ผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล อาจเป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ทักษิณ-ฮุน เซน ขัดแย้งกันหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ณ ประเทศมาเลเซีย แม้ต้องใช้เวลาอยู่อีกหลายวันกว่าการปะทะตามแนวชายแดนจะสงบลงจริง โดยสถานการณ์ตอนนี้ได้เคลื่อนเข้าสู่ขั้นตอนการหารือและเจรจาแล้ว
อย่างไรก็ดี หนึ่งในสิ่งที่นักวิเคราะห์ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงตอนนี้ คือต้นตอที่แท้จริงของรอยร้าวครั้งนี้ระหว่างสองประเทศ และสองตระกูล ฮุน-ชินวัตร
เมธิส โลหเตปานนท์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในบทวิเคราะห์ของเขาว่า ประเด็นที่น่าสับสนที่สุดของความขัดแย้งครั้งนี้คือ "แทบไม่มีใครนอกกลุ่มผู้นำระดับสูงในไทยและกัมพูชา" ที่รู้แน่ชัดว่าต้นตอมาจากไหน
บีบีซีไทยชวนผู้อ่านทำความเข้าใจประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 44 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นหนึ่งใน 'เหตุผล' ของการแตกหักครั้งนี้
ไม่มีคำตอบที่แท้จริงของรอยร้าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมธิสระบุว่า ที่ผ่านมาทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาต่างพยายามสร้างคำตอบให้กับคำถามว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งนี้มาจากไหน
เขายกตัวอย่างรายงานจากสำนักข่าวเดอะพนมเปญโพสต์ที่อ้างว่ากองทัพไทยเป็นผู้จุดชนวนเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เพื่อผลประโยชน์ภายในประเทศ รวมถึงข้ออ้างจากฝั่งกัมพูชาที่ชี้ว่า "กัมพูชาจะเป็นผู้เริ่มต้นการปะทะได้อย่างไรในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าศักยภาพด้อยกว่า"
เมธิส หักล้างข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ โดยชี้ว่ามีการประเมินจากนักวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแห่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเป็นผู้ยกระดับความตึงเครียดสถานการณ์ที่ชายแดนมากกว่าไทยเกินเท่าตัว นอกจากนี้ยังไม่ควรตัดประเด็นการเมืองภายในของกัมพูชาออกจากสมการ
ในทางตรงกันข้าม ทฤษฎีการขัดผลประโยชน์มากมายระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ครอบคลุมทั้งหมดเช่นเดียวกัน
เมธิสบอกกับบีบีซีไทยว่า การที่รัฐบาลไทยปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบ่อนกาสิโนชายแดน อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายว่าทำไมความขัดแย้งครั้งนี้จึงทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "คำอธิบายเพียงบางส่วน" เพราะการปราบปรามเหล่านี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างจริงจัง "ภายหลัง" จากเหตุการณ์คลิปเสียงการโทรศัพท์ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ถูกเผยแพร่
บีบีซีไทยพบว่า โฆษกรัฐบาลได้แถลงเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ว่า น.ส.แพทองธาร ได้สั่งเดินหน้านโยบายแห่งชาติ ด้านปราบปรามคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์-พนันออนไลน์ ในทุกรูปแบบ ขณะที่คลิปเสียงถูกปล่อยออกมาตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.
"แม้มาตรการของรัฐบาลในการจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาจมีบทบาทในการทำให้ความขัดแย้งลุกลามมากขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ ฮุน เซน ไม่พอใจจนออกมาโจมตีตระกูลชินวัตรในลักษณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่านำไปสู่คำถามว่า 'สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร' แต่จุดนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ของการคาดเดา" เมธิสชี้
เขาเสริมต่อว่า ทฤษฎีที่ว่ากัมพูชาอาจรู้สึกถูกคุกคามจากข้อเสนอของรัฐบาลไทยในการทำให้ศูนย์รวมความบันเทิง หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ซึ่งมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง ถูกกฎหมายในประเทศไทย เป็นทฤษฎีที่ฟังดูสมเหตุสมผลมาก "แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้คือชนวนเหตุหลัก"
"สำหรับประเด็นเกาะกูด ผมทราบว่าบุคคลบางคนกล้าออกมาแสดงความเห็นในที่สาธารณะ แต่เราก็ยังไม่มีหลักฐานต่อสาธารณะในเรื่องนี้เช่นกัน" เมธิส กล่าว
บีบีซีไทยพบว่า ที่ผ่านมาสำนักข่าวในไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาพูดถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนบริเวณเกาะกูด
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. สำนักข่าวไทยพีบีเอสรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวความมั่นคงโดยมีใจความตอนหนึ่งระบุว่า "เป้าหมายหลักที่ทำให้ฝ่ายกัมพูชารุกคืบมาตลอด คือความต้องการให้มีการขยับแนวช่องบกเข้ามา เพื่อทำให้เป็นจุดปักปันเขตแดนใหม่ ซึ่งจุดปักปันเขตแดนนี้ เราวิเคราะห์ว่า หากขยายไป ก็จะทำให้เพิ่มแนวคลุมถึงด้านเกาะกูด เกาะกง จ.ตราด... คำถามสำคัญคือ ตรงนี้มีอะไรที่ทำให้กัมพูชาอยากได้ และรัฐบาลไทยทำไมถึงเงียบ"
ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พูดในรายการ "เรื่องใหญ่รายวัน" ทางช่อง ONE อ้างว่าการปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีคนจากฝั่งไทยพยายามเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชา และหนึ่งในสิ่งที่กัมพูชาต้องการคือการเปลี่ยนเส้นเขตแดน ที่อาจมีปลายทางไปถึงจังหวัดจันทบุรีและตราด
เกาะกูดและ MOU 44 สำคัญอย่างไร ?
- เกาะกูด
เกาะกูดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ จ.ตราด ตั้งอยู่ห่างออกไปจากแผ่นดินใหญ่ประมาณ 44 ไมล์ทะเล
ดร.เติมศักดิ์ เฉลิมพลานุภาพ นักวิชาการอาวุโสรับเชิญ ประจำโครงการศึกษาประเทศไทย สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ เขียนอธิบายประวัติศาสตร์เกาะกูด ผ่านรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา
เขาระบุว่าในยุคอาณานิคม ฝรั่งเศสและราชอาณาจักรสยามได้ลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2450 เพื่อต่อรองพื้นที่ ในสนธิสัญญาฉบับนั้น สยามได้พื้นที่จังหวัดตราดและหมู่เกาะในอ่าวไทยบริเวณแหลมสิงห์ ซึ่งรวมถึงเกาะกูดมาด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงฉบับนี้ไม่ได้ระบุเขตแดนทางทะเลระหว่างสยามกับกัมพูชาเอาไว้
ดร.เติมศักดิ์ ชี้ว่า ในมุมมองของสยามซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย เกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของชาติอย่างชัดเจนนับตั้งแต่สนธิสัญญาปี 2450

ที่มาของภาพ, Getty Images
- พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
ในรายงานอีกฉบับหนึ่งโดย ฐิตา แสงหลี ผู้ร่วมวิจัย สังกัดโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า แนวคิดเรื่องการขยายอำนาจทางทะเลที่เกินออกไปจากขอบเขต 3 ไมล์ทะเล และครอบคลุมพื้นที่ทะเลหลายประเภท อาทิ ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงในปี 2488
รายงานของฐิตาระบุว่า ในปี 2515 กัมพูชาได้ประกาศเขตไหล่ทวีปของตนอย่างเป็นทางการในพระราชกฤษฎีกาของประเทศ โดยแผนที่ราชการนี้อ้างสิทธิครึ่งหนึ่งของเกาะกูด ในปีถัดมา ฝ่ายไทยจึงตอบโต้โดยการออกแผนที่ราชการที่แสดงให้เห็นว่าเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย
รายงานดังกล่าวของฐิตาระบุว่า สำหรับฝ่ายไทย เส้นที่กัมพูชาอ้าง โดยเฉพาะเส้นที่ลากจากจุดสิ้นสุดพรมแดนไปตัดผ่านเกาะกูด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง เพราะเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ทั้งในเชิงนิตินัย จากการรับรองของสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี 2450 และพฤตินัย ที่ประชาชนบนเกาะกูดเป็นคนไทย การปกครองและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบไทย
"ฝ่ายชาตินิยมไทยมองว่า เส้นที่กัมพูชาอ้าง โดยเฉพาะเส้นที่ลากจากจุดสิ้นสุดพรมแดนไปยัง 'จุด P' แล้วตัดผ่านเกาะกูด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง ปฏิกิริยานี้ถือว่าเข้าใจได้ เพราะเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งศตวรรษ" รายงานดังกล่าวของ ฐิตา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ฐิตา ชี้ว่า พื้นที่ในอ่าวไทยมีความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะลักษณะของอ่าวที่เป็นพื้นที่จำกัด มีเกาะจำนวนมาก และพื้นทะเลไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ ทำให้พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area - OCA) มีขนาดใหญ่และหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชาขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร
- MOU 44
บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงกรอบการเจรจา ไม่ใช่เอกสารข้อตกลงสุดท้าย เริ่มต้นขึ้นในปี 2544 ขณะที่นายทักษิณ ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา
ในรายงานของ ดร.เติมศักดิ์ เขากล่าวว่า ในปี 2543 และ 2544 ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยและกัมพูชาได้พบปะเพื่อหารือกัน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกันในอ่าวไทยเป็นหลัก
เขาเสริมว่าใน MOU 44 ไม่มีการกล่าวถึงการครอบครองเกาะกูดแต่อย่างใด และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า รอยเว้าเล็ก ๆ รูปตัวยูใกล้เกาะกูดในแผนที่ที่แนบมามีความหมายว่าอย่างไร ทว่านักกฎหมายไทยหลายคนกังวลเกี่ยวกับถ้อยคำที่ยอมรับว่า "มีพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน" (Overlapping Claims Area - OCA) ซึ่งครอบคลุมถึงทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone - EEZ) ในอ่าวไทย
รายงานของฐิตาเสริมว่า ในแผนที่แนบของ MOU 44 จะเห็นว่ามีช่องว่างเล็ก ๆ บริเวณรอบเกาะกูด ซึ่งในด้านหนึ่งอาจสะท้อนว่ากัมพูชาพยายามรับฟังข้อกังวลของไทยเรื่องการลากเส้นผ่าเกาะกูด แต่อีกด้าน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเทคนิคที่ละเอียด เช่น ค่าพิกัดแนวดิ่งและแนวราบ การตีความว่าเกาะกูดจะได้รับสิทธิเพียงใดในทะเล จึงยังไม่แน่ชัด ความกลัวที่ตามมาคือ หากประเทศไทยยอมรับการขีดเส้นของกัมพูชาในเอกสารทางการใด ๆ อาจกลายเป็น "การยอมรับโดยปริยาย" ได้
"บทเรียนที่น่าหวาดหวั่นที่สุดสำหรับฝ่ายชาตินิยมไทยคือกรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ที่ศาลโลกตัดสินให้กัมพูชาเป็นฝ่ายชนะ โดยอ้างว่าไทยในขณะนั้น (ซึ่งยังใช้ชื่อว่าสยาม) ไม่ได้คัดค้านแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำไว้แต่แรก ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียดินแดน" รายงานของฐิตาระบุ
รายงานของฐิตายังเสริมว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ฝ่ายชาตินิยมในไทยมองว่า MOU 44 เป็นปัญหา เป็นเพราะมาตรฐานทางกฎหมายของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน กล่าวคือไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฏหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS) แล้ว ขณะที่กัมพูชายัง
เธอเสริมว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้จากมุมมองของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากข้อกล่าวอ้างทางเขตแดนของกัมพูชานั้น อิงตามสนธิสัญญายุคอาณานิคมเพียงอย่างเดียว และขัดแย้งกับ UNCLOS ดังนั้น สำหรับกัมพูชา การให้สัตยาบัน UNCLOS ก็เท่ากับว่าทำให้ตัวเองเสียเปรียบ
เพราะฉะนั้น จากมุมมองของฝ่ายชาตินิยมไทยที่กังวลเรื่องประเด็น "การยอมรับโดยปริยาย" ไทยควรจะกดดันให้กัมพูชาลงนามใน UNCLOS เสียก่อนจะมีการเจรจาใด ๆ เรื่องเขตแดน หรือเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมในพื้นที่ทับซ้อน
สำหรับ ดร.เติมศักดิ์ ความสำคัญของ UNCLOS อยู่ที่ว่าข้อกฎหมายดังกล่าวจะมอบแนวโน้มที่ไทยจะได้สิทธิทางทะเลมากกว่าการเจรจาผ่าน MOU 44
ข้อกล่าวอ้างเรื่อง 'ผลประโยชน์ซ้อนทับ' บนพื้นที่ทับซ้อน
ฐิตา วิจารณ์ในรายงานฉบับดังกล่าวว่า นอกจากประเด็นเกาะกูดที่คลุมเครือ ยังพบข้อผิดพลาดที่ชัดเจนในแผนที่แนบท้าย MOU 44 ในประเด็นการกำหนดพิกัดเส้นรุ้ง (latitude) ผิด โดยใส่เป็น °E (ตะวันออก) แทนที่จะเป็น °N (เหนือ) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกต้อง เนื่องจากเส้นรุ้งต้องกำหนดเป็นทิศเหนือหรือใต้เท่านั้น ความผิดพลาดนี้จึงทำให้ฝ่ายชาตินิยมไทยจำนวนมากอ้างว่า เป็นหลักฐานว่า บันทึกข้อตกลงนี้ถูกจัดทำอย่างเร่งรีบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มนักการเมืองบางกลุ่มที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ
ก่อนหน้าที่จะมีการแตกหักระหว่างตระกูลชินวัตรและตระกูลฮุน ฐิตาเสริมว่าผู้นำทั้งสองยังเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถด้านธุรกิจ และมีความสัมพันธ์ส่วนตัวแน่นแฟ้นในฐานะ "พี่น้องทางจิตวิญญาณ" อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยที่ใกล้ชิดทักษิณมักมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับกัมพูชามากกว่ารัฐบาลที่มาจากฝ่ายทหารหรืออนุรักษนิยม
"ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่เผชิญข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างต่อเนื่องมากกว่าคนอื่น ๆ ในไทย และในฐานะบุคคลที่มีบทบาทแบ่งขั้วการเมืองไทยมาเกือบสองทศวรรษ เขาจึงมีศัตรูทางการเมืองมากมาย แต่กระนั้น ทักษิณก็มีแนวโน้มแทรกตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาดังกล่าวอยู่เสมอ" เธอชี้
เธอยกตัวอย่างล่าสุดในช่วงกลางปี 2567 ที่ทักษิณตกเป็นข่าวจากการพบปะกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ทั้งที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามเข้าไปมีบทบาทไกล่เกลี่ย และอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านพลังงานและอสังหาริมทรัพย์
เธอเสริมว่า แม้ก่อนหน้านี้ทักษิณจะออกมายืนยันว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมเด็จฮุน เซน มี "เส้นแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติ" อย่างชัดเจน โดยอ้างถึงเหตุการณ์ปี 2546 ที่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาตึงเครียดถึงขั้นสถานเอกอัครราชทูตไทยในพนมเปญถูกเผาจากกระแสชาตินิยม แต่ข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เขายังมีบทบาทเบื้องหลังรัฐบาลของลูกสาว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในมิติที่คล้ายคลึงกัน ดร.เติมศักดิ์ กล่าวในงานของเขาเช่นเดียวกันว่า เมื่อ น.ส.แพทองธาร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอก็พยายามกลับมาผลักดันการเจรจา MOU 44 อีกครั้ง "ตามคำแนะนำของทักษิณ" แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างหนักจากฝั่งอนุรักษนิยม ซึ่งตามการวิเคราะห์ของฐิตา นับว่าการคัดค้านมีน้ำหนักและเหตุผลอยู่เช่นเดียวกัน
บีบีซีไทยพบว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 น.ส.แพทองธาร ออกมาแถลงข่าวยืนยันหลังถูกสังคมกดดันอย่างหนักจากประเด็นการเดินหน้าเจรจา MOU 44 กับกัมพูชา โดยเธอย้ำว่า "เกาะกูดเป็นของประเทศไทย และเป็นมาตั้งนานแล้ว ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างรับรู้อยู่แล้วว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย และเป็นไปตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมเสียพื้นที่ของประเทศไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียวไปให้ใครก็ตาม"
น.ส.แพทองธาร ให้เหตุผลต่อสาธารณชนว่า บันทึกความเข้าใจนี้ ไทยไม่สามารถยกเลิกได้ฝ่ายเดียว เนื่องจากอาจถูกฟ้องได้ ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า การเจรจาจะมีขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์และเกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะในการลดต้นทุนพลังงาน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีก๊าซธรรมชาติ
รายงานของฐิตาชี้ว่า ในขณะที่รัฐบาลแพทองธารให้เหตุผลว่านโยบายนี้มีความจำเป็นต่อการลดต้นทุนพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยเองกำลังเผชิญกับปริมาณสำรองพลังงานภายในประเทศที่ลดน้อยลง ด้านกัมพูชาก็ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก และยังไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันภายในประเทศให้เป็นรูปธรรมได้ ทั้งสองประเทศจึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าที่สูงท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ดร.เติมศักดิ์ หักล้างข้อกล่าวอ้างของ น.ส.แพทองธาร โดยระบุว่า บันทึกความเข้าใจนี้เป็นเพียงกรอบเจรจาทวิภาคี "ไม่เคยได้รับการรับรองจากรัฐสภาไทย เนื่องจากไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ"
เขาเสริมว่าก่อนหน้านี้มีความพยายามยกเลิก MOU 44 ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้นที่แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจอาวุโสพิเศษของเขาเมื่อเดือน พ.ค. 2552
อย่างไรก็ดี นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ออกมาชี้แจงเมื่อ พ.ย. 2567 ว่า ขั้นตอนดำเดินไปตามปกติ ทว่ามีการยุบสภาขึ้นมาก่อน โดยที่เรื่องยังค้างอยู่ และเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็ไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ต่อ
นายอภิสิทธิ์ ยุบสภาเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2554 โดยผู้นำรัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมาแทนคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่เธอจะถูกรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากนั้นจึงมีการเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นผู้นำต่อ
ดร.เติมศักดิ์ ชี้ว่า "สายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างฮุน เซน กับทักษิณสร้างความสับสนและนำไปสู่การคาดเดาหลายประการ หลังจากทักษิณได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาลตำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฮุน เซน ได้เดินทางมาเยี่ยมที่บ้านของทักษิณ ความใกล้ชิดระหว่างสองผู้นำนี้ทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าอาจมีข้อตกลงลับที่เอื้อประโยชน์ส่วนตัวร่วมกัน รวมถึงประเด็นการสำรวจปิโตรเลียมร่วมกันในอ่าวไทย"
เขาชี้ว่า ฝ่ายที่ต่อต้านตระกูลชินวัตรสงสัยว่าทักษิณและฮุนเซนอาจมีการสมคบคิดเพื่อเร่งให้เกิดข้อตกลงสำรวจพลังงานร่วมกัน เพื่อแลกกับผลประโยชน์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่หวังผลกำไรจากทรัพยากรปิโตรเลียม
ด้านฐิตาสรุปว่า ข้อสงสัยเหล่านี้มีแนวโน้มจะไม่จางหาย เนื่องจากปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงฝังลึก รวมถึงข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่ทักษิณยังคงเผชิญอยู่ อีกทั้งการสื่อสารที่ยังไม่ชัดเจนของรัฐบาลแพทองธารเกี่ยวกับประเด็นการปกป้องอธิปไตย ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายชาตินิยมเชื่อว่า นักการเมืองอาจไม่ได้ดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง











