วิเคราะห์ 4 ความผิดพลาดทางการเมือง-การทูตของ แพทองธาร ปมคลิปเสียงหลุด สนทนากับฮุน เซน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

สถานการณ์ตลอดทั้งวันนี้ (19 มิ.ย.) เต็มไปด้วยถ้อยแถลงจากรัฐบาลต่อเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีคลิปเสียงสนทนาส่วนตัวระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและประธานวุฒิสภาของกัมพูชา

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงประณามการเผยแพร่คลิปเสียงการเจรจาระหว่างผู้นำไทยและอดีตนายกฯ กัมพูชา โดยระบุว่า "การกระทำดังกล่าวขัดต่อจรรยาบรรณและมารยาทพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ไม่อาจยอมรับได้"

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า ทางการไทยได้เรียก นายฮุน ซาเรือน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มารับหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา

หลังการออกแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไม่นาน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงขอโทษต่อประชาชนต่อกรณีคลิปเสียงการสนทนาที่ตนพูดคุยกับอดีตผู้นำกัมพูชาว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น จึงขออภัยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

เธอย้ำว่ามีการพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลที่หลายฝ่ายมองว่าถูกพาดพิงถึงโดยตรงจากคลิปเสียงที่หลุดออกมา พร้อมอธิบายว่าความตั้งใจจริงคือการต่อรอง และทั้งหมดเป็น "แทคติก (กลวิธี) ของการสื่อสารที่จะเจรจาต่อไปว่าเราต้องแสดงความเข้าใจเขาก่อน"

"ขอยืนยันอีกครั้งว่าทางรัฐบาลกับกองทัพเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็อยากให้พี่น้องประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกับเราด้วย" นายกรัฐมนตรี แพทองธาร กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

นายกฯ กล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโดยสันติวิธีผ่านกระบวนการทวิภาคี และกล่าวถึงการปล่อยคลิปเสียงว่า ความจริงแล้วทั่วโลกไม่มีใครทำแบบนี้ เวลาผู้นำประเทศพูดคุยเจรจา หากไม่ได้แจ้งก่อนว่าจะมีการอัดเทปหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ ต้องเป็นการติดต่อผ่านกระทรวงการต่างประเทศตามรูปแบบที่ถูกต้อง และรับทราบร่วมกันว่าจะมีการอัดเทปเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้เป็นการคุยส่วนตัวด้วยมือถือของตนเอง

"การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่ควรเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก" น.ส.แพทองธาร กล่าว

การพูดคุยเจรจาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หลายฝ่าย ถึงเนื้อหาที่มีการพาดพิงฝ่ายกองทัพ ท่าทีบางประการ ตลอดจนสัมพันธ์ส่วนตัวของสองตระกูลทางการเมืองระหว่าง "ชินวัตร-ฮุน" รวมถึงหลักการการเจรจาของระดับผู้นำประเทศที่ปรากฏล่ามกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว

บีบีซีไทยพูดคุยกับนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์สองคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศ และนักวิชาการด้านอักษรศาสตร์ที่เชี่ยวชาญประเด็นกัมพูชา เพื่อถอดรหัสคลิปเสียงสนทนาในประเด็นข้างต้น

1. ดาบสองคมของการใช้สัมพันธ์ส่วนตัวเจรจา

"ส่วนหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีพยายามใช้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของรัฐบาลแพทองธารก็คือ ครอบครัวชินวัตรกับฮุน เซน มีความสนิทสนมกันมาก สื่อเป็นนัยหลาย ๆ ครั้งว่า ปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชาไม่ต้องห่วงเลย เพราะว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน" ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวกับบีบีซีไทยว่านี่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ท่าทีทางการทูตของทั้งสองประเทศโดยเฉพาะฝ่ายไทย

เขากล่าวว่าการเข้าใจบริบทระหว่างทั้งสองประเทศนั้นสำคัญ เนื่องจากไม่ได้มีแค่ระดับผู้นำประเทศเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน แต่ไล่เรียงลงไปจนถึงพนักงานระดับปกครองหรือแม้กระทั่งนายทหารที่คุมกำลังตามชายแดน ต่างก็ใช้ "ช่องทางความสัมพันธ์ส่วนตัวในการคลี่คลายปัญหา"

บีบีซีถามว่าถ้าเช่นนั้นแล้วการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในการเจรจาต่อรองประเด็นอ่อนไหวระดับประเทศเป็นเรื่องที่เหมาะควรหรือไม่

ดร.ธนเชษฐ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องไม่ควร แต่เมื่อหยิบมิติความเป็นมนุษย์เข้ามาจับ เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่เวลาจะต้องทะเลาะกับคนที่เคยมีบุญคุณเวลาเกิดสถานการณ์ที่ลำบาก ความรุนแรงอาจลดลงไป เพราะ "มนุษย์เรา ปฏิเสธอคติไปไม่ได้"

อย่างไรก็ดี เขามองว่า การดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ทำให้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และลดอคติเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวลงให้ได้มากที่สุด "เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นดาบสองคม" เนื่องจากไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ว่า "ประโยชน์แห่งชาติกับประโยชน์ครอบครัวจะไปด้วยกันเสมอไป"

"ถ้าผลประโยชน์ทั้งสองทางไปด้วยกันได้ก็โอเค แต่หลายครั้งมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ แล้วพอมันไปด้วยกันไม่ได้ มันก็ 'too costly' (เสียหายเกินไป) อย่างที่เห็น มันบั่นทอนกันรุนแรง"

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568 ที่วุฒิสภาราชอาณาจักรกัมพูชา

ที่มาของภาพ, HAND OUT/THAI GOVERNMENT

คำบรรยายภาพ, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568 ที่วุฒิสภาราชอาณาจักรกัมพูชา ในวาระ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์นั้นอาจไม่ใช่เรื่องผิด เนื่องจากมีกรณีที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างกรณีช่วงต้นของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ที่เน้นใช้ความสัมพันธ์ที่ผู้นำรู้จักกันอยู่แล้ว

"นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนแรกเคยเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ มันก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำ ซึ่งเอามาใช้ประโยชน์ในการสร้างกลไกของอาเซียนในช่วงนั้นได้ แล้วก็สามารถพูดคุยให้มันจบได้"

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ มองว่า ปัญหาคือเมื่อถึงเวลาผู้นำเองจำเป็นต้องแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีประโยชน์ต่างตอบแทน ออกจากการดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลให้ได้ กล่าวคือ สามารถให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวช่วยให้เกิดการเจรจาได้ แต่การเจรจาต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ

ในทัศนะของนักวิชาการด้านการระหว่างประเทศผู้นี้มองว่า ปัญหาที่หลายฝ่ายมองเข้าไปจนมาถึงเหตุคลิปหลุดคือ "ผลประโยชน์ทับซ้อน… เพราะว่าเนื้อหา [จากคลิปหลุด] มันก็บอกอยู่ว่ามันไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติที่ถูกเอาไปต่อรอง"

ด้าน ดร.ธนเชษฐ เสริมว่า แม้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว ภาครัฐเองก็อาจใช้ช่องทางความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการในการเปิดโต๊ะเจรจากันก่อนได้ผ่านการประชุมวงเล็กเพื่อหาทางตกลงกัน

"เพียงแต่ว่าเพราะมันเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ลึกไปกว่าความสัมพันธ์วงนอก ผมว่ามันถึงอันตราย"

2. โทรคุยโดยใช้โทรศัพท์ส่วนตัว

นักวิชาการทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์พูดคุยแบบส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้นำไทยควรระมัดระวังตัวเองมากกว่านี้ และไม่ควรใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในการพูดคุยกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ อธิบายว่า ขั้นตอนพื้นฐานสำหรับการทูตผ่านการโทรศัพท์ (telephone call diplomacy) หรือการทูตสายตรง คือต้องใช้โทรศัพท์ของรัฐ หรือหากจะใช้โทรศัพท์มือถือก็ต้องเป็นอุปกรณ์ของราชการที่ได้รับการควบคุมดูแล และต้องมีคนที่สามารถยกหูฟังจากคนละห้องหรือคนละพื้นที่กับบริเวณที่ผู้นำพูดคุยอยู่ได้ เพื่อที่จะดูความเคลื่อนไหวหรือแนะนำผู้นำได้

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ มองว่าการต่อสายอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้มองอย่างไรก็เสี่ยงต่อความมั่นคงมาก เขาตั้งข้อสังเกตว่าหากการคุยกันครั้งนี้ไม่เป็นฝั่งกัมพูชาที่ปล่อยเสียงออกมา ก็อาจมีผู้ไม่หวังดีคนอื่นที่สามารถแอบดักฟังได้

"การใช้โทรศัพท์ส่วนตัว มันเสี่ยงต่อความมั่นคงมาก ดังนั้นในฐานะเป็นตัวแทนรัฐ มันควรจะตระหนักเรื่องพวกนี้ มันถึงมีขั้นตอนต่อการทูตสายตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบัน มันควรจะมีความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์" ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ กล่าว

หากลองไปดูว่าผู้นำระดับโลกต่อสายพูดคุยกันอย่างไร จะพบว่าปกติแล้วผู้นำในแต่ละประเทศทั่วโลกจะได้รับการบรรยายสรุปเป็นอย่างดีก่อนที่จะต่อสายถึงกัน

บทความจากบีบีซีในเรื่องนี้ ระบุว่าในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีจะได้รับแฟ้มข้อมูลจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาหลักด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

หากเป็นเพียงการโทรศัพท์แสดงความเคารพหรือทักทายตามมารยาท ข้อมูลที่ให้ไว้จะค่อนข้างพื้นฐาน เช่น ใครเป็นผู้เริ่มติดต่อ และหัวข้อสนทนาแนะนำ 2-3 ประเด็น อาจมีข้อมูลส่วนตัวที่ควรรู้เพิ่มเติม เช่น การเตือนให้ถามไถ่อาการป่วยของคู่สมรส แต่หากประเด็นที่พูดคุยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สภาความมั่นคงแห่งชาติจะเป็นฝ่ายจัดการสรุปเพิ่มเติมสั้น ๆ ให้กับประธานาธิบดี และจะร่วมฟังสายสนทนาด้วย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้นำโลกมักจะมีเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมฟังการสนทนาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยหรือแม้แต่ล่าม

ผู้นำโลกมักจะมีเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมฟังการสนทนาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยหรือแม้แต่ล่าม แม้ผู้นำบางคนจะสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็มักเลือกที่จะใช้ภาษาหลักของตนเองในการสนทนาอย่างเป็นทางการ

"บางครั้งเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของชาติ แต่ก็เป็นการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและรักษาน้ำเสียงหรือความหมายแฝงในบทสนทนา" เควิน เฮนเซล อดีตนักภาษาศาสตร์ของทำเนียบขาวกล่าวกับบีบีซี

ล่ามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้องผ่านการตรวจสอบความมั่นคง การตรวจสอบประวัติ และแม้กระทั่งการทดสอบด้วยเครื่องจับเท็จ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในการเจรจาทางการทูตระดับสูง

"ไม่มีมือใหม่ในระดับประธานาธิบดี" เฮนเซลกล่าว "ต้องใช้เวลานานมากกว่าล่ามจะไปถึงระดับนั้นได้ พวกเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และรู้ดีว่าการใช้คำเรียกขานผิดเพียงคำเดียว อาจทำให้การเจรจาล่มได้เลย"

3. ใช้ล่ามกัมพูชาฝ่ายเดียว โดยไม่มีล่ามฝ่ายไทย

สืบเนื่องจากตัวอย่างในสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าบทสนทนาที่ถูกปล่อยออกมานั้นจะไม่มีล่ามจากฝั่งไทย ซึ่งนักวิชาการทั้งสองคนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยมองว่าเป็นการผิดหลักการ

"เพื่อความยุติธรรม เอาในนามการทำงานล่ามก่อน มันต้องมีล่ามจากทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องเอาเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เอาแค่เหตุผลเรื่องการแปลให้ถูกต้องก่อนครับ การใช้ล่ามฝ่ายเดียวโดยไม่มีล่ามจากอีกฝ่ายมันไม่สมดุล แล้วมันอาจส่งผลต่อความเข้าใจที่ถูกต้องในการสื่อสารด้วย" ดร.ธนเชษฐ อธิบาย

นอกจากนี้ เขายังมองว่าควรให้การพูดคุยโดยเฉพาะในเรื่องนี้เป็นแบบทางการตั้งแต่ต้น คือมีขั้นตอนกระบวนการจดบันทึกจากทั้งสองฝ่าย เพื่อความโปร่งใสและสะดวกต่อการตรวจสอบ

"การมีเจ้าหน้าที่แบบนี้มันสะท้อนความเป็นมืออาชีพ มันก็ย้อนกลับไปหาตัวนายกฯ เอง ที่ไปบอกกัมพูชาว่าสื่อสารไม่เป็นมืออาชีพ" ดร.ธนเชษฐ กล่าวเสริม

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ สะท้อนคล้ายคลึงกันว่า ในประเด็นนี้นายกฯ ไม่ควรยกหูโทรหากันบนพื้นฐานความสัมพันธ์ส่วนตัวตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นที่สนใจของทุกคน "บวกกับสาระที่เราพูดไป มันเลยทำให้ทุกอย่างผิดไปหมด มันติดกระดุมผิดตั้งแต่แรกเลย"

"ในฐานะผู้นำ มันควรจะมีความระวังมากกว่านี้ เขาต้องรู้สถานะของตัวเองว่าเขาไม่ใช่ 'อุ๊งอิ๊งหลานอา' แต่เป็น 'นายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง' จะยกหูหาแล้วก็ขออะไรให้ได้หมด มาคุยกัน ให้ได้หมด แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งคือ สารมันออกมาในแบบว่าเราให้ concession [การยินยอม] กับกัมพูชา เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของพรรค"

ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชาตั้งข้อสังเกตการแปลของล่ามว่าอย่างไร

ในประเด็นของล่ามแปลกัมพูชา ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชามีข้อสังเกตต่อการแปลของล่ามกัมพูชาในหลายประเด็น

จากการฟังคลิปเสียงเบื้องต้น ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เนื้อใหญ่ใจความของการแปลไม่ผิด แต่บางจุดมีการตกหล่น โดยอาจเป็นเรื่องของอารมณ์หรือน้ำเสียงของคำแปลที่มีการแปลผิดบ้าง ไม่แปลบ้าง หรือมีการแปลเป็นอย่างอื่น ที่อาจทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น หรือเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างสองฝ่าย

ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ไล่เรียงถึงประเด็นที่พบจากการแปลของล่ามกัมพูชา ดังนี้

ส่วนแรก ผศ.ดร.ธิบดี กล่าวว่ามีข้อความที่ไม่ได้แปล และแปลเกิน ข้อความที่ไม่มีการแปลในช่วงแรกได้แก่ ช่วงการสนทนาที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กล่าวถึงการเปิด-ปิดด่าน สมเด็จฮุน เซน กล่าวถึง 2 ครั้งว่า ไม่เจรจา แต่คำว่าไม่เจรจา ไม่ปรากฏในคำแปลของล่าม

"ฮุน เซน บอกว่าไม่เจรจา คือถ้าไทยจะเปิด [ด่าน] ก็เปิด แต่ไม่คุยกันว่าเราจะเปิดพร้อมกัน หรือไม่คุยกันแม้กระทั่งว่าเราจะเปิดก่อนหรือเขาเปิดก่อนแล้วเราเปิดตาม นี่คือส่วนที่มันหายไป คือฮุน เซน ยืนยันเสียงแข็ง แล้วไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ฮุน เซน บอกว่าไม่เจรจา"

บันทึกหน้าจอ คลิปเสียงสนทนา ฮุน เซน แพทองธาร ความยาว 17 นาทีเศษ

ที่มาของภาพ, Samdech Hun Sen of Cambodia/facebook

คำบรรยายภาพ, คลิปเสียงสนทนาระหว่างสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกแพร่ทางโซเชียลมีเดียครั้งแรก โดยมีความยาวทั้งสิ้น 9 นาทีเศษ ก่อนที่ในเวลาต่อมา อดีตนายกฯ กัมพูชา จะเผยแพร่คลิปฉบับเต็มยาว 17 นาทีออกมา โดยในการสนทนาปรากฏว่ามีล่ามกัมพูชาที่ชื่อว่า "ฮวด" เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้แปล

ผศ.ดร.ธิบดี กล่าวว่าเมื่อฟังในจุดนี้แล้วรู้สึก "สะดุด" แต่ทั้งนี้ไม่แน่ชัดว่าในทางการเจรจาระหว่างประเทศ การแปลโดยการเก็บน้ำเสียงของผู้พูดมีความสำคัญมากเพียงใด หรือเน้นการแปลแบบสรุปความแล้วให้ได้เนื้อหาเท่านั้น

ช่วงที่สอง ผศ.ดร.ธิบดี กล่าวว่ามีช่วงตอนหนึ่ง ฮุน เซน กล่าวถึงผลประโยชน์ของประเทศที่จะไม่ยอมแลกกับการนับถือกัน เป็นประโยคที่ล่ามไม่ได้แปลภาษาไทยออกมา เป็นข้อความที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า "ผมเข้าใจ เห็นใจ แต่ไม่สามารถเอาผลประโยชน์ประเทศชาติมาแลกเปลี่ยนกับการนับถือกัน เพราะคือหน้าตาของกัมพูชา"

ประโยคช่วงนี้ใกล้กับช่วงที่ล่ามแปลข้อความที่พูดคุยเรื่องการเปิด-ปิดด่าน โดยสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า "หลานที่รัก อาบอกได้เลย ถ้าเราไม่มีคำสัญญาเรื่องปรับกำลังแล้ว ทุกอย่างปกติ แต่ถ้าทหารไทยไม่ยอมเปิดด่านพรุ่งนี้ ทางนี้ก็มีการห้ามเรื่องการส่งออกเกษตรทั่วชายแดนเลย เพื่อกดดันทหาร"

เมื่อถามว่า การไม่ได้รับรู้ข้อความนี้มีนัยต่อความเข้าใจของผู้ฟังหรือไม่ ผศ.ดร.ธิบดี แสดงความเห็นว่า หากเขาเป็นผู้ฟังอยู่ตรงนั้น และได้มารับรู้ในภายหลังก็ถือว่าเป็นประโยคที่มีผลต่อความเข้าใจในระดับหนึ่ง

ส่วนข้อความที่ล่ามแปลออกมาเป็นภาษาไทย ทั้งที่สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้กล่าว คือคำที่บอกว่า "เป็นลูกผู้ชาย"

ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกที่ น.ส.แพทองธาร เริ่มการพูดคุยว่า "วันนี้ได้คุยกับพี่ฮวด [ล่าม] เรื่องชายแดน" ล่ามได้กล่าวเป็นภาษากัมพูชาบอกไปยังสมเด็จฮุน เซน ว่า "เขาได้คุยกับกับนายกฯ มาก่อนที่ภัตตาคาร" โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใดและพูดคุยว่าอะไรบ้าง

ประเด็นถัดมา คือข้อสังเกตเรื่องการใช้สรรพนามในการแปลของล่ามที่กล่าวเรียกสมเด็จฮุน เซน ในช่วงที่แปลข้อความจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ผศ.ดร.ธิบดี กล่าวว่า การพูดคุยในช่วงแรกเป็นไปในลักษณะ น.ส.แพทองธาร คุยกับสมเด็จฮุน เซน ผ่านล่าม โดยล่ามแปลสรรพนามทั้งสองฝ่ายด้วยภาษากัมพูชา ที่แปลว่า ดิฉัน/ผม แต่ช่วงถัดมา ล่ามแปลกัมพูชากลับใช้คำเรียกสมเด็จฮุน เซน ในภาษากัมพูชาที่มีคำแปลว่า "พ่อ"

ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า ในประเด็นนี้ไม่ทราบเจตนาว่าเป็นเพราะล่ามกล่าวเรียกอดีตนายกฯ กัมพูชาด้วยคำเช่นนั้น หรือล่ามคิดว่าควรจะให้ น.ส.แพทองธาร เรียกฮุน เซน ว่าเช่นนั้น หรืออย่างกรณีที่นายกฯ เรียกสมเด็จฮุน เซน ว่า "ท่าน" แต่ล่ามก็ไม่ใช้คำนี้ ทั้งที่ในภาษากัมพูชามีคำแปลเฉพาะของคำนี้อยู่

"ทั้ง ๆ ที่คำว่า 'ท่าน' ก็มีคำแปลได้ แต่ไม่ได้แปล หรือว่าอย่างการเรียกฮุน มาเนต ก็เรียกว่า สมเด็จอธิบดี ไม่เรียกแบบที่ น.ส.แพทองธาร เรียกว่า ฮุน มาเนต หรือนายกรัฐมนตรีกัมพูชา" ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว "มันอาจจะไม่ได้มีผลต่อเนื้อหาสาระเท่าไหร่ แต่ผมไม่รู้ว่าในนัยด้านอื่นมีผลมากน้อยแค่ไหน"

4. เรียกแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า "ฝ่ายตรงข้าม" เทคนิคการต่อรองเจรจาที่ฟังไม่ขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากคลิปเสียงสนทนา คือคำกล่าวของนายกฯ ที่กล่าวกับอดีตนายกฯ กัมพูชาว่า "แม่ทัพภาคสอง เป็นคนของฝั่งตรงข้าม..."

ในแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (19 มิ.ย.) นอกจากจะออกมาขอโทษต่อสังคม น.ส.แพทองธาร ได้ออกมายืนยันว่าได้พูดคุยกับฝั่งแม่ทัพภาคที่ 2 และทางกองทัพ เพื่ออธิบายว่าเจตนาในบทสนทนาเป็นไปเพื่อกลยุทธ์ในการต่อรองเท่านั้น

กองทัพบก

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, อาคารสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก บริเวณข้างเคียงกับสำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดี ได้ขึ้นภาพบนจอ LED บนตัวอาคาร เป็นภาพของแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมกับข้อความว่า "ขอเป็นกำลังใจให้แม่ทัพภาคที่ 2" และมีข้อความคำขวัญอื่น ๆ ที่ปรากฎบนหน้าจอ เช่น พิทักษ์ราชันย์ รักษาแผ่นดิน

อย่างไรก็ดี นักวิชาการทั้งสองคนมองว่ามีกลยุทธ์อื่น ๆ อีกมากที่นายกฯ สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้แทนการใช้กลยุทธ์ที่ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ มองว่า "ไม่สมเหตุสมผล"

"มันทำไม่ได้หรอกอย่างนี้ อันนี้คือส่วนตัวมาก ๆ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องส่วนตัว มันคืออุ๊งอิ๊งหลานลุง จะพูดอะไรก็ได้ จะบ่นอะไรก็ได้ พวกฉัน พวกเขา คนในประเทศเดียวกันเป็นศัตรูกัน ซึ่งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ไม่เหมาะสมอย่างมาก" ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ เสริม

เขาอธิบายต่อว่าการเจรจาที่ควรทำ คือการกลับไปยืนบนผลประโยชน์แห่งชาติ ว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร ไทยยอมอะไรได้ กัมพูชาต้องการอะไร

"ปัญหาคือเขา [น.ส.แพทองธาร] ไม่ได้ถูกเทรน [ฝึก] มาให้เป็นนักการเมืองแบบมืออาชีพ ใช่ไหม คุณอุ๊งอิ๊งจับพลัดจับผลูต้องมาลงเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ใช่ไหม ก็รู้อยู่แล้ว เขาไม่ได้ถูกเทรนมาเรื่องพวกนี้ ถึงจะบอกว่าจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มา แต่ก็ไม่ได้จบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"

ด้าน ดร.ธนเชษฐ เสริมว่าไม่ว่านายกฯ จะออกมาอธิบายอย่างไรเรื่องกลยุทธ์ แต่ในทัศนะของเขามองว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ควรอย่างยิ่ง

เขาอธิบายว่าที่ผ่านมากัมพูชาถูกตีความจากประชาชนไทยว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เช่นเดียวกับชาวกัมพูชาที่มองว่าไทยเป็นคู่ขัดแย้ง ดังนั้นจึง "ไม่ใช่เรื่องเชิงบวกที่ผู้นำจะนำความขัดแย้งภายในหรือข้อถกเถียงนี้ออกไปเล่าให้คู่ขัดแย้งฟัง"

"ผมมองยังไง มันก็ไม่ได้นะครับ มีถ้อยคำ มีวิธีการพูดตั้งเยอะที่ไม่ได้ดิสเครดิตพวกเดียวกัน เช่นอาจจะมองว่าเป็นความเห็นส่วนตัวก็ได้"

การเผยแพร่เสียงสนทนาในทางลับละเมิดมารยาททางการทูต

ไม่มีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการทั้งสองคนว่า การเผยแพร่เสียงสนทนาส่วนตัวระหว่างบุคคลระดับผู้นำละเมิดหลักปฏิบัติทางการทูตระหว่างประเทศ สำหรับ ดร.ธนเชษฐ เขามองว่า "ฮุน เซน ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว" และ "รู้สึกว่าเขาเทไพ่หมดหน้าตัก"

ดร.ธนเชษฐ อธิบายว่าไทยอาจต้องเข้าใจการเมืองของกัมพูชารวมถึงความเป็นมาของฮุน เซน มากกว่านี้ เพื่อที่จะเข้าใจว่าพื้นฐานของผู้นำคนนี้ที่อยู่ในตำแหน่งมาหลายทศวรรษผ่านการอุปถัมภ์ช่วยเหลือและหักหลังมาหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น ถ้ามีทางไหนที่เขาจะรักษาอำนาจในมือไว้ได้ เขาก็ทำหมด

ขณะที่ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ สะท้อนว่า ฝั่งกัมพูชาก็น่าจะผิดตั้งแต่ละเมิดความเป็นส่วนตัวในขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่การนำบทสนทนาในที่ลับมาเผยในที่แจ้ง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "สารข้อความที่ออกไป มันอยู่ที่ตัวนายกฯ ที่พูดออกไปแล้วไม่ระวัง ทั้งตัวคำพูด สาระในการพูด และการใช้เทคโนโลยี"