จากเหตุโจมตีเป้าพลเรือน ไทยจะสามารถนำกัมพูชาขึ้นศาลอาญาโลก ฐานอาชญากรรมสงครามได้หรือไม่ ?

ปตท.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ หลังการปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเช้าวันนี้ EOD และตำรวจตระเวนชายแดน เข้าเก็บกู้ระเบิดตกค้างในร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ก่อนเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้เสียชีวิตที่กู้ร่างในวันนี้ มีทั้งหมด 5 ร่าง ในจำนวนนี้รวม 2 แม่ลูกด้วย ส่วนเมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) กู้ 3 ร่าง รวมผู้เสียชีวิตในจุดนี้ 8 คน (เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ร้านสะดวกซื้อของปั๊มน้ำมัน ปตท. ใน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ได้รับความเสียหายจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน รวมถึงเด็ก
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาบริเวณชายแดนที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าวันที่สองไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่พบว่าพลเรือนโดยเฉพาะในฝั่งไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน หากดูจากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีสัดส่วนของพลเรือนมากกว่าทหาร

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขของไทยสั่งให้โรงพยาบาลอย่างน้อย 11 แห่ง ใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ ต้องปิดทำการ พร้อมกับสั่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์โดยด่วน หลังโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ใน ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้รับความเสียหายหนักจากอาวุธของฝ่ายกัมพูชา หลังเกิดการตอบโต้ทางอาวุธกันระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ก.ค.

จากข้อมูลของทางฝั่งไทย ยังระบุด้วยว่ามีบ้านเรือนประชาชน ร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมัน ที่ได้รับความเสียหายจากอาวุธที่ทางกองทัพของไทยบอกว่า "เป็นของกัมพูชา"

"เมื่อเกิดการขัดกันของอาวุธ (arm conflict) ไม่ว่าจะใครจะเป็นคนเริ่มยิงก่อน จะต้องไม่ยิงโรงพยาบาล ต้องไม่ยิงเป้าหมายพลเรือน" รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทย

"ถ้าหากยิงเข้ามา จะกลายเป็นอาชญากรรมสงคราม ผิดต่อธรรมนูญกรุงโรม"

รศ.ดร.ปกป้อง กล่าวต่อว่า ความผิดฐานอาชญากรสงครามเป็น 1 ใน 4 ฐานความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุดในธรรมนูญกรุงโรมปี 1998 ซึ่งมี 125 ประเทศเป็นภาคี รวมถึงกัมพูชา โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) มีเขตอำนาจดำเนินคดีเหนือภาคีดังกล่าว

ความผิดฐานอาชญากรรมสงครามมีอะไรบ้าง

สภาพความเสียหายของรถยนต์ที่จอดในปั๊ม ปตท.กันทรลักษณ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายของรถยนต์ที่จอดในปั๊ม ปตท.กันทรลักษณ์

จากบทความของ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ the 101.world ระบุว่า เมื่อมีการขัดกันทางอาวุธเกิดขึ้น ทหารที่ใช้การโจมตีโดยเจตนาในกรณีดังต่อไปนี้ จะถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม

  • การตั้งใจยิงทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ (hors de combat) เช่น ยิงทหารที่ยอมแพ้ ยิงทหารที่ถูกจับเป็นเชลย หรือยิงทหารที่บาดเจ็บจนป้องกันตัวเองไม่ได้
  • การตั้งใจยิงพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ (combatant)
  • การตั้งใจยิงเป้าหมายทางทหารแต่สร้างความเสียหายเกินสมควรให้กับพลเรือน เช่น ตั้งใจยิงจรวดใส่ค่ายทหารฝั่งตรงข้าม แต่แรงระเบิดไปทำลายบ้านเรือนพลเรือนด้วยจนเกินหลักความได้สัดส่วน ก็เป็นอาชญากรรมสงคราม แต่ถ้าตั้งใจยิงจรวดใส่ค่ายทหาร แต่เกิดผลกระทบไม่มากกับพลเรือนรอบค่ายทหาร ก็ยังไม่เป็นอาชญากรรมสงคราม
  • การใช้วิธีการทำสงครามที่เกินธรรมเนียมการทำสงคราม แม้การตั้งใจโจมตีทหารไม่เป็นอาชญากรรมสงคราม แต่หากการโจมตีนั้นใช้วิธีการที่ขัดต่อธรรมเนียมการทำสงคราม ก็อาจมีความผิดอาชญากรรมสงครามได้ เช่น การใช้อาวุธมีพิษ (poison or poisoned weapons) หรือ การใช้แก๊สพิษ (poisonous gases)

นอกจากนี้ การนำพลเรือนมาเป็นเกราะกำบังตัวเองในลักษณะโล่มนุษย์ (human shields) เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้ายิง รวมถึงการโกงความไว้ใจ (perfidy) เช่น แกล้งยกธงขาวให้ฝั่งตรงข้ามไม่ยิงและลดอาวุธ แต่ต่อมากลับไปยิงเขาเพราะเขาไว้ใจ ก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม

ผู้เชี่ยวชาญจากธรรมศาสตร์ ระบุว่าผู้กระทำความผิดอาชญากรรมสงครามอาจมีได้ตั้งแต่ทหารที่ฝ่าฝืนกฎแห่งการทำสงคราม และไล่สูงขึ้นไปจนถึงระดับหัวหน้าผู้สั่งการ แตกต่างจากความผิดอาชญากรรมรุกรานที่เอาผิดเฉพาะระดับหัวหน้าผู้สั่งการเท่านั้น (leadership crime)

มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ไทยจะฟ้อง ICC ว่ากัมพูชามีความผิดฐานอาชญากรสงคราม

General view with the official logo sign and inscription of the International Criminal Court ICC, an intergovernmental organization and international tribunal seated in The Hague, Netherlands on July 2025. THE ICC is is the first and only permanent international court with jurisdiction to prosecute individuals for the international crimes of genocide, crimes against humanity, war crimes, and the crime of aggression, intended to complement, not replace national judicial systems, it can exercise its jurisdiction only when national courts are unwilling or unable to prosecute criminals. The ICC is distinct from the International Court of Justice ICJ an organ of the United Nations that hears disputes between states. (Photo by Nicolas Economou/NurPhoto via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICC) ตั้งอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

รศ.ดร.ปกป้อง บอกกับบีบีซีไทยว่ากัมพูชาเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดบนแผ่นดินกัมพูชา หรือที่กระทำโดยบุคคลสัญชาติกัมพูชา แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ทำให้โดยหลักแล้ว ICC ไม่มีอำนาจเหนือการกระทำที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย ไม่มีเขตอำนาจเหนือการกระทำโดยบุคคลสัญชาติไทย

แต่กระนั้น นักวิชาการด้านกฎหมายผู้นี้บอกว่าหากประเทศไทยประสงค์ "จะเอาการดำเนินคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศก็สามารถทำได้ โดยการไปยอมรับอำนาจเฉพาะคดีที่เรียกว่า 'ad hoc acceptance' เฉพาะคดีที่เกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมา" เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีอำนาจเป็นเฉพาะ ๆ คดีไป โดยไม่ได้ทำให้ไทยต้องเข้าเป็นหนึ่งในภาคีธรรมนูญกรุงโรม

"ประเด็นแรก คือ หากไทยต้องการดำเนินคดีจริง ก็ขึ้นอยู่กับว่า ICC จะรับคดีหรือไม่ และสมมติว่าศาลรับพิจารณาคดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีหลักฐานพอที่จะลงโทษหรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง" รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว และเสริมด้วยว่ากระบวนการพิจารณากินระยะเวลาหลายปี

เขายังบอกด้วยว่า บทลงโทษของศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่แค่การประณาม แต่ศาลมีอำนาจพิพากษาและลงโทษจำคุก ปรับ ริบทรัพย์สินบุคคลที่กระทำความผิดฐานอาชญากรสงครามฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรงสูงสุด

กัมพูชาตั้งใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนหรือไม่

กัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามการใช้อาวุธหนักของไทยอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นคำชี้แจงต่อกรณีการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

ด้าน ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การโจมตีเป้าพลเรือนของกัมพูชาก็เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในหมู่นักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลาย ๆ คน ซึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศขนาดเล็กเช่นกัมพูชาจึงกล้าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการด้วยกัน

เขาบอกว่า จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเดียวกัน ก็พบข้อสมมติฐานหลายประการที่อาจเป็นไปได้ ดังนี้

สมมติฐานแรก คือ จรวด BM-21 เป็นอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อยิงปูพรม ไม่ใช่ระบบนำวิถี ทำให้ไม่มีความแม่นยำ แม้เล็งเป้าทหาร ส่งผลให้พื้นที่พลเรือนที่อยู่ใกล้จึงได้รับผลกระทบไปด้วย

สมมติฐานที่สอง คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเมืองภายในของกัมพูชามีรอยร้าวระหว่างสองตระกูลเบอร์หนึ่งและเบอร์สอง นั่นคือตระกูลฮุนและตระกูลเตีย โดยครอบครัวหลังดูแลงานด้านความมั่นคงและกองทัพด้วย

"มันอาจจะคล้าย ๆ กับการเมืองไทยที่แต่ละขั้วไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทางด้านกัมพูชาเองมีความเป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจไม่ได้คุยกัน อีกฝ่ายอยากไปทางเกมการทูตต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ต้องการทำให้ดูเหมือนไทยเป็นผู้กระทำก่อน แต่ฝ่ายทหารอาจไม่ได้ให้ความ coordinate (ร่วมมือ) อาจอยากแสดงศักยภาพบางอย่างมากกว่า เพื่อให้ได้ใจประชาชน" อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์รายนี้ กล่าว

สมมติฐานที่สาม คือ กัมพูชาอาจตั้งใจโจมตีให้ไทยบอบช้ำมากที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา ซึ่งเป็นปลายทางของการปะทะที่กำลังเกิดขึ้น

"กัมพูชาอาจต้องการสร้างความได้เปรียบมากที่สุด เพื่อสร้างข้อต่อรองกับทางการไทย โดยอาจหยิบยกว่าหากไทยต้องการหยุดยิง ก็ต้องยอมไปขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice - ICJ) กับกัมพูชา" เขากล่าว

สมมติฐานที่สี่ คือ การโจมตีพลเรือนอาจกำลังสะท้อนแนวโน้มโลกที่เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับกติกาสงคราม โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจระดับโลกเองก็ละเมิดกฎเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน กาซา และอิรัก

"กัมพูชาอาจมองเห็นว่าตัวเองอาจไม่ได้รับแรงกระเพื่อมมากนักจากการละเมิด norm (บรรทัดฐาน) เช่นนี้ เพราะความสนใจของโลกกำลังไปอยู่ที่จุดใหญ่ ๆ อย่างยูเครนและกาซา หรือกัมพูชาอาจรู้สึกว่าตนเองยังมีจีนหนุนหลัง แม้จีนออกตัวแล้วว่าเป็นกลางก็ตาม" ดร.ฟูอาดี้ อธิบาย

เขายังเสริมด้วยว่า นอกจากความสัมพันธ์ของกัมพูชาที่แนบชิดกับจีนเป็นทุนเดิม ประเทศเพื่อนบ้านยังพยายามทำให้นานาชาติเห็นว่า ฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมและเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เองก็มีท่าทีสนับสนุนกัมพูชาด้วย

ในความเห็นของ ดร.ฟูอาดี้ มองว่า การที่พลเรือนของไทยตกเป็นเป้าโจมตี อาจเกิดได้จากข้อสมมติฐานหลาย ๆ ข้อผสมกัน แต่ส่วนตัวเขาให้น้ำหนักกับข้อ 1 และ ข้อที่ 4 มากที่สุด

ทหารกัมพูชากำลังลำเลียงจรวด BM-21

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารกัมพูชากำลังลำเลียงจรวด BM-21

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก ม.ธรรมศาสตร์ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีปัจจัยความขัดแย้งส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสูงด้วย

"สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือประชาชนต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ และไม่ควรเหมารวมกลายเป็นความเกลียดชังซึ่งกันและกัน เพียงเพราะเราถือคนละสัญชาติ" เขากล่าว พร้อมกับบอกว่ารัฐบาลควรเร่งหาทางหยุดยิงและกลับไปสู่โต๊ะเจรจาให้เร็วที่สุด

"สิ่งที่ท่านทักษิณ [ชินวัตร] และท่านภูมิธรรม [เวชยชัย] พูดเรื่องการปล่อยให้กองทัพเอาคืนฮุนเซน จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะแสดงว่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงการสูญเสียของพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่ง" ดร.ฟูอาดี้ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหยิบยกอีกสมมติฐานเพิ่มเติมเป็น สมมติฐานที่ 5 ขึ้นมา โดยบอกว่า หากการปะทะยืดเยื้อต่อไป ความชอบธรรมที่ทางกัมพูชาสูญเสียไปจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนก็อาจลดน้อยลง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (collateral damage) ที่เกิดจากฝั่งไทยเองก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าการโจมตีของไทยเมื่อวานนี้ ก็ทำให้พลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิตด้วยเช่นกัน

"สุดท้ายแล้วมันจะแข่งกันว่าใครชอบธรรมน้อยกว่า แล้วตอนนี้เราก็เริ่มแสดงความไม่แม่นยำบ้างแล้ว ดังนั้น ทางกัมพูชาเขาก็อาจมองเห็น" ดร.ฟูอาดี้ บอกบีบีซีไทย

"ถึงจุด ๆ หนึ่ง มันไม่มีใครมาดูแล้วว่าฝ่ายไหนเริ่มโจมตีพลเรือนก่อน สุดท้ายแล้วหากเขาหลอกล่อให้ไทยโจมตีเพิ่มขึ้น พลเรือนสูญเสียมากขึ้น เขาก็มีความชอบธรรม"