แพทองธาร จะปรากฏตัวกลางศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. วันไต่สวน "คดีคลิปเสียง" หรือไม่

ทักษิณ-แพทองธาร ชินวัตร ร่วมงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อ 22 ก.ค. 2568

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ-แพทองธาร ชินวัตร ร่วมงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อ 22 ก.ค. 2568
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดต้องปรากฏตัวกลางศาล 21 ส.ค. นี้ เพื่อไต่สวน "คดีคลิปเสียง" สนทนากับประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งเธอถูกกล่าวหาว่า "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และ "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง"

"วันที่ 21 ส.ค. วันเกิดพอดี" น.ส.แพทองธาร ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเช้าวันนี้ (14 ส.ค.) หลังถูกถามว่าวันที่ 21 ส.ค. จะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองหรือไม่

21 ส.ค. ไม่เพียงเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 39 ของนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร แต่ยังถือเป็นวันที่ 51 ที่ผู้นำรัฐบาลต้อง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่ นับจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้อง "คดีคลิปเสียง" ไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 ก.ค.

คดีนี้ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ คนที่ 31 ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังปรากฏคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทั้งนี้คณะ สว. มองว่า เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมจะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการ และเห็นแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงกันข้าม

ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 13 ส.ค. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง หลังประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาคดีกําหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจํานวน 2 ปากคือ ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายฉัตรชัย บางชวด) วันที่ 21 ส.ค. เวลา 10.30 น. พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกหากไม่มาตามกําหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล

สำหรับเลขาธิการ สมช. เป็น 1 ใน 5 บุคคลที่นายกฯ ขออนุญาตให้ศาลนำขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงในฐานะพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ศาลได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยรายชื่อพยานทั้ง 5 ปาก ปรากฏในเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ น.ส.แพทองธาร ส่งถึงศาลเมื่อ 4 ส.ค. ตามการรายงานของสื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยโพสต์ สำนักข่าวอิศรา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดี ให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 27 ส.ค.

บทสรุปสุดท้ายของคดีนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 ส.ค. โดยศาลนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

อุ๊งอิ๊งจะตามรอยเท้าพ่อ ปรากฏตัวกลางศาลรัฐธรรมนูญ ?

หาก น.ส.แพทองธาร นายกฯ คนที่ 31 ตัดสินใจขึ้นเบิกความต่อองค์คณะทั้ง 9 คน วันที่ 21 ส.ค. นี้ จะถือเป็นการเดินตามรอยเท้าพ่อ นายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 เมื่อครั้งตกเป็นผู้ถูกร้อง "คดีซุกหุ้นภาคแรก" และยังเป็นประมุขฝ่ายบริหารคนแรกในรอบ 24 ปีที่ปรากฏตัวกลางศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้ถูกร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540

ถ้าย้อนไปดูคดีของนายกฯ ชินวัตรผู้พ่อ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 ม.ค. 2544 รับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้วินิจฉัยชี้ขาด กรณีนายทักษิณจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้และคนขับรถกว่า 2,000 ล้านบาทเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

หากถูกตัดสินว่ามีความผิด หัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ที่เพิ่งนำพรรคชนะการเลือกตั้ง 2544 ด้วยยอด สส. 248 เสียง และกำลังจะเป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 23 ต้องพ้นจากตำแหน่ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลา 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 295

ในระหว่างแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาเมื่อ 18 มิ.ย. 2544 นายทักษิณปฏิเสธว่ามิได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ อันเป็นเท็จ พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องของ "แบบฟอร์มของการแจ้งทรัพย์สินที่ไม่ชัดเจน" และทิ้งวาทะอันลือลั่นที่ว่า หากมีความผิดพลาดในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่ถูกต้อง สาเหตุเกิดจากการ "บกพร่องโดยสุจริต"

ศาลใช้เวลาราว 7 เดือนในการพิจารณาคดีนี้ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลจากสังคม โดยมวลชนกลุ่มใหญ่สนับสนุนให้นายทักษิณเป็นผู้นำรัฐบาลต่อไป และตั้งคำถามว่าเหตุใดนายกฯ ที่ประชาชนเลือกมา 11 ล้านเสียง ต้องถูกถอดถอนโดยตุลาการเพียง 15 คน (รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 15 คน) ทั้งนี้การเลือกตั้งปี 2544 เป็นครั้งแรกที่มีการนำระบบ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มาใช้ โดยพรรค ทรท. ที่นายทักษิณเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ได้คะแนนบัญชีรายชื่อถึง 11 ล้านเสียง

ท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้นายทักษิณพ้นผิดเมื่อ 3 ส.ค. 2544 และได้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารต่อไปจนครบเทอม ก่อนชนะการเลือกตั้งปี 2548 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เสร็จ

ขณะที่นายกฯ คนอื่น ๆ ที่ตกเป็นผู้ถูกร้องในศาลรัฐธรรมนูญด้วยสารพัดข้อกล่าวหา ทั้งเรื่องขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ไม่มีรายใดที่ศาลเรียกมาไต่สวนในฐานะพยานบุคคล และทุกคนก็ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550

นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25: พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 9 ก.ย. 2551 ด้วยมติ 5 ต่อ 4 จากกรณีเป็น "ลูกจ้าง" ผู้ทำหน้าที่พิธีกรรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28: พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 7 พ.ค. 2557 ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 จากกรณีก้าวก่ายแทรกแซงการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. โดยมิชอบ

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนที่ 29: หลุดทุกคดี ไม่ว่าจะเป็น "คดีถวายสัตย์ไม่ครบ" ปี 2562 (มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง) "คดีเจ้าหน้าที่รัฐ" ปี 2562 (มติเอกฉันท์ ไม่มีลักษณะต้องห้าม), "คดีพักบ้านหลวง" ปี 2563 (มติเอกฉันท์ ไม่ขาดคุณสมบัติ) และ "คดีนายกฯ 8 ปี" ปี 2565 (มติ 6 ต่อ 3 ไม่พ้นจากตำแหน่ง)

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30: : พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 14 ส.ค. 2567 ด้วยมติ 5 ต่อ 4 จากกรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

นายกฯ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไม่ว่าจะ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ แพทองธาร จะไม่ได้เข้าทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไม่ว่าจะ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ แพทองธาร จะไม่ได้เข้าทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

นักการเมืองดัง ใครเคยถูกเรียกมาไต่สวนบ้าง

อย่างไรก็ตามมีนักการเมืองดังบางคนที่ตกเป็นผู้ถูกร้อง และถูกศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในระหว่างการพิจารณาคดี ก่อนที่พวกเขาต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาล อาทิ

คนแรกคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พ้นจากสมาชิกภาพ สส. เมื่อ 20 พ.ย. 2562 ด้วยมติ 7 ต่อ 2 จากกรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งศาลชี้ว่าหุ้นบริษัทดังกล่าวเป็นหุ้นสื่อ

ก่อนหน้านั้นเมื่อ 18 ต.ค. 2562 ศาลได้เปิดไต่สวนพยาน 10 ปาก นอกจากนายธนาธร ยังมีนางสมพร มารดา สมาชิกในครอบครัวรวม 5 คน, พนักงานบริษัทวี-ลัค 2 คน, ทนายความ 2 คน และคนขับรถ 1 คน ทั้งนี้นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับมอบหน้าที่ในการซักถาม ระบุว่า คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการไต่สวนพยานจำนวนมากถึง 10 คน

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะพยาน ในคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น สส. สิ้นสุดลงจากการถือครองหุ้นสื่อ เมื่อ 18 ต.ค. 2562

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะพยาน ในคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น สส. สิ้นสุดลงจากการถือครองหุ้นสื่อ เมื่อ 18 ต.ค. 2562

อีกคนคือ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นจากสมาชิกภาพ สส. เมื่อ 1 ส.ค. 2568 ด้วยมติ 6 ต่อ 3 และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี เนื่องจากกระทำการแปรญัตติงบประมาณแผ่นดินขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144

คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 9 ปากเมื่อ 24 ก.ค. 2568 นอกจากนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะผู้ร้อง, นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้อง ยังมีที่ปรึกษาคณะทำงานทางการเมืองของรองประธานสภา และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีก 6 คน อย่างไรก็ตามศาล อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณี ผู้เกี่ยวข้อง และบุคคลที่ศาลอนุญาตเท่านั้น เข้าร่วมรับฟังการไต่สวน และงดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงในระหว่างการไต่สวน

ย้อนบรรทัดฐานคดีจริยธรรมนายกฯ

กลับมาที่คดีของนายกฯ ชินวัตรผู้ลูก เธอถูกคณะ สว. ยื่นถอดถอนออกจากตําแหน่งนายกฯ จาก 2 ข้อกล่าวหาหลักคือ "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และ "มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาเดียวกับที่ทำให้อดีตนายกฯ เศรษฐาตกเก้าอี้มาแล้ว

ใน "คดีแต่งตั้งพิชิต" ศาลรัฐธรรมได้วางแนวบรรทัดฐานเรื่องความซื่อสัตย์ และมาตรฐานจริยธรรม เอาไว้ผ่านคำวินิจฉัยเมื่อ 14 ส.ค. 2567 โดยระบุตอนหนึ่งว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องได้รับความไว้วางใจจากสภา ซึ่ง ครม. หมายถึงนายกฯ และรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนด้วย อันเป็นการเชื่อถือทางความเป็นจริง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เจตนาป้องกันไม่ให้คนขาดคุณธรรมมาปกครองบ้านเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) บัญญัติ จึงเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังให้คำจำกัดความของของคำว่า "ซื่อสัตย์" และ "สุจริต" ว่า "มิใช่เป็นเพียงเรื่องของการกระทำทุจริตหรือประพฤติโดยมิชอบเท่านั้น แต่ต้องให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา เชื่อถือได้ ซึ่งต้องเป็นการทำให้วิญญูชนทั่วไปทราบและยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ หากเป็นหรือไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมถือได้ว่าไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์"

อดีตนายกฯ คนที่ 30 ร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจนายกฯ คนที่ 31 ระหว่างเปิดแถลงต่อสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ เมื่อ 18 ส.ค. 2567

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อดีตนายกฯ คนที่ 30 ร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจ แพทองธาร ระหว่างเปิดแถลงต่อสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ คนที่ 31 เมื่อ 18 ส.ค. 2567

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เคยแสดงความกังวลต่อบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่กลายเป็น "อนุญาโตตุลาการทางศีลธรรม" ไม่ใช่แค่ผู้ชี้ขาดว่าอะไรผิด-ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ คือตัดสินความชอบด้วยกฎหมาย แต่กลายเป็นผู้ตัดสินศีลธรรม

"ศาลเป็นเสมือน Gatekeeper เป็นผู้คุมกฎ 9 คนนี้เป็นผู้ตัดสินว่าแบบไหนมีจริยธรรม แบบไหนไม่มีจริยธรรม พอศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากล้นแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน ย่อมหมายความว่าดาบนี้จะเอามาฟันอีกเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นคุณเศรษฐาอาจไม่ใช่คนสุดท้ายที่โดน" รศ.ดร.ประจักษ์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อ ส.ค. 2567 หลังนายเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง

ข่าวลือนายกฯ ชิงลาออกมาจากไหน

ชะตากรรมอันไม่แน่นอนของผู้นำรัฐบาลคนล่าสุด ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธารอาจตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตามแกนนำพรรค พท. หลายคนได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้

ขณะที่นายกฯ แพทองธารถูกผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับแต่อย่างใด

เหตุที่กระแสข่าวเรื่องการชิงลาออกดังหนาหูในช่วงนี้ เพราะ "ผู้ใหญ่" ในพรรค พท. บางส่วนประเมินว่าผลการตัดสินคดีมีแนวโน้มไม่เป็นคุณแก่ น.ส.แพทองธาร หากต้องถูกประทับตราว่า "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" อย่างที่นายเศรษฐา ทวีสิน โดน ไม่เพียงแต่ต้องตกจากเก้าอี้นายกฯ ทันที แต่ยังต้องเสียประวัติทางการเมืองทั้งที่อายุยังน้อย อีกทั้งยังส่งผลต่อการบริหารธุรกิจของครอบครัวซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ในทางกลับกัน หาก น.ส.แพทองธาร ชิงลาออกจากตำแหน่งเสียก่อน ศาลอาจจำหน่ายคดีแบบกรณีนายพิชิต ชื่นบาน อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือลาออกก่อนที่ศาลจะมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาเฉพาะกรณีนายเศรษฐา และไม่รับคำร้องกรณีนายพิชิต

อย่างไรก็ตามฝ่ายที่คัดค้านการไขก๊อกของนายกฯ ให้ความเห็นว่า คดีของนายเศรษฐา-นายพิชิต กับคดีของ น.ส.แพทองธารนั้นมีความแตกต่างกัน เนื่องจากเข้าสู่กระบวนพิจารณาจนมาถึงช่วงท้าย ๆ ถึงขนาดกำหนดวันนัดอ่านคำวินิจฉัยแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่กระบวนการจะเดินต่อไปจนสุดทางเพื่อเป็นบรรทัดฐาน อีกทั้ง น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างเดียว แต่ยังควบเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรมด้วย ทุกวันนี้ก็ยังนั่งประชุม ครม. ในฐานะ รมว.วัฒนธรรม ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง ไม่เฉพาะนายกฯ จึงยากจะคาดเดาว่าหาก น.ส.แพทองธารลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วคดีจะจบจริงหรือไม่ หรือถ้าจะลาออกก็ต้องลาออกทั้ง 2 ตำแหน่ง

"เหนือสิ่งอื่นใดคือ 2 พ่อลูกคู่นี้ เขาเป็น 'ยอดนักสู้' เขาคงสู้จนถึงที่สุด ไม่มีโยนผ้ายอมแพ้ไปง่าย ๆ" อดีตนักการเมืองผู้เคยทำงานใกล้ชิดกับนายกฯ ตระกูลชินวัตร วิเคราะห์กับบีบีซีไทย

นายกฯ ครม. และนักการเมืองพรรคร่วมฯ ร่วมรับฟัง ทักษิณ ชินวัตร แสดงวิสัยทัศน์เมื่อ 17 ก.ค. จัดโดย อสมท. โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ผู้นำเขมรมันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน”

ที่มาของภาพ, THAINEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ ครม. และนักการเมืองพรรคร่วมฯ ร่วมรับฟัง ทักษิณ ชินวัตร แสดงวิสัยทัศน์เมื่อ 17 ก.ค. จัดโดย อสมท. โดยระบุตอนหนึ่งว่า "ผู้นำเขมรมันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน"

ด้านนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยออกมาแสดงความมั่นใจในข้อกฎหมาย และ "มั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของลูกผม"

ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับ 3 บรรณาธิการ (บก.) สื่อเครือเนชั่น เมื่อ 9 ก.ค. นายทักษิณกล่าวถึงคดีของบุตรสาวเอาไว้ว่า "มีหลายออฟชั่น 1. นายกฯ รอด กลับไปทำงานยาว หากไม่รอดก็มี 2 อย่าง เสนอชัยเกษม (นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ของพรรค พท.) หรือยุบสภา ตอนนี้ชัยเกษมฟิต ตีกอล์ฟสบายมาก"