ไทย-กัมพูชา ปะทะหนักชายแดนวันที่สอง-ผู้แทนไทยเตรียมชี้แจง UNSC

ชาว จ.สุรินทร์ จากพื้นที่อำเภอชายแดนอพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในเขตอำเภอเมือง เมื่อคืนวันที่ 24 ก.ค. 2568

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาว จ.สุรินทร์ จากพื้นที่อำเภอชายแดนอพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในเขตอำเภอเมือง เมื่อคืนวันที่ 24 ก.ค. 2568

ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยจำนวนคนไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ วันที่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 9.00 น. เป็นพลเรือนเสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 45 ราย ส่วนสถานการณ์วันที่สองยังเกิดการปะทะตามแนวชายแดนหลายพื้นที่ และมีคำเตือนให้ประชาชนอพยพเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขพลเรือนที่เสียชีวิตยังมีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ระหว่าง ศบ.ทก. และกองทัพบก ที่ระบุเมื่อช่วงบ่ายว่า มีประชาชนเสียชีวิต 16 ราย

ช่วงเย็น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี อ่านแถลงการณ์รัฐบาลแสดงความผิดหวังที่กัมพูชาเลือกใช้กำลังทางทหารก่อนและยังเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรงด้วยการโจมตีโรงพยาบาลและพื้นที่ชุมชนที่ประชาชนอาศัยอยู่เลยแนวชายแดนมากว่า 20 กม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือน 13 ราย รวมถึงเด็ก สตรี คนชรา "ถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง"

เหตุปะทะระลอกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ก่อนขยายวงไปอีกหลายจุดในพื้นที่ 4 จังหวัด ซึ่งเข้าสู่วันที่สองแล้ว

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันนี้ (25 ก.ค.) ระบุว่าตั้งแต่ 8.30 น. ทางทหารฝ่ายกัมพูชายังคงมีการใช้อาวุธหนักและอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกลโจมตีบริเวณพื้นที่ปะทะ รวมทั้งพื้นที่ส่วนหลังที่มีประชาชนอยู่ ทำให้มีประชาชนบางส่วนรวมถึงโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ

โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง กล่าวต่อไปว่าการปะทะของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ในพื้นที่ 12 จุด เช่นบริเวณพื้นที่ช่องบก, ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี, พื้นที่ซำแต จุดตรวจการณ์ภูผี ช่องตาเฒ่า เขาพระวิหาร วัดแก้ว ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์

ด้านสถานการณ์ชาวไทยชายแดนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการยิงอาวุธเข้ามาในฝั่งไทย พล.ร.ต.สุรสันต์ เปิดเผยตัวเลขจากกระทรวงมหาดไทยว่ามีประชาชนใน 4 จังหวัด อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วกว่า 130,000 คน

"นั่นก็คือเกือบร้อยละ 100 ของประชาชนในพื้นที่" โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง ระบุ

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่าใน 4 จังหวัด มีการจัดตั้งศูนย์พักพิง 295 แห่ง ได้แก่ สุรินทร์ 67 แห่ง, ศรีสะเกษ 58 แห่ง, บุรีรัมย์ 1 แห่ง และอุบลราชธานี 169 แห่ง

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ออกจากโรงพยาบาลที่อยู่ในรัศมีของการโจมตีแล้ว ซึ่งมีโรงพยาบาลชายแดนได้รับผลกระทบรวมทั้งหมด 11 แห่ง

"ในจำนวนนี้ 4 แห่งได้ปิดทำการไปโดยปริยาย เนื่องจากว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี" พล.ร.ต.สุรสันต์ ระบุ

ส่วนสถานการณ์อพยพของคนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดน จากการรายงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดเผยว่าที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงใส่ วานนี้ (14 ก.ค.) ในวันนี้การอพยพประชาชนในพื้นที่มีการอพยพทั้งหมด 100% และ จ.ศรีสะเกษ มีคำเตือนให้ชาว อ.ภูสิงห์ และ อ.ขุนหาร ตามแนวชายแดนอพยพด่วน หาจุดปลอดภัย และเข้าศูนย์พักพิง

thai news pix

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศในเขตตัวเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ช่วงเย็นวันนี้ (25 ก.ค.) กลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา หลังประชาชนจำนวนมากพากันอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเข้าสู่วันที่สอง

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือกรณีการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งหนังสือไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ร้องขอให้มีการประชุมวาระเร่งด่วนเพื่อพิจารณาเหตุปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค.

เว็บไซต์ของสหประชาชาติได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมในเรื่องนี้ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เวลา 15.00 น. ของวันที่ 25 ก.ค. หรือประมาณ 2.00 น. ของเสาร์ที่ 26 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย โดยกำหนดให้เป็นการประชุมแบบปิด (Private meeting)

ขณะที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในการประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ วานนี้ (24 ก.ค.) ว่า ได้สั่งการกระทรวงการต่างประเทศจัดเตรียมแผนการอพยพคนไทยออกจากกัมพูชาแล้ว โดยจากการประชุมร่วมกับกระทรวงคมนาคม และสายการบินพาณิชย์ ได้พิจารณาให้มีการเพิ่มจำนวนที่นั่งในเที่ยวบินระหว่างกรุงพนมเปญและกรุงเทพ เพื่อรองรับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ สื่อหลายสำนัก เช่น มติชน รายงานความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยอ้างอิงการเปิดเผยจาก น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. สายกำกับสถาบันการเงิน ว่าได้ทยอยนำพนักงานคนไทยในสถาบันการเงินสาขาต่าง ๆ ในกัมพูชากลับประเทศแล้ว โดยคาดว่าจะกลับได้ทั้งหมดในวันนี้ ซึ่งสถาบันการเงินยังปิดบางสาขาในเขตพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัดด้วย

ผู้แทนไทยเตรียมชี้แจง UNSC ที่นิวยอร์ก

เมื่อเวลา 16.00 น. นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวระบุว่า เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ยื่นหนังสือชี้แจงเหตุการณ์ใช้กำลังทางการทหารที่เริ่มโดยฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการละเมิดพันธะกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องให้กับประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (UNSC) ประจำเดือน ก.ค. แล้ว พร้อมทั้งขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวของไทยไปในเอกสารของ UNSC เพื่อให้ประเทศสมาชิก UNSC ได้รับทราบอย่างเป็นทางการด้วย

อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุถึงการประชุมของ UNSC ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็นการประชุมแบบปิด โดยเป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีการลงมติใด ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการประชุมตามปกติเมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างประสองประเทศเกิดขึ้น โดยผู้ร่วมประชุมจะประกอบด้วยสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ 15 ประเทศ และประเทศคู่ขัดแย้งอีก 2 ประเทศคือไทย และกัมพูชา

ผู้แทนไทยที่เข้าร่วมประชุมคือ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งนายนิกรเดช ยืนยันว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงจุดยืนกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนผลของการประชุมนั้น นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ที่กำลังเดินทางกลับจากนครนิวยอร์ก น่าจะเปิดเผยกับสาธารณะชนในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ค.)

ด้าน "สำนักข่าวไทย" เผยแพร่เอกสารที่ระบุว่าเป็นหนังสือที่นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ส่งชี้แจงต่อประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ มีรายละเอียด 5 ข้อ ได้แก่

1.ชี้แจงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เมื่อ 16 และ 23 ก.ค. จนบาดเจ็บสาหัสและพิการนั้น มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ และทหารเหยียบกับระเบิดในขณะลาดตระเวนตามปกติภายในเขตไทย

2.ชี้แจงการเปิดฉากปะทะเมื่อ 24 ก.ค. เวลา 8.20 น. ว่าทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน และจากนั้นกองทัพกัมพูชาได้เปิดการโจมตีดินแดนของประเทศไทยใน 4 จังหวัด โดยไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลให้มีผู้บริสุทธ์ รวมถึงผู้หญิงและเด็ก เสียชีวิต

3.ระบุว่ากองทัพกัมพูชาโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยั่วยุ เป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของ กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด แต่ต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยดำเนินการอยู่ในขอบเขตจำกัดเท่าที่จำเป็น และพุ่งเป้าไปที่การขจัดภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากกองทัพกัมพูชาเท่านั้น

4.ประณามการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือน ทรัพย์สินของพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949

5.ยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นในหลักการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี และปฏิเสธต่อการใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ

โดยหนังสือฉบับดังกล่าวยังเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศ ให้เรียกร้องกัมพูชายุติการสู้รบโดยทันที และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างสุจริตใจ พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งมีกำหนดการประชุมในช่วงต้นเดือน ก.ย. นี้

สถานการณ์ชายแดนวันที่สอง (25 ก.ค.)

กองทัพบกเปิดเผยว่าได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ว่าเริ่มมีการปะทะตั้งแต่เวลาประมาณ 4.00 น. ของวันศุกร์ที่ 25 ก.ค. ในพื้นที่ช่องบก และภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี รวมถึงในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ฝ่ายกัมพูชาได้ระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ปืนใหญ่สนาม และจรวด BM-21 เข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเวลาปัจจุบันที่รายงานในเวลา 8.00 น.

กองทัพบกระบุด้วยว่า ฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธยิงสนับสนุนตามสถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงการเข้าในพื้นที่การปะทะ

ความเสียหายจากการสู้รบในฝั่งไทยของวันนี้ เพจเฟซบุ๊ก "ทีมโฆษกกองทัพบก" รายงานว่า พบกระสุนจรวด BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน 3 จุด ในพื้นที่หมู่ 5 ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทำให้บ้านเรือนเสียหาย แต่เบื้องต้นไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากคาดว่าอพยพออกไปก่อนแล้ว

กำลังพลและรถถังของกองทัพไทยที่บันทึกภาพได้จากถนนในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อ 24 ก.ค.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, กำลังพลและรถถังของกองทัพไทยที่บันทึกภาพได้จากถนนในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อ 24 ก.ค.

เมื่อเวลา 8.07 น. เพจเฟซบุ๊ก "กองทัพภาคที่ 2" โพสต์แจ้งเตือนประชาชนในอยู่ในรัศมี 20-40 กม. จากชายแดนกัมพูชา ได้แก่ อ.น้ำขุ่น และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และ อ.ภูสิงห์, อ.ขุนหาญ และ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขอให้อพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากอยู่ในระยะยิงของเครื่องยิงจรวด BM-21, PHL-81 และ Type-90B

ขณะที่กองทัพอากาศแจ้งผ่านสื่อ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงในรัศมี 20-40 กม. ของแนวปะทะชายแดน และงดการเผยแพร่ภาพและข้อมูลของบุคลากร เช่น ภาพ เสียง เวลา ที่แสดงตำแหน่งเครื่องบิน รวมถึงภาพนักบินและเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการทางทหาร

เช่นเดียวกับกองทัพบก ที่ขอความร่วมมือไม่เผยแพร่การเคลื่อนกำลัง, การปฏิบัติ ณ ฐานที่ตั้ง, เป้าหมายการโจมตี และความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบกับผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวรบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินเอฟ-16 ไปทิ้งระเบิดในฝั่งกัมพูชา โดยเน้นทำลายเป้าหมายทางทหารกัมพูชา "ยุทธบริเวณโดยรอบ เขาพระวิหาร ตาเมือนธม ภูมะเขือ" ซึ่งเป็นฐานที่กัมพูชาใช้ยิงอาวุธหนักมายังฝั่งไทยและตกไปยังพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและโรงพยาบาล

ล่าสุดในวันนี้ (25 ก.ค.) มีประกาศให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ อ.เขาสมิง จ.ตราด และ 7 อำเภอใน จ.จันทบุรี ประกอบด้วย อ.เมืองจันทบุรี, อ.ท่าใหม่, อ.มะขาม, อ.แหลมสิงห์, อ.แก่งหางแมว, อ.นายายอาม และ อ.เขาคิชฌกูฏ

ที่ จ.สุรินทร์ หน่วยทหารเคลื่อนที่ของไทยยิงไปทางฝั่งกัมพูชา หลังจากทั้งสองประเทศใช้อาวุธหนักปะทะกันอย่างหนักต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ซึ่งเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

ที่มาของภาพ, Reuters

กัมพูชาอ้างไทยใช้อาวุธเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ราว 13.00 น. สำนักข่าว "ขแมร์ไทม์ส" (Khmer Times) รายงานการแถลงข่าวของ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า ตั้งแต่เวลา 3.20 น. ของวันนี้ (25 ก.ค.) ไทยเป็นฝ่ายเปิดการสู้รบก่อน โดยเปิดฉากโจมตีในพื้นที่ 7 จุด รวมถึงปราสาทตาเมือน , ปราสาทตาควาย และหมู่บ้านเตโชงามใน จ.พระวิหาร

โฆษกกลาโหมกัมพูชาอ้างว่าในเวลา 8.00 น. กองทัพไทยพยายามยึดพื้นที่ปราสาทตาควายคืน แต่กองทัพกัมพูชาต่อสู้อย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา

พลโทหญิงมาลี ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวไทยได้ใช้อาวุธหนักและระเบิดลูกปราย ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย โดยเธอประณามว่าการใช้อาวุธดังกล่าวเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม

สื่อกัมพูชารายงานอีกว่ามีพลเรือนกัมพูชาอย่างน้อย 1,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตมอม จ.พระวิหาร อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหลายแห่งตามแนวชายแดนลาว

ต่อมา พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เปิดแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนในช่วงบ่ายวันนี้ ระบุว่ากองทัพไทยได้ใช้เครื่องบินเอฟ-16 ทิ้งระเบิดในเขตแดนกัมพูชารวม 4 ครั้ง ได้แก่ บริเวณปราสาทพระวิหาร วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ รวม 3 ครั้ง เมื่อเวลา 12.30-12.40 น. และปราสาทตาควาย 1 ครั้ง

ในการแถลงข่าวดังกล่าว โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา อ้างด้วยว่าฝ่ายไทยได้ยิงกระสุน 4 ลูก เข้าไปในโรงเรียนประถมโมโนรอม (Monorom) 1+2 ใน อ.บันเตียอัมปึล จ.อุดรมีชัย และในหมู่บ้านของพลเรือน ทำให้มีผู้บาดเจ็บและบ้านเรือนได้รับความเสียหาย

ไทยโต้ไม่ได้ยึดปราสาทพระวิหาร

เวลา 10.33 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์แก้ข่าวในกรณีที่มีเพจไทยโพสต์ว่าทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระสำเร็จแล้ว และได้ตรึงกำลังอยู่บริเวณรอบพื้นที่นั้น ไม่เป็นความจริง

กรณีปราสาทพระวิหารนั้น มีการโต้ตอบกันมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) จากรายงานของ "พนมเปญโพสต์" ที่ระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการทางการทหารของไทยว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก

ก่อนที่ฝ่ายไทยจะชี้แจงในการแถลงข่าวของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่าการปะทะกันระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค. เกิดขึ้นที่บริเวณห้วยตามาเรีย-ภูมะเขือ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวปราสาทพระวิหาร 2 กม. จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร

ภูมิธรรมอ่านแถลงการณ์รัฐบาล ซัดกัมพูชาก่อ "อาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง"

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี อ่านแถลงการณ์รัฐบาลไทยระบุว่า จากสถานการณ์ที่ไทยกำลังถูกคุกคามจากกัมพูชา แม้ที่ผ่านมาไทยจะอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุและใช้สันติวิธีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมแล้ว แต่น่าผิดหวังที่กัมพูชาเลือกใช้กำลังทางทหารก่อนและยังเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรงด้วยการโจมตี รพ. และพื้นที่ชุมชนที่ประชาชนอาศัยอยู่เลยแนวชายแดนมากว่า 20 กม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือน 13 ราย รวมถึงเด็ก สตรี คนชรา รวมทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเสียหายอย่างใหญ่หลวง "ถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง"

รองนายกฯ กล่าวว่า รมว.ต่างประเทศได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับเลขาธิการสหประชาชาติ และรัฐบาลได้มีหนังสือถึง UNSC เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมประณามการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายโดยเฉพาะต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเชิญชวนให้ประชาคมโลกร่วมประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของกัมพูชาด้วย

"ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาล กองทัพ และหน่วยราชการทุกหน่วยไม่ได้นิ่งนอนใจแม้แต่น้อย นับแต่เสียงจากกระบอกปืนนัดแรกขึ้น กองทัพไทยได้มีการตอบโต้โดยจำกัดวงอยู่เฉพาะเป้าหมายทางการทหารของกัมพูชา บนหลักการปกป้องตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ทำลายฐานที่มั่นทางการทหารของกัมพูชา" แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์รัฐบาลยังเปิดเผยด้วยว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบต้องอพยพออกจากพื้นที่นับแสนคน และรัฐบาลได้กำหนดเกณฑ์เยียวยาครอบครัวทหารและพลเรือนที่เสียชีวิต รายละ 1 ล้านบาท, ทุพพลภาพ 7 แสนบาท, ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 แสนบาท และผู้ได้รับบาดเจ็บมาก 1 แสนบาท และประสานจัดสายการบินจัดเที่ยวบินพิเศษรับคนไทยกลับบ้าน ขณะเดียวกันพรุ่งนี้ (26 ก.ค.) รัฐมนตรีจะลงพื้นที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในการปกป้องอธิบไตยและประชาชนในพื้นที่ให้มีความปลอดภัย พร้อมย้ำว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย

"ผมขอเน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความขัดแย้งในระดับประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการปะทะกันตามแนวชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยและตอบโต้ผู้รุกราน" รักษาราชการแทนนายกฯ ระบุ

ไทยยันกรอบทวิภาคี ด้านฮุน มาเนต อ้างไทยปฏิเสธหยุดยิง

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่ารัฐบาลไทยกำลังแสวงหาทางออกผ่านกลไกทวิภาคี แม้ว่าจะมีสหรัฐฯ จีน และมาเลเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปัจจุบัน เสนอเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจา

"ผมไม่คิดว่าเราต้องการการไกล่เกลี่ยจากประเทศที่ 3 ในตอนนี้" นายนิกรเดชกล่าว

วานนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ระบุว่าได้พูดคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ และขอให้ไทยและกัมพูชาหาทางออกอย่างสันติ

อย่างไรก็ตาม นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โพสต์บนโซเชียลมีเดียในวันศุกร์ (25 ก.ค.) ว่าในตอนแรกทั้งไทยและกัมพูชาตกลงที่จะหยุดยิงตามข้อเสนอของผู้นำมาเลเซีย ทว่าฝ่ายไทยได้กลับการตัดสินใจในภายหลัง

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า ได้ขอคำชี้แจงไปยังรัฐบาลไทยแต่ไม่ได้รับการตอบรับในประเด็นที่นายฮุน มาเนต กล่าวอ้าง

อย่างไรก็ดี เมื่อ 20.31 น. กระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ชี้แจงกรณีข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ ระบุว่าไทยเห็นด้วยอย่างยิ่งในหลักการและพร้อมพิจารณา แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงโจมตีไทยโดยไม่เลือกเป้า ดังนั้นการหยุดยิงใด ๆ ต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

สรุปข้อมูลความเสียหายพื้นที่ประชาชนฝั่งไทย 24-25 ก.ค.

กองทัพบกเปิดเผยข้อมูลความเสียหายในพื้นที่พลเรือนของไทยจากการสู้รบ 2 วัน มีบ้านเรือนประชาชนเสียหายใน 10 จุด

24 ก.ค.

  • บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 10 ราย)
  • พื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ (เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย)
  • พื้นที่บ้านกุดเชียงมุน, บ้านจันลา, บ้านโพนทอง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย)
  • พื้นที่บ้านขี้เหล็ก ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
  • พื้นที่หมู่ 16 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (บาดเจ็บ 1 ราย)
  • พื้นที่บ้านหนองแรด ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
  • พื้นที่บ้านนายบุญล่วม ทองวิเศษ หมู่ 9 ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

25 ก.ค.

  • พื้นที่ ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • พื้นที่ ต.ตาเมียง, ต.บักได และ ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
  • พื้นที่ ต.รุง ต.เมือง และ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
เวลา 8.50 น. (25 ก.ค.) เกิดเหตุกระสุนจรวด BM-21 ตกลงในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน หมู่ 5 ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมจำนวน 3 จุด

ที่มาของภาพ, HAND OUT/ทีมโฆษกกองทัพบก

คำบรรยายภาพ, เวลา 8.50 น. (25 ก.ค.) เกิดเหตุกระสุนจรวด BM-21 ตกลงในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน หมู่ 5 ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมจำนวน 3 จุด

ปฏิกิริยาจากต่างชาติ

สำนักงานโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับรายงานการต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากกับรายงานถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิต เราเรียกร้องอย่างจริงจังให้ยุติการโจมตีโดยทันที ปกป้องพลเรือน และระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

ด้านนายอะนูอาร์ เอล อะนูนี โฆษกของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า "สถานการณ์ไทย-กัมพูชา: สหภาพยุโรปมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งมีรายงานว่าพลเรือนเสียชีวิต เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความรุนแรงและแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและสันติวิธีอื่น ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ"

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเผยแพร่แถลงการณ์ของ อิวายะ ทาเกชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลต่อการปะทะทางทหารระหว่างกัมพูชาและไทย ที่เกิดขึ้นวันที่ 24 ก.ค.

แถลงการณ์จาก รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์การปะทะทางทหารระหว่างสองฝ่ายเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ความตึงเครียดยังคงดำเนินมาต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ รวมทั้งมาตรการจำกัดการเดินทางผ่านด่านชายแดน ญี่ปุ่นได้พยายามสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศลดความรุนแรง

"ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัมพูชาและไทยสําคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ทั้งกัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะบรรเทาลงอย่างสันติผ่านการเจรจา"

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบรอฮิม ของมาเลเซีย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Anwar Ibrahim คืนที่ผ่านมา (24 ก.ค.) ว่าได้พูดคุยกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทย เพื่อแสดงความกังวลของมาเลเซียเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

นายอันวาร์ระบุว่า การสนทนาเกี่ยวกับความสามารถของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนในปี 2025 และเขาขอร้องให้ผู้นําทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่เลวร้ายลงและเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาอย่างสงบสุขและการแก้ปัญหาทางการทูต

"ผมยินดีกับสัญญาณเชิงบวกและเจตจำนงที่กรุงเทพฯ และพนมเปญ แสดงให้เห็นในการพิจารณาเรื่องนี้ มาเลเซียพร้อมที่จะช่วยเหลือและอํานวยความสะดวกในกระบวนการนี้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีและความรับผิดชอบร่วมกันของอาเซียน"

เสียงจากคนชายแดน ผู้พลัดบ้านและผู้อยู่ต่อ

สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินมาเป็นวันที่สอง ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธหนักที่อีกฟากของประเทศเพื่อนบ้านยิงเข้ามา เริ่มร้างผู้คนในเขตตัวเมือง

พระสงฆ์ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คือบางชีวิตที่ "อยู่ต่อ" แม้สถานการณ์จะไม่แน่นอน อานันท์ ชนมหาตระกูล ช่างภาพและผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีไทย พบพวกเขาในบังเกอร์หลุมหลบภัยแห่งหนึ่งใน อ.กันทรลักษณ์ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยพิกัด

"ส่วนใหญ่คนที่ยังอยู่ก็เป็นผู้ชาย อยู่เพื่อดูแลทรัพย์สินในหมู่บ้าน ไม่อยากทิ้งบ้านไปหมด" ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งกล่าว เขายังเล่าว่า ในพื้นที่ยังมี ชรบ. เหลืออยู่ประมาณ 15 คนกระจายกันอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อดูแลความปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้

"หลุมหลบภัยแต่ละหลุมก็ใกล้เคียงกัน ไม่มีหลุมใหญ่กว่ากัน ทุกคนต้องอยู่ด้วยความระมัดระวัง" ผู้นำชุมชนบอก

แม้ไม่มีการบังคับให้อพยพ แต่หลายครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กเลือกที่จะย้ายเข้าไปยังศูนย์พักพิงกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของหลายหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านคนนี้เล่าว่าแต่ละหมู่บ้านก็กระจัดกระจายไปยังศูนย์พักพิงคนละที่กัน

คิดว่าจะจบในกี่วัน ? "ไม่แน่ใจนะครับ รู้สึกว่ายิงกันตลอด ปีนี้รุนแรงกว่าปี 54 มาก"

ชรบ. หมู่บ้านอีกนับสิบชีวิตที่ยังคงไม่ได้อพยพนอกพื้นที่ (ภาพได้รับอนุญาตให้เผยแพร่แล้ว)

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, ชรบ. หมู่บ้านอีกนับสิบชีวิตที่ยังคงไม่ได้อพยพนอกพื้นที่ (ภาพได้รับอนุญาตให้เผยแพร่แล้ว)

ในบังเกอร์จุดเดียวกัน พระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งบนเก้าอี้พลาสติกบนเสื่อสีเหลืองที่แต่ก่อนมันอาจถูกปูอยู่บนศาลวัดหรือกุฏิ ทว่าตอนนี้สถานที่ต่างออกไป -- นั่นคือบังเกอร์ซีเมนต์ที่ความสูงขนาดตัวคนพอยืนได้

"เพราะมีญาติโยมบางส่วนอยู่ดูแลข้าวของ เลยอยู่เป็นกำลังใจให้พวกเขาที่กลัว เจ้าหน้าที่ ชรบ. หมู่บ้านด้วย เขาก็พามาอยู่ตรงนี้" หลวงพ่อรูปนี้กล่าวขณะนั่งอยู่ในหลุมบังเกอร์ที่ตั้งอยู่ในเขตวัด

พระสงฆ์จากกันทรลักษ์บอกว่าในสถานการณ์เช่นนี้ กิจวัตรอย่างการออกบิณฑบาตก็หยุดไปโดยปริยาย ซึ่ง "โยม" ก็เป็นผู้นำอาหารมาถวาย แต่การสวดมนต์ภาวนายังมีเป็นประจำ

"เมื่อเช้าสวดมนต์ภาวนาอยู่ ตีสามกว่า...ไปเลย [เสียงระเบิดปืนใหญ่] ตีสามกว่าจนถึงตอนนี้" พระรูปนี้เล่า ท่ามกลางเสียงดังคล้ายระเบิดหรืออาวุธที่ลอยแว่ว ๆ อยู่ในพื้นที่

tnp

ที่มาของภาพ, thai news pix

เมื่อถามถึงความรู้สึกระหว่างเหตุการณ์ในปี 2554 และเหตุการณ์ในปี 2568 หลวงพ่อสะท้อนว่า "ปี 54 ก็ไม่ดีแล้ว แต่ปีนี้ยิ่งไม่ดีเลย มันข้ามมาถึงวัด ถึงปั๊มน้ำมัน มันไม่ควรเกิด แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้"

พระสงฆ์บอกว่าแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความสงสารทั้งสองฝ่าย "ทั้งสองฝ่ายเราไม่อยากให้เข่นฆ่ากัน ดวงจิตดวงวิญญาณมันมีคุณค่า "

แม้สถานการณ์จะยังคงคุกรุ่น หลายเสียงที่เราได้รับจากพื้นที่นั้น สะท้อนให้เห็นว่าความกลัว ความเสียสละ และความรักบ้านเกิด เป็นสิ่งที่ยังเหนี่ยวรั้งหลายชีวิตให้อยู่ต่อ "สุดท้ายยังไงก็ต้องมาเจรจากัน" หลวงพ่อกล่าวทิ้งท้ายไว้

กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

ที่มาของภาพ, thai news pix

จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จำนวนมากต้องอพยพอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ที่ยังคงดังกึกก้องในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 ก.ค. หนึ่งในพื้นที่พักพิงของคนสุรินทร์คือมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่เปิดศูนย์พักพิงรองรับผู้อพยพกว่า 450 คน โดยมีนักศึกษาคณะครุศาสตร์ร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ที่เข้ามาพักอย่างใกล้ชิด

ชาว อ.พนมดงรัก คนหนึ่งบอกว่าเขาและครอบครัวตัดสินใจอพยพทันทีหลังได้ยินเสียงปืนใหญ่ระลอกแรกในช่วงเช้า ซึ่งสร้างความหวาดกลัวอย่างมาก

"ตอนนั้นผมตั้งใจจะเริ่มทำธุระอยู่พอดี แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น 'ตูม' สนั่นเลยครับ… ผมรีบเก็บของได้แค่บางส่วน เพราะตั้งตัวไม่ทัน" เขากล่าวขณะอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านในคืนแรก

ชายผู้นี้เล่าอีกว่าเสียงปืนใหญ่เริ่มขึ้นก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงปืนเล็ก โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างประโคนชัย–กรมหลวงรัก ซึ่งมีรายงานมีกระสุนปืนผสมกับเส้นทางหลัก

"ขอให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายเจรจาให้จบ ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานแล้ว ขอให้จบเร็ว ๆ"

ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ มรภ.สุรินทร์

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ มรภ.สุรินทร์ ค่ำคืนแรกที่หลายคนไม่ได้กลับบ้าน

คำสั่งปิดโรงพยาบาลแนวชายแดนอย่างน้อย 11 แห่ง รวมถึงสั่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ หลังพบว่ามีโรงพยาบาลใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตกเป็นเป้าโจมตีได้รับความเสียหายตั้งแต่ 24 ก.ค. ยังกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนในอีกหลายอำเภอ

สิริษา บุญมาก อายุ 36 ปี บอกว่าพ่อ อายุ 90 ปี และแม่อายุ 67 ปี อาศัยอยู่ใน ต.ไพศาล อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีเหตุสู้รบประมาณ 50-80 กิโลเมตร โดยแม่ของเธอบอกว่ายังได้เสียงการปะทะเป็นระยะ ๆ

คำสั่งปิดสถานพยาบาลทำให้พ่อของสิริษาถูกยกเลิกนัดตรวจพบแพทย์เพื่อติดตามอาการโรคความดันโลหิตสูงที่ รพ.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และพวกเขายังไม่ทราบว่าจะได้นัดหมายครั้งใหม่เมื่อใด และ รพ.ปราสาทแจ้งว่าให้บริการเพียงผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้นในตอนนี้ จนกว่าสถานการณ์จะสงบ

สิริษาบอกว่าผู้ใหญ่บ้านยังไม่มีคำสั่งอพยพ แต่บรรยากาศในหมู่บ้านยังเต็มไปด้วย "ความตื่นตระหนก" และพวกเขาเมื่อเห็นภาพบ้านเรือนประชาชน รวมถึงโรงพยาบาลในที่อื่น ๆ ได้รับความเสียหายจากอาวุธ ก็ยิ่งทำให้รู้สึก "ไม่ปลอดภัย และรู้สึกถูกคุกคาม"

เธอยังบอกด้วยว่าในหมู่บ้านมีผู้อาศัยหน้าใหม่เดินทางเข้ามาเมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องที่อยู่ติดชายแดนไปทางปราสาทตาเมือนธม ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น