิดฐานอาชญากรสงครามเป็น 1 ใน 4 ฐานความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุดในธรรมนูญกรุงโรมปี 1998 ซึ่งมี 125 ประเทศเป็นภาคี รวมถึงกัมพูชา โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) มีเขตอำนาจดำเนินคดีเหนือภาคีดังกล่าว
ความผิดฐานอาชญากรรมสงครามมีอะไรบ้าง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จากบทความของ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ the 101.world ระบุว่า เมื่อมีการขัดกันทางอาวุธเกิดขึ้น ทหารที่ใช้การโจมตีโดยเจตนาในกรณีดังต่อไปนี้ จะถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม
- การตั้งใจยิงทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ (hors de combat) เช่น ยิงทหารที่ยอมแพ้ ยิงทหารที่ถูกจับเป็นเชลย หรือยิงทหารที่บาดเจ็บจนป้องกันตัวเองไม่ได้
- การตั้งใจยิงพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ (combatant)
- การตั้งใจยิงเป้าหมายทางทหารแต่สร้างความเสียหายเกินสมควรให้กับพลเรือน เช่น ตั้งใจยิงจรวดใส่ค่ายทหารฝั่งตรงข้าม แต่แรงระเบิดไปทำลายบ้านเรือนพลเรือนด้วยจนเกินหลักความได้สัดส่วน ก็เป็นอาชญากรรมสงคราม แต่ถ้าตั้งใจยิงจรวดใส่ค่ายทหาร แต่เกิดผลกระทบไม่มากกับพลเรือนรอบค่ายทหาร ก็ยังไม่เป็นอาชญากรรมสงคราม
- การใช้วิธีการทำสงครามที่เกินธรรมเนียมการทำสงคราม แม้การตั้งใจโจมตีทหารไม่เป็นอาชญากรรมสงคราม แต่หากการโจมตีนั้นใช้วิธีการที่ขัดต่อธรรมเนียมการทำสงคราม ก็อาจมีความผิดอาชญากรรมสงครามได้ เช่น การใช้อาวุธมีพิษ (poison or poisoned weapons) หรือ การใช้แก๊สพิษ (poisonous gases)
นอกจากนี้ การนำพลเรือนมาเป็นเกราะกำบังตัวเองในลักษณะโล่มนุษย์ (human shields) เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้ายิง รวมถึงการโกงความไว้ใจ (perfidy) เช่น แกล้งยกธงขาวให้ฝั่งตรงข้ามไม่ยิงและลดอาวุธ แต่ต่อมากลับไปยิงเขาเพราะเขาไว้ใจ ก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม
ผู้เชี่ยวชาญจากธรรมศาสตร์ ระบุว่าผู้กระทำความผิดอาชญากรรมสงครามอาจมีได้ตั้งแต่ทหารที่ฝ่าฝืนกฎแห่งการทำสงคราม และไล่สูงขึ้นไปจนถึงระดับหัวหน้าผู้สั่งการ แตกต่างจากความผิดอาชญากรรมรุกรานที่เอาผิดเฉพาะระดับหัวหน้าผู้สั่งการเท่านั้น (leadership crime)
มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ไทยจะฟ้อง ICC ว่ากัมพูชามีความผิดฐานอาชญากรสงคราม

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.ดร.ปกป้อง บอกกับบีบีซีไทยว่ากัมพูชาเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดบนแผ่นดินกัมพูชา หรือที่กระทำโดยบุคคลสัญชาติกัมพูชา แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ทำให้โดยหลักแล้ว ICC ไม่มีอำนาจเหนือการกระทำที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย ไม่มีเขตอำนาจเหนือการกระทำโดยบุคคลสัญชาติไทย
แต่กระนั้น นักวิชาการด้านกฎหมายผู้นี้บอกว่าหากประเทศไทยประสงค์ "จะเอาการดำเนินคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศก็สามารถทำได้ โดยการไปยอมรับอำนาจเฉพาะคดีที่เรียกว่า 'ad hoc acceptance' เฉพาะคดีที่เกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมา" เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีอำนาจเป็นเฉพาะ ๆ คดีไป โดยไม่ได้ทำให้ไทยต้องเข้าเป็นหนึ่งในภาคีธรรมนูญกรุงโรม
"ประเด็นแรก คือ หากไทยต้องการดำเนินคดีจริง ก็ขึ้นอยู่กับว่า ICC จะรับคดีหรือไม่ และสมมติว่าศาลรับพิจารณาคดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีหลักฐานพอที่จะลงโทษหรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง" รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว และเสริมด้วยว่ากระบวนการพิจารณากินระยะเวลาหลายปี
เขายังบอกด้วยว่า บทลงโทษของศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่แค่การประณาม แต่ศาลมีอำนาจพิพากษาและลงโทษจำคุก ปรับ ริบทรัพย์สินบุคคลที่กระทำความผิดฐานอาชญากรสงครามฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรงสูงสุด
กัมพูชาตั้งใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนหรือไม่
กัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามการใช้อาวุธหนักของไทยอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นคำชี้แจงต่อกรณีการโจมตีเป้าหมายพลเรือน
ด้าน ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การโจมตีเป้าพลเรือนของกัมพูชาก็เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในหมู่นักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลาย ๆ คน ซึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศขนาดเล็กเช่นกัมพูชาจึงกล้าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการด้วยกัน
เขาบอกว่า จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเดียวกัน ก็พบข้อสมมติฐานหลายประการที่อาจเป็นไปได้ ดังนี้
สมมติฐานแรก คือ จรวด BM-21 เป็นอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อยิงปูพรม ไม่ใช่ระบบนำวิถี ทำให้ไม่มีความแม่นยำ แม้เล็งเป้าทหาร ส่งผลให้พื้นที่พลเรือนที่อยู่ใกล้จึงได้รับผลกระทบไปด้วย
สมมติฐานที่สอง คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเมืองภายในของกัมพูชามีรอยร้าวระหว่างสองตระกูลเบอร์หนึ่งและเบอร์สอง นั่นคือตระกูลฮุนและตระกูลเตีย โดยครอบครัวหลังดูแลงานด้านความมั่นคงและกองทัพด้วย
"มันอาจจะคล้าย ๆ กับการเมืองไทยที่แต่ละขั้วไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทางด้านกัมพูชาเองมีความเป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจไม่ได้คุยกัน อีกฝ่ายอยากไปทางเกมการทูตต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ต้องการทำให้ดูเหมือนไทยเป็นผู้กระทำก่อน แต่ฝ่ายทหารอาจไม่ได้ให้ความ coordinate (ร่วมมือ) อาจอยากแสดงศักยภาพบางอย่างมากกว่า เพื่อให้ได้ใจประชาชน" อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์รายนี้ กล่าว
สมมติฐานที่สาม คือ กัมพูชาอาจตั้งใจโจมตีให้ไทยบอบช้ำมากที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา ซึ่งเป็นปลายทางของการปะทะที่กำลังเกิดขึ้น
"กัมพูชาอาจต้องการสร้างความได้เปรียบมากที่สุด เพื่อสร้างข้อต่อรองกับทางการไทย โดยอาจหยิบยกว่าหากไทยต้องการหยุดยิง ก็ต้องยอมไปขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice - ICJ) กับกัมพูชา" เขากล่าว
สมมติฐานที่สี่ คือ การโจมตีพลเรือนอาจกำลังสะท้อนแนวโน้มโลกที่เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับกติกาสงคราม โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจระดับโลกเองก็ละเมิดกฎเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน กาซา และอิรัก
"กัมพูชาอาจมองเห็นว่าตัวเองอาจไม่ได้รับแรงกระเพื่อมมากนักจากการละเมิด norm (บรรทัดฐาน) เช่นนี้ เพราะความสนใจของโลกกำลังไปอยู่ที่จุดใหญ่ ๆ อย่างยูเครนและกาซา หรือกัมพูชาอาจรู้สึกว่าตนเองยังมีจีนหนุนหลัง แม้จีนออกตัวแล้วว่าเป็นกลางก็ตาม" ดร.ฟูอาดี้ อธิบาย
เขายังเสริมด้วยว่า นอกจากความสัมพันธ์ของกัมพูชาที่แนบชิดกับจีนเป็นทุนเดิม ประเทศเพื่อนบ้านยังพยายามทำให้นานาชาติเห็นว่า ฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมและเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เองก็มีท่าทีสนับสนุนกัมพูชาด้วย
ในความเห็นของ ดร.ฟูอาดี้ มองว่า การที่พลเรือนของไทยตกเป็นเป้าโจมตี อาจเกิดได้จากข้อสมมติฐานหลาย ๆ ข้อผสมกัน แต่ส่วนตัวเขาให้น้ำหนักกับข้อ 1 และ ข้อที่ 4 มากที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก ม.ธรรมศาสตร์ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีปัจจัยความขัดแย้งส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสูงด้วย
"สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือประชาชนต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ และไม่ควรเหมารวมกลายเป็นความเกลียดชังซึ่งกันและกัน เพียงเพราะเราถือคนละสัญชาติ" เขากล่าว พร้อมกับบอกว่ารัฐบาลควรเร่งหาทางหยุดยิงและกลับไปสู่โต๊ะเจรจาให้เร็วที่สุด
"สิ่งที่ท่านทักษิณ [ชินวัตร] และท่านภูมิธรรม [เวชยชัย] พูดเรื่องการปล่อยให้กองทัพเอาคืนฮุนเซน จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะแสดงว่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงการสูญเสียของพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่ง" ดร.ฟูอาดี้ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหยิบยกอีกสมมติฐานเพิ่มเติมเป็น สมมติฐานที่ 5 ขึ้นมา โดยบอกว่า หากการปะทะยืดเยื้อต่อไป ความชอบธรรมที่ทางกัมพูชาสูญเสียไปจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนก็อาจลดน้อยลง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (collateral damage) ที่เกิดจากฝั่งไทยเองก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าการโจมตีของไทยเมื่อวานนี้ ก็ทำให้พลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิตด้วยเช่นกัน
"สุดท้ายแล้วมันจะแข่งกันว่าใครชอบธรรมน้อยกว่า แล้วตอนนี้เราก็เริ่มแสดงความไม่แม่นยำบ้างแล้ว ดังนั้น ทางกัมพูชาเขาก็อาจมองเห็น" ดร.ฟูอาดี้ บอกบีบีซีไทย
"ถึงจุด ๆ หนึ่ง มันไม่มีใครมาดูแล้วว่าฝ่ายไหนเริ่มโจมตีพลเรือนก่อน สุดท้ายแล้วหากเขาหลอกล่อให้ไทยโจมตีเพิ่มขึ้น พลเรือนสูญเสียมากขึ้น เขาก็มีความชอบธรรม"












