ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : ศาล รธน.ไต่สวนพยาน 10 ปาก คดีถือหุ้นสื่อ โดนซักประเด็นวันโอนหุ้น-เช็คค่าหุ้น 6.75 ล้าน

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่มั่นใจเต็มที่ในพยานทั้ง 10 ปากที่เข้าให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญวันนี้

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นางสมพร มารดาและนางรวิพรรณ ภรรยา ขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะพยานในคำร้องให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร เหตุถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน โดยหัวหน้า อนค.ยืนยันว่าบริษัทวี-ลัคฯ ไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อ เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้และไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน

วันนี้ (18 ต.ค.2562) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นสื่อมวลชนซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การไต่สวนพยานวันนี้มีด้วยกัน 10 ปาก ประกอบด้วยนายธนาธรและสมาชิกในครอบครัวรวม 5 คน พนักงานบริษัทวี-ลัค 2 คน ทนายความ 2 คน และคนขับรถ 1 คน

หลังไต่สวนพยานเสร็จ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยเรื่องสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายธนาธรวันที่ 20 พ.ย. เวลา 14.00 น.

กองเชียร์พรรคอนาคตใหม่

ที่มาของภาพ, Stringer/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, กองเชียร์พรรคอนาคตใหม่กลุ่มหนึ่งเดินทางไปให้กำลังใจนายธนาธรที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับมอบหน้าที่ในการซักถาม ระบุว่าการไต่สวนครั้งนี้เป็นการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัคฯ เกิดขึ้นในวันที่ 8 ม.ค. 2562 จริงหรือไม่ พร้อมกับให้ข้อมูลว่าคดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการไต่สวนพยานจำนวนมากถึง 10 คน

นายธนาธรกล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่าเขามีความมั่นใจในพยานทั้ง 10 ปาก รวมถึงตัวเขาด้วยที่เข้าให้ปากคำต่อศาลในวันนี้ และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีพยานหรือเอกสารหลักฐานใดจะหักล้างโต้แย้งข้อเท็จจริงที่อ้างอิงไปก่อนหน้านี้ได้

ทั้งนี้นายธนาธรใช้เวลาให้การและตอบคำถามทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 50 นาที ก่อนที่จะเริ่มซักถามพยานปากที่สอง

สำหรับประเด็นหลักที่นายธนาธรและพยานคนอื่น ๆ ตอบข้อซักถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีดังนี้

  • บริษัทวี-ลัคฯ ไม่ได้ทำธุรกิจสื่อ

นายธนาธรยืนยันว่าบริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อ และหยุดดำเนินการธุรกิจไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2561 จึงไม่ได้เป็นสื่อแล้ว และสืบเนื่องให้พิจารณาสถานะของบริษัทในวันที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ทั้งนี้ศาลได้ซักถามว่า ถ้าบริษัทวี-ลัคฯ จะเลิกผลิตสื่อ ก็ต้องไปจดแจ้งด้วยว่าเลิกธุรกิจดังกล่าวแล้ว นายธนาธรตอบว่าเขาไม่ทราบหลักการ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้ และไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน

หัวหน้า อนค.กล่าวว่าก่อนมาเล่นการเมือง เขาเคยถือหุ้นในบริษัท 30-40 แห่ง แต่ลาออกจากทุกตำแหน่งเมื่อมาทำงานการเมือง

เขายืนยันว่าไม่เคยเหยียบเข้าไปใน บ.วี-ลัคฯ และไม่ทราบว่าใครเป็นกรรมการบริหารของบริษัทบ้าง

ทางด้านนางรวิพรรณ ภรรยานายธนาธรยืนยันว่า บริษัทวี-ลัคฯ รับผลิตนิตยสารตามเนื้อหาที่ลูกค้ามอบหมายและจิดพิมพ์เท่านั้น ไม่ได้ผลิตเนื้อหา

  • "สมพร" โอนหุ้นให้เพราะอยากให้ "รวิพรรณ" มีงานทำ

นายธนาธรกล่าวว่า ช่วงแรกเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้และเพิ่งถือหุ้นมาเพียง 4 ปีเท่านั้น เพราะนางสมพร มารดา อยากให้ภรรยาของตนคือนางรวิพรรณมีงานทำ เพราะตอนนั้นภรรยาเป็นแม่บ้านอย่างเดียว นางสมพรจึงให้มอบหุ้นให้เขา

ระวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ระวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร เป็น 1 ในพยาน 10 ปากที่ให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่มีผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของสามีเธอ
  • วันโอนหุ้น 8 ม.ค. 2561

จากการที่นายธนาธรชี้แจงว่าเขาได้โอนหุ้นของบริษัทวี-ลัคฯ 675,000 หุ้นให้นางสมพร มารดาเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2561 แต่ต่อมามีการตั้งข้อสังเกตว่าในวันนั้นเขาเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงอยู่ที่ จ. บุรีรัมย์ จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำธุรกรรมในวันนั้นได้อย่างไร

ศาลถามนายธนาธรว่าเหตุใดจึงโอนหุ้นในวันดังกล่าว และนัดหมายการโอนหุ้นกับกำหนดการหาเสียงอะไรออกก่อนกัน ซึ่งนายธนาธรตอบว่า วันที่ 8 ม.ค. ถือเป็นวันทำงานตามปกติของเขา ส่วนเหตุการณ์ในวันนั้นเขาจำไม่ได้ว่ากำหนดการหาเสียงหรือนัดหมายโอนหุ้นเกิดก่อนกัน เพราะผ่านมานานแล้ว

นายธนาธรย้อนถามศาลว่า หลายเดือนที่แล้วท่านทำอะไรบ้าง ท่านจำได้หรือไม่ ซึ่งนายบุญส่ง ตอบว่าจำได้ เพราะทุกอย่างมีการบันทึกเอาไว้

นายธนาธรกล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ มา กทม.นั้น เขาหลับตลอดทาง และเลือกเดินทางด้วยรถยนต์เพราะอยากพักผ่อน ถ้ากลับเครื่องบินจะไม่ได้นอนเพราะเมื่อเจอผู้คนก็ต้องถ่ายรูป

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ธนาธรเดินทางมาถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะขึ้นให้การเป็นพยานปากที่ 1 ในคดีทีตัวเองเป็นผู้ถูกร้อง

ทั้งนี้นายธนาธรไม่ขอยืนยันว่าระหว่างการเดินทางนั้นได้มีการติดต่อกับทนายความหรือกลุ่มบุคคลที่ได้โอนหุ้นหรือไม่

นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ อนค. ซึ่งเป็นพยานปากที่ 2 กล่าวว่าเขาเป็นผู้จัดเตรียมเอกสารการโอนหุ้น ซึ่งนัดหมายกันในเวลา 18.00 น. วันที่ 8 ม.ค. แต่เขาไปรอที่บ้านตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยพบนางรวิพรรณ ภรรยาของนายธนาธร ซึ่งได้แจ้งกับตนว่านายธนาธรยังเดินทางมาไม่ถึง เขาจึงใช้เวลาระหว่างนั้นจัดเตรียมเอกสาร จนกระทั่งนายธนาธรเดินทางมาถึงในเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับนางสมพร

พยานปากที่ 3 นายชัยสิทธิ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร กล่าวว่าวันที่ 8 ม.ค. เขาและนายธนาธรออกเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ช่วงก่อน 11.00 น.โดยเดินทางกันเพียง 2 คนมุ่งหน้าเข้ากทม. ระหว่างทางนายธนาธรตื่นขึ้นมาเขียนงานบางช่วง แต่เขาไม่ได้สังเกตว่าโทรศัพท์ด้วยหรือไม่ และเดินทางมาถึงบ้านนายธนาธรประมาณ 16.00 น.

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร พยานปากที่ 4 กล่าวว่า วันที่ 8 ม.ค.ได้เตรียมเช็ค 2 ใบ เพื่อมาใช้ในการโอนหุ้น จากนั้นวันที่ 11 ม.ค. นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ ซึ่งเป็นหลานได้มาพบ จึงปรารภกับหลานว่า บ.วี-ลัคฯ ไม่มีคนทำ จะปิดก็เสียดาย ซึ่งนายทวีได้บอกว่าจะให้เข้ามาทำก็ได้แต่ต้องชวนนายปิติ หลานชายอีกคนมาช่วยกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับบริษัท นางสมพรบอกศาลว่าเธอจึงยกหุ้นให้หลานทั้ง 2 คนไป ในวันที่ 14 ม.ค. ส่วนเหตุผลที่ยกให้แทนการขายให้นั้น เพราะที่ผ่านมาเธออุ้มชูหลานมาโดยตลอด

บรรยากาศที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นางสมพรกล่าวว่า มีแนวคิดจะปิดบริษัทนี้ตั้งแต่ปลายปี 2561 แต่ติดสัญญากับผู้ว่าจ้างทำนิตยสารอยู่

"ยืนยันว่าทำธุรกิจมา ยึดกฎหมายมาโดยตลอด และทำตามกรอบเวลาของกฎหมายทุกอย่าง" นางสมพรกล่าว

  • เช็คค่าหุ้น 6.75 ล้านบาท

นายบุญส่งซักถามนายธนาธรถึงเช็คมูลค่ากว่า 6.75 ล้านบาทที่นางสมพรสั่งจ่ายให้นายธนาธรเป็นค่าหุ้น ซึ่งนายธนาธรตอบว่า "จำไม่ได้" เพราะเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ที่ผ่านมาไม่เคยจัดการเรื่องเงินเพราะภรรยาเป็นคนจัดการ

นายธนาธรระบุว่า การทำธุรกรรมต่าง ๆ ของตัวเองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยไปกระทรวงพาณิชย์แม้แต่ครั้งเดียว เขามีหน้าที่เซ็นจากนั้นจะมีพนักงานไปเดินเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ และไม่รู้จักสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) มาก่อนจนเกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะสำหรับตนแล้ว ถือเป็นเรื่องที่เล็กมาก

ขณะที่นางรวิพรรณยืนยันว่ามีการโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. ที่บ้านของตัวเองหลังจากที่นายธนาธรเดินทางกลับมาจากจังหวัดบุรีรัมย์โดยรถยนต์ในเวลา 16.30 น.

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่นำเช็คที่นางสมพรสั่งจ่ายชำระค่าหุ้นไปขึ้นเงินในช่วงนั้น เนื่องจากเห็นว่าเช็คที่ได้รับเป็นเช็คของนางสมพรที่เป็นมารดา จึงเชื่อมั่นว่าเป็นเช็คที่ไม่มีปัญหา และเธอมักจะเป็นผู้ที่นำเช็คไปขึ้นเอง ไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปขึ้นเงินให้ ขณะเดียวกันตอนนั้นต้องเลี้ยงลูกวัย 3 เดือนทำให้ไม่มีเวลา แต่ในช่วงเดือน มี.ค. เกิดกระแสข่าวเรื่องการโอนหุ้นของนายธนาธร จึงนำเช็คให้ทีมทนายความไปชี้แจงต่อ กกต. จากนั้นได้นำเช็คไปขึ้นเงินในเดือน พ.ค.

  • ขอสงวนสิทธิ์ฟ้อง กกต.

ช่วงท้ายนายธนาธรระบุว่า ในการจัดทำคำให้การต่อ กกต.นั้น ทีมทนายความเป็นผู้จัดทำ เขาจึงจำรายละเอียดตามที่ทนายความฝั่ง กกต.ซักถามไม่ได้

นายธนาธรกล่าวด้วยว่า ขอสงวนสิทธิไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมดอำนาจ เขาจะดำเนินคดีกับ กกต.พร้อมกับยื นยันว่าเขาตั้งใจทำงานการเมืองอย่างจริงจัง โดยที่ไม่มีผลประโยชน์อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดนมาก่อน เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าวันนี้ศาลตัดสินเป็นคุณกับเขา เขาจะรีบดำเนินการโอนทรัพย์สินให้บลายด์ ทรัสต์ ทันที

ทั้งนี้ หลังจากการไต่สวนพยานทั้ง 10 ปากเสร็จสิัน นายธนาธรได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ขอโทษที่พาดพิงถึงนายทักษิณ

"เมื่อกลับมาฟังสิ่งที่ผมพาดพิงถึงคุณทักษิณในระหว่างการไต่สวนวันนี้ ผมยอมรับว่าตนเองกระทำไม่เหมาะสมที่กล่าวถึงบุคคลที่สามเช่นนั้น จึงขออภัยมาที่นี้ ที่ผ่านมามีความพยายามกำจัดนักธุรกิจที่จะมาทำงานการเมืองเช่นคุณทักษิณ ผมจึงพยายามจะทำให้ดีกว่าที่กฏหมายกำหนดเพื่อแสดงเจตนาตนเองให้ชัด"

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์

ลำดับความเป็นมาปม "หุ้นสื่อ" ในมือธนาธร

22 มี.ค. : สำนักข่าวอิศราเผยแพร่รายงาน "'ธนาธร-เมีย' โอน บ.วี-ลัค มีเดีย 900,000 หุ้น ให้แม่ ก่อนเลือกตั้ง 3 วัน" โดยพบว่า นายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ได้โอนหุ้นจำนวน 9 แสนหุ้น มูลค่า 9 ล้านบาท (นายธนาธรถือ 675,000 หุ้นคิดเป็น 15% และนางรวิพรรณถือ 225,000 หุ้น คือเป็น 5%) ให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา ในวันที่ 21 มี.ค. 2562 หรือ 3 วันก่อนการเลือกตั้ง

23 มี.ค. : นายธนาธรนำตราสารโอนหุ้น ลงวันที่ 8 ม.ค. 2562 ขึ้นแสดงบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของเขา เพื่อยันว่า "ได้โอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา 1 เดือนก่อนยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นทุกท่านจึงไม่ต้องกังวลว่าเราจะมีปัญหาทางกฎหมายในเรื่องนี้..." ขณะที่การสมัคร ส.ส. ของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 6 ก.พ. 2562

25 มี.ค. : นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร

27 มี.ค. : สำนักข่าวอิศราตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า มีการแจ้งโอนหุ้นของนายธนาธรเมื่อ 21 มี.ค. 2562 ไม่ตรงกับตราสารหุ้นที่นายธนาธรเปิดเผยต่อสาธารณะ อีกทั้งยังพบว่าการประชุมผู้ถือหุ้น 19 มี.ค. 2562 มีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม จำนวน 10 คน ทั้งที่น่าจะเหลือ 8 คน เนื่องจากนายธนาธรและภรรยาขายหุ้นออกไปแล้ว

29 มี.ค. : นายธนาธรเปิดแถลงข่าวอีกครั้ง ยืนยันขายหุ้นให้มารดาตั้งแต่ 8 ม.ค. ก่อนบริษัทปิดกิจการ เพราะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พร้อมนำสื่อมวลชนไปยังบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 7 บนอาคารไทยซัมมิท เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทแห่งนี้ปิดกิจการไปแล้ว

2 เม.ย. : นายธนาธรออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยในจำนวนนี้ได้ชี้แจงเรื่องผู้ถือหุ้น 10 คน ว่าเป็นเพราะมารดาได้โอนหุ้นให้หลาน 2 คน ตั้งแต่ 14 ม.ค. 2562 ทำให้การประชุม 19 มี.ค. มีผู้ถือหุ้นคงเหลือจำนวน 10 คน ส่วนตัวยืนยันไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นด้วย และ "มิได้มีพฤติการณ์ 'ส่อพิรุธ' ดังที่สื่อมวลชนบางฉบับพยายามชี้นำ"

4 เม.ย. : นายธนาธรให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเมื่อขายหุ้นไปแล้ว ทางบริษัทและมารดาจะไปทำอะไร "ไม่รู้เรื่องด้วย" และ "ไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็ให้เป็นไปตามเอกสาร" ขณะที่ กกต. มีมติตั้งคณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวนเพื่อดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวน กรณีการกล่าวหานายธนาธรว่ามีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทสื่อ โดยมีนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล เป็นประธาน

5 เม.ย. : นายศรีสุวรรณ จรรยา เข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ กกต. กรณียื่นร้องให้สอบสวนและวินิจฉัยเพื่อส่งให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของนายธนาธร หลังพบพิรุธว่าการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย "อาจเป็นการอำพรางนิติกรรม"

22 เม.ย. : เลขาธิการพรรค อนค. เปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายกฎหมาย อนค. เข้ายื่นเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กกต.

23 เม.ย. : กกต. มีมติแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร หลังพบว่ามีหลักฐานเบื้องต้นฟังได้ว่าเขาเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัคฯ โดยมีนายศรีสุวรรณ จรรยา เป็นผู้ร้องว่าการถือหุ้นดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

16 พ.ค. : กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

23 พ.ค.: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ รับคำร้องคดีถือหุ้นบริษัทสื่อของนายธนาธรไว้พิจารณา และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

2 ก.ย. : นายธนาธรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณายกเลิกคำสั่งที่ให้เขายุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

4 ก.ย. : ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของนายธนาธร โดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม

18 ต.ค. : ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยาน 10 ปาก ในคำร้องที่ให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ของนายธนาธร ซึ่งเป็นพยานของฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งหมด

20 พ.ย. : ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 14.00 น.

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม