"ถ้าเป็นอะไรที่ไว เด็กจะคิดสั้น ๆ เลยว่าถาม ChatGPT" ครูไทยรับมืออย่างไรในยุคที่เอไอทำการบ้านแทนนักเรียน

.

ที่มาของภาพ, Choke-amnuai Eiamnareporn/handout

คำบรรยายภาพ, นักเรียนในโครงการพิเศษของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในขณะเข้าร่วมอบรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เช้าวันพฤหัสบดีหนึ่งในสัปดาห์ก่อนการสอบปลายภาคการศึกษา เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คนในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษของ "ครูนี" ณัฏฐา เซ็นเสถียร โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา จดจ้องอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ หรือไม่ก็แท็บเล็ตของตัวเอง เพื่อทดลองทำแบบทดสอบออนไลน์ เตรียมพร้อมสำหรับการสอบจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น

นักเรียนในห้องเรียนที่บีบีซีไทยได้ร่วมสังเกตการณ์ ดูคุ้นเคยกับเครื่องมือสื่อสารของตัวเองเป็นอย่างดี ทุกคนในห้องเรียนมีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และบางคนยังมีแท็บเล็ตเสริมเพิ่มเติมจากโทรศัพท์มือถือ

บีบีซีไทยสังเกตว่าในบางจังหวะ มีเด็กส่วนหนึ่งที่ยื่นหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองสลับกันดูกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเพื่อน ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอะไรปรากฏอยู่บนหน้าจอ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ข้อห้ามในการทำแบบทดสอบครั้งนี้ เพราะเป็นการทดสอบความเข้าใจ ไม่ได้เก็บคะแนน และครูนีอนุญาตให้เด็กสามารถถามเพื่อนข้าง ๆ หรือครูได้ เมื่อมีจุดที่ไม่เข้าใจ

"สภาพปกติถ้ามีการเรียนการสอนพี่ก็ไม่ได้ให้ใช้โทรศัพท์ ก็จะมีกิจกรรมให้ทำไปด้วยกัน จดบ้าง เขียนบ้าง ทำกิจกรรมกลุ่มบ้าง แต่ว่าอันนี้เป็นคาบสุดท้าย ก็เลยจะเป็นแนวทบทวนก่อนสอบ" ณัฏฐา บอกกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นักเรียนในห้องเรียนของครูณัฏฐาทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน

รร.จอมสุรางค์อุปถัมภ์ เป็นโรงเรียนรัฐบาลหญิงล้วนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้การศึกษาเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6

ในบรรดานักเรียนที่มีจำนวนทั้งหมดราว 3,200 คน นักเรียนที่นี่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน และณัฏฐาเริ่มเห็นว่ามันทำให้เด็กไม่มีสมาธิในห้องเรียน ทำให้เธอเริ่มใช้มาตรการเก็บโทรศัพท์มือถือก่อนเริ่มเรียนมาตั้งแต่ในปีการศึกษาที่ผ่านมา

"ตอนนั้นเอไอยังไม่ได้บูมเท่าไหร่" เธอกล่าว "เราเห็นได้ว่ามันจะมีเสียง notification (แจ้งเตือน) ระหว่างที่เราสอน และทำให้เด็กเหลือบตาไปมอง หยิบขึ้นมา แอบดูใต้โต๊ะ หรือแม้กระทั่งแลกกันดูกับเพื่อน... เรามองในมุมว่ามันเป็น distraction (สิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ)"

การเก็บโทรศัพท์มือถือของเด็กก่อนเริ่มเรียนนี้ ไม่ใช่มาตรการบังคับของทางโรงเรียน แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการชั้นเรียนของครูแต่ละคน ณัฏฐาเล่าว่าเมื่อเอไอเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เธอไม่พบปัญหาในชั้นเรียนของตัวเอง แต่เมื่อเธอเข้าไปเป็นผู้ช่วยในคาบเรียนของครูชาวต่างชาติที่ไม่ได้เก็บโทรศัพท์มือถือ และได้มีโอกาสเดินตรวจตราในขณะที่ครูต่างชาติสอนอยู่หน้าห้อง บ่อยครั้งที่จะพบนักเรียนเปิดแอปพลิเคชัน "แชตจีพีที" (ChatGPT)

"หน้าจอสีดำของแชตจีพีทีนี่ เราเดินกวด ๆ เราจะเห็นมันแว๊บมาในทุกคาบสักครั้งหนึ่ง โดยที่ว่าบางทีเรามองเห็นบ้างว่าเรื่องอะไร หรือไม่เห็นบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน ซึ่งอาจจะเป็นวิชาที่เรียนตรงนั้น หรือวิชาที่กำลังทำการบ้านอยู่ หรือวิชาที่กำลังคิดอยู่ว่าจะต้องส่งงาน" เธอระบุ

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ณัฏฐา เซ็นเสถียร ครูโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ในทุกคาบเรียนที่เธอมีโอกาสได้เดินตรวจตรา จะพบนักเรียนที่ใช้แพลตฟอร์มเอไอ เช่น "แชตจีพีที"

บีบีซีไทยสัมภาษณ์ครูณัฏฐาในห้องที่อยู่ถัดจากห้องเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เมื่อเราถามว่าเด็กใช้เอไอในลักษณะที่เป็นการ "ช่วย" หรือใช้ "ลอก" คำตอบมาส่งครู เธอเรียกนักเรียนที่เพื่อนครูด้วยกันเคยพบว่าลอกคำตอบจากเอไอเข้ามาสอบถาม

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คนหนึ่งยอมรับว่าเธอเคยลอกคำตอบจากแชตจีพีทีส่งการบ้านครู โดยให้เหตุผลว่าครูสั่งการบ้านในเนื้อหาที่ยังไม่ได้สอน ขณะที่อีกคนยอมรับว่าเธอถามแชตจีพีทีตามโจทย์การบ้านที่ครูให้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เชื่อทุกอย่างที่เอไอตอบ และบอกว่าเธอตรวจเช็คข้อมูลนั้นซ้ำ ก่อนที่จะนำมาประกอบในการบ้านส่งครู

ณัฏฐาบอกกับบีบีซีไทยหลังจากเด็กทั้งสองคนออกไปแล้วว่า ข้อกล่าวอ้างนี้ไม่จริงเสมอไป

"เราก็เห็นว่าบางทียังไม่ทันได้หาในหนังสือเลยนะ เขาก็จะไปหาแชตฯ ก่อนเลย คือยังไม่ทันได้หาในหนังสือเลยว่ามีเนื้อหานี้ไหม" เธอกล่าวโดยพูดถึงเด็กนักเรียนโดยรวม

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างการใช้แชตจีพีทีสอบถามการบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ข้ามมาที่โรงเรียนเอกชนชายล้วนใจกลางกรุงเทพมหานครอย่างโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย บีบีซีไทยไม่มีโอกาสได้สังเกตพฤติกรรมในห้องเรียนของนักเรียน เนื่องจากเราได้ลงพื้นที่ในวันสอบวันสุดท้ายก่อนปิดภาคการศึกษา แต่ครูในโรงเรียนสะท้อนว่าด้วยจุดเน้นของโรงเรียนที่ส่งเสริมเรื่องทักษะด้านนวัตกรรมประกอบกับความพร้อมของเด็ก ๆ ทำให้เด็กเกือบทุกคนในโรงเรียนมีโทรศัพท์มือถือรวมถึงแท็บเล็ต แม้ว่าจะเป็นเด็กในระดับประถมศึกษาก็ตาม

โชคอำนวย เอี่ยมนเรพร หรือ "ครูแจ็ค" ครูภาษาไทยระดับชั้น ม.1 และ ม.6 เล่าว่านักเรียนมีพฤติกรรมติดโทรศัพท์มือถือมากขึ้นหลังผ่านการเรียนออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคุณครูพบการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน และบางครั้งก็ใช้หาคำตอบในสิ่งที่ครูถามในห้อง ทำให้ในช่วง 3 ปีให้หลัง โรงเรียนออกมาตรการให้เก็บโทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมไว้ที่หน้าห้องเรียนก่อนเริ่มเรียนในทุกคาบ โดยอาจอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้เป็นครั้งคราวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคุณครู

ในบางครั้งคราวที่อนุญาตให้นักเรียนใช้เครื่องมือสื่อสารในการทำงาน คือช่วงที่เขาพบว่ามีนักเรียนบางกลุ่มที่ใช้เอไอทำงานที่ครูสั่ง

"ถ้าเป็นอะไรที่ไว เด็กจะคิดสั้น ๆ เลยว่าถามแชตจีพีที อย่างเช่น ม.6 เดี๋ยวเราจะมาลองเขียน SOP (Statement of Purpose - เรียงความแนะนำตัวเองที่ต้องใช้ในการยื่นศึกษาต่อ) กัน ก็จะมีเด็กบางคนที่ใช้แชตจีพีทีเขียน SOP ให้หน่อย แล้วมันก็จะออกมาเป็น 3 ย่อหน้า" โชคอำนวยเปิดเผย

"เด็ก ม.1 ก็จะมีลักษณะแบบนั้นเหมือนกัน เช่นสมมติให้แต่งนิทานสำนวน มัน (เอไอ) ก็จะแต่งนิทานสำนวน 10 บรรทัดตามโจทย์ที่คุณครูให้เลย ก็จะออกมาเป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่มีสำนวนแปร่ง ๆ เข้ามา"

โชคอำนวยยืนยันว่าเขา "ดูค่อนข้างออก" ว่าการบ้านที่ให้นักเรียนกลับไปทำนั้น เด็กใช้เอไอช่วยเขียนคำตอบให้หรือไม่ เพราะรูปประโยคภาษาไทยที่มาจากเอไอจะมีความ "ไม่เป็นธรรมชาติมนุษย์" และมีลักษณะเหมือนกับถูกแปลมาจากภาษาอังกฤษอีกที ซึ่งเขาจะแยกการบ้านกองนี้ไว้ และนำไปสุ่มถามกับตัวเด็กเพื่อทดสอบว่าสามารถอธิบายในสิ่งที่ตัวเองเขียนมาได้หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, โชคอำนวย เอี่ยมนเรพร ครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ยืนยันว่าเขา "ดูค่อนข้างออก" ว่าการบ้านที่ให้นักเรียนกลับไปทำนั้น มีการใช้เอไอช่วยเขียนคำตอบให้หรือไม่

แล้วครูในวิชาที่มีคำตอบค่อนข้างตายตัวอย่างเช่นวิชาคณิตศาสตร์ จะรู้ได้อย่างไรเมื่อนักเรียนใช้ เอไอทำการบ้านแทน

"คือมันจะละเอียดแปลก ๆ ค่ะ แล้วก็บางทีใช้สูตรที่เราไม่ได้สอน บางทีใช้สูตร ม.ปลาย มาอย่างนี้มาช่วยแก้" นิโลบล สุภัทราธรรม หรือ "ครูแอม" ครูคณิตศาสตร์ระดับชั้น ม.2 ของ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตอบคำถามบีบีซีไทย

เธอบอกว่าในการสอนของเธอแต่ละคาบเรียน เธอมักจะให้การบ้านเด็กกลับไปทำที่บ้านด้วย เพราะมองว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องทบทวนฝึกฝนให้เกิดทักษะ การบ้านส่วนใหญ่ของเธอมักจะให้นักเรียนต้องแสดง "วิธีทำ" ด้วย ไม่ใช่เขียนเฉพาะผลลัพธ์ของการคำนวณ และส่วน "วิธีทำ" นี้เองที่ทำให้เธอสามารถจับสังเกตได้

"เราสอนเราจะรู้ค่ะ อย่างบางเด็กบางคนเขาก็มีไปเรียนพิเศษข้างนอก ซึ่งคนเป็นครูส่วนใหญ่ก็สอนวิธีที่ไม่ได้หนีไปกันมากค่ะ แต่อย่างเอไอเราจะรู้เลย บางทีมันละเอียดมาก ๆ หรือใช้สูตรนู่นนี่นั่นเข้ามา" เธอกล่าว

"เราก็ต้องทันเด็ก ครูก็ต้องมีโหลดเอไอ เด็กใช้แอปฯ อะไร ครูก็ต้องโหลดมา... ลองใช้ว่าเอไอมันจะออกมาประมาณไหน บางทีมันก็ตรงกับที่เด็กทำมาเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ เราก็จะรู้ว่าเขาใช้ ครูก็จะเขียนไปในชีทเลยประมาณว่า 'ควรฝึกทำด้วยตนเองนะคะ' อะไรอย่างนี้ เด็กก็จะ 'เฮ้ย ครูรู้ได้ยังไง'"

.

ที่มาของภาพ, Nilobon Suphattratham/handout

คำบรรยายภาพ, นิโลบล สุภัทราธรรม ครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เปิดเผยว่าเธอดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเอไอที่เด็กใช้ มาทดลองตอบการบ้านที่สั่งให้นักเรียนกลับไปทำด้วย เพื่อทดสอบว่า เอไอจะให้คำตอบออกมาอย่างไร

เอไอกระทบทักษะการคิดของเด็กไทยหรือไม่

การศึกษาที่นำโดยนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (MIT) ที่ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเรียงความโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประเภทโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ช่วย, ใช้โปรแกรมค้นหา (Search Engine) ช่วย และใช้ได้แค่สมองของตัวเองเท่านั้น โดยทีมวิจัยตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ไปด้วย พบว่าแต่ละกลุ่มมีการเชื่อมโยงการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วน (brain connectivity) ที่แตกต่างกัน

โดยกลุ่มที่พบเครือข่ายการเชื่อมโยงการทำงานของสมองที่แข็งแกร่งและกระจายตัวมากที่สุด คือกลุ่มที่เขียนเรียงความโดยใช้สมองเท่านั้น รองลงมาคือกลุ่มที่ใช้โปรแกรมค้นหา และกลุ่มที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ตามลำดับ ขณะที่กิจกรรมทางสติปัญญา (cognitive activity) ก็ลดลงมาตามสัดส่วนที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องมือภายนอก

ครูในโรงเรียนต่าง ๆ ที่บีบีซีไทยมีโอกาสได้พูดคุย สะท้อนตรงกันว่าการใช้เอไอกระทบทักษะการคิดของนักเรียน เพราะเด็กหลายคนใช้มันทำงานให้ มากกว่าจะเรียนรู้จากมัน

"สุด ๆ เลย เด็กคิดไม่เป็น ไม่เป็นจริง ๆ" อาจารย์คณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเปิดเผยกับบีบีซีไทยโดยไม่ประสงค์ออกนาม

อาจารย์คนนี้อายุ 30 ปี และกำลังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ในคณะที่ผลิตผู้ที่จะไปเป็นครูสอนนักเรียนต่อในอนาคต

"ขนาดคำถามชวนคุยเฉย ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบที่มันถูกมันผิด เขาก็จะไม่ตอบ แล้วเขาก็จะแบบ... เขาตั้ง device (เครื่องมือสื่อสาร) อยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว พอตอนแรกเขาก็จะยังไม่เสิร์ช แต่พอเราเริ่มถามหลายๆ ที เขาก็จะประมวลผลแล้วว่า 'โอ๊ย แปลว่าอาจารย์อยากได้คำตอบ' ก็จะเริ่มเสิร์ชตรงหน้าจอแล้ว" อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้นี้เล่า

"[นักศึกษา] ปี 1 จะเป็นหนัก เราไม่รู้ว่ามัธยมเขาเป็นยังไงมา หรือเขาอาจจะโดนจำกัดทางความคิดไหม เขาถึงไม่กล้าตอบเรา หรืออะไรไม่รู้ แต่ว่าปี 1 ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ จะหมดเทอมแล้ว เขาก็ยังจะแบบ ต้องเสิร์ชให้มันได้ก่อน"

อาจารย์ผู้สอน "ว่าที่คุณครู" รายนี้ สังเกตเห็นพฤติกรรมนักศึกษาในชั้นเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ไม่เคยเรียนกับเธอมาก่อน มักจะก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองก่อนตอบคำถามในชั้นเรียนอยู่เสมอ แต่ไม่เห็นว่ามองอะไรในโทรศัพท์ ก่อนที่เธอจะเห็นพฤติกรรมการใช้เอไอของนักศึกษาที่อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาไปแล้ว ซึ่งคล้ายกับประสบการณ์ของครูคนอื่นที่เผยกับบีบีซีไทย

"บางคนยอมเสียเงินซื้อ [เอไอ] รายเดือน/รายปี เพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง" ครูนิโลบล กล่าว

ด้านครูโชคอำนวย มองว่าเอไอจะกระทบทักษะการคิดของเด็กหรือไม่ อยู่ที่ว่าเด็กใช้มันอย่างไร

"อย่างเมื่อก่อน เวลาเราจะเขียนงานสักชิ้นหนึ่ง เราต้องคิดโครงสร้างก่อนใช่ไหม บทนำ เนื้อเรื่อง สรุป แต่ละย่อหน้าจะเขียนอะไรยังไง แต่พอเป็นเอไอ คือเราแค่ใส่หัวข้อลงไป แล้วมันก็ออกมาเป็นโครงสร้างให้เราเลย มันเหมือนตัดกระบวนการในการคิดวิเคราะห์ตรงนั้นของเราออกไป แล้วถ้าเราใช้แบบนั้นเลย เราว่าอันนี้แหละคือปัญหา" โชคอำนวยระบุ

"แต่ถ้าเรามองว่าสิ่งที่เอไอให้มามันเป็นแค่ base (ฐาน) แล้วเราจะวิเคราะห์ต่อยอดจากมันยังไง อันนี้เราว่ามันก็ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยเราได้" เขากล่าว

จำนวนเด็กใช้เอไอทำการบ้านมีมากน้อยแค่ไหน

ตัวเลขในไทยยังไม่พบรายงานการสำรวจอย่างเป็นทางการว่ามีเด็กนักเรียนในสัดส่วนเท่าไหร่ที่ใช้ เอไอช่วยทำการบ้าน หรือทำการบ้านให้แทนในวิชาเรียนต่าง ๆ

แต่ในสหรัฐอเมริกา การสำรวจเมื่อปี 2567 ของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) พบว่ากลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นสหรัฐฯ อายุ 13-17 ปี ราว 1 ใน 4 คือ 26% เคยใช้แชตจีพีทีทำการบ้าน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากตัวเลข 13% ในการสำรวจปี 2566

ด้วยปัญหาเด็กใช้เอไอเป็นทางลัดช่วยในการทำการบ้านข้างต้น เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา บริษัทโอเพนเอไอ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเอไอยอดนิยมอย่างแชตจีพีที เปิดตัว "Study Mode" (โหมดเรียนรู้) ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเชิงลึกให้กับนักเรียนผ่านคำถามที่ถามแชตจีพีที โดยฟังก์ชันนี้จะคอยแนะนำ มากกว่าจะให้คำตอบสำเร็จรูป

"โหมดเรียนรู้ [Study Mode] ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีส่วนร่วมและโต้ตอบได้ และเพื่อช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่แค่ทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ" ส่วนหนึ่งของข้อความแนะนำโหมดเรียนรู้บนเว็บไซต์โอเพนเอไอ ระบุ

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บีบีซีไทยทดลองใช้โหมดเรียนรู้ของแชตจีพีที พบว่าแทนที่เอไอจะให้คำตอบมาตรง ๆ มันกลับแจกแจงและตั้งคำถามกลับให้เราต้องค่อย ๆ แก้โจทย์นี้เองไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากการแชตจีพีทีโหมดปกติที่จะแสดงสูตรการคำนวณและให้คำตอบเป็นตัวเลขมาเลย

ครูจะรับมืออย่างไรเมื่อนักเรียนพึ่งพาเอไอมากเกินไป

ปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ เผยแพร่ "คู่มือการใช้เอไอสำหรับครู นักเรียน โรงเรียนและผู้ปกครองในประเทศไทย พ.ศ. 2568" ที่จัดทำโดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงบนเว็บไซต์ของกระทรวง

คู่มือฉบับดังกล่าวระบุถึงบทบาทของเอไอในการสนับสนุนการศึกษาหลายมิติ อาทิ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน, การจัดการเรียนการสอนทางไกล และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของนักเรียน พร้อมทั้งให้ข้อมูลการทำงานของเอไอประเภทต่าง ๆ ทั้งที่สามารถใช้ในการเรียนการสอน และใช้ในการบริหารจัดการโรงเรียน

ช่วงหนึ่งของคู่มือดังกล่าวได้แนะนำ "แนวทางการใช้เอไออย่างเหมาะสม" 6 ประการ ได้แก่

  • ครูและโรงเรียนควรอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าเอไอเป็นเครื่องมือเสริมไม่ใช่ตัวแทนของการเรียนรู้
  • ครูและโรงเรียนควรส่งเสริมการใช้งานเอไอในการเรียนรู้ เช่น การให้คำแนะนำ การอธิบายเนื้อหาและการสร้างแบบฝึกหัดที่เหมาะสม
  • ผู้ปกครองและครูควรติดตามการใช้งานเอไอของนักเรียน เพื่อป้องกันกันการพึ่งพาเอไอมากเกินไป
  • นักเรียน ครู โรงเรียน และผู้ปกครองควรเลือกใช้แพลตฟอร์มเอไอที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล
  • ครูและโรงเรียนควรแจ้งให้นักเรียนและผู้ปกครองทราบว่าเอไอถูกใช้ในกระบวนการใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
  • ครูและโรงเรียนควรตรวจสอบผลลัพธ์จากเอไออย่างสม่ำเสมอ เพื่อมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงสร้างกระบวนการทบทวนและปรับปรุงการใช้งานเอไอ เช่น การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้เอไอและประเมินประสิทธิภาพของเอไอเป็นระยะ

บีบีซีไทยสังเกตว่าคู่มือฉบับนี้ให้ข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียด โดยมีหัวข้อแนะนำวิธีการใช้เอไออย่างสร้างสรรค์ตามบทบาทหน้าที่สำหรับครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม ครูในโรงเรียนเท่าที่บีบีซีไทยได้พูดคุย ไม่เคยเห็นคู่มือฉบับนี้

"ไม่รู้เลย มีด้วยเหรอ" ณัฏฐา ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. หน่วยงานที่ผลิตคู่มือดังกล่าวระบุ "เขาก็ไม่เคยมาบอกเรา หรือเขาอาจจะมองว่าเราควรจะไปหาความรู้เองหรือเปล่า เขาไม่ได้มีคำสั่งลงมาว่าต้องศึกษาหรือต้องทำอะไร"

ขณะที่โชคอำนวย ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) บอกว่าที่ผ่านมาทาง สช. มีการจัดอบรมเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการสอนอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งโรงเรียนก็จะส่งเสริมให้ครูไปเข้าร่วม เขามองว่าการจัดอบรมช่วยเปิดมุมมองของครูได้ดี แม้ว่าอาจจะมีครูบางคนในวัยที่ไม่ได้เติบโตมากับเทคโนโลยีที่อาจรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปและปรับตัวได้ยากอยู่บ้าง

.

ที่มาของภาพ, Choke-amnuai Eiamnareporn/handout

คำบรรยายภาพ, โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพิ่งจัดการอบรมการใช้เอไอให้กับนักเรียนชั้น ม.1-6 ในโครงการพิเศษไปเมื่อ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา

ข้อสรุปที่บีบีซีไทยได้จากการพูดคุยกับครูในโรงเรียนต่าง ๆ คือ การบริหารจัดการเอไอในโรงเรียนไทยตอนนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนจะมีนโยบายอย่างไร หรือหากโรงเรียนไม่มีนโยบายชัดเจนก็จะอยู่ที่ครูแต่ละคนจะบริหารจัดการในห้องเรียนของตัวเองอย่างไร

ครูหลายคนใช้วิธีปรับการเรียนการสอนโดยลดการบ้าน แต่เน้น "ให้นักเรียนทำงานให้เสร็จในห้อง"เพื่อให้มั่นใจว่างานที่สั่งให้นักเรียนทำขณะที่ครูสามารถควบคุมการใช้อุปกรณ์สื่อสารได้นั้น จะมาจากความสามารถของนักเรียนจริง ๆ

แต่ครูทุกคนที่เราได้พูดคุยก็ยอมรับว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้การบ้านได้ทุกครั้ง เพราะบางครั้งแม้จะสั่งงานให้ทำในห้องเรียน แต่ก็จะมีนักเรียนบางส่วนที่ทำไม่เสร็จและต้องนำกลับไปทำต่อที่บ้าน นอกจากนี้ครูบางส่วนก็มองว่าการให้การบ้านเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนทบทวนเนื้อหา

เมื่อการบ้านที่ส่งมามีลักษณะ "ต้องสงสัย" เช่น มีสำนวนแปลก ๆ หรือมีเนื้อหาเกินศักยภาพของเด็ก วิธีการต่อมาที่ครูใช้คือการ "ถามต่อยอด"จากคำตอบในการบ้านที่เด็กทำมา

"ครูจะเรียกมาสอบถามว่า ได้คำตอบนี้มาได้ยังไง ด้วยความที่เขาไม่ได้ทำเองเขาก็ตอบไม่ได้ แล้วเขาก็จะอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ" ครูนิโลบลอธิบาย "ถ้าเกิดเขาสามารถอธิบายได้ คุณใช้เอไอ ครูก็ไม่ได้ว่า แต่ว่าคุณอธิบายให้ครูฟังได้ไหมว่า คุณเข้าใจจริงหรือเปล่า ถ้าเขาไม่เข้าใจ ครูก็บอกว่าไปหาคำอธิบายมาให้ได้"

เช่นเดียวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่บีบีซีไทยได้พูดคุย เมื่อเธอสงสัยว่านักเรียนอาจใช้เอไอตอบคำถามของเธอในชั้นเรียน เธอจะใช้วิธีการที่เรียกว่า "สานเสวนา" คือถามต่อยอดจากคำตอบของนักศึกษาทันทีเพื่อให้นักศึกษาต้องปฏิสัมพันธ์กลับ โดยไม่มีโอกาสได้ใช้ตัวช่วยค้นหาข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติม

"เราจะชวนคุยต่อจากสิ่งที่เขาตอบเราจากการอ่านมา เพราะการอ่านมันเป็นคำตอบตรงไปตรงมาที่เขาเสิร์ชอย่างตรงไปตรงมา แต่เราก็จะถามต่อไป แปลว่าเขาจะต้องโต้ตอบเราเดี๋ยวนั้นแล้ว เพราะว่าเราไม่ได้ถามทั้งห้องแล้ว แต่มันคือจี้ตัวแล้ว" เธอระบุ

"สมมติว่านางสาวเอเสิร์ช แล้วนางสาวเอก็เป็นเหยื่อของเราแล้ว เพราะนางสาวเอดันตอบเราขึ้นมา เราก็ 'แล้วเอคิดว่ามันเป็นอย่างนี้แล้วเป็นยังไงต่อ ทำไมล่ะลูก มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้เหรอ'… พอเป็นการสนทนาโต้ตอบแบบเดี๋ยวนั้น เขาก็จะเริ่มได้ใช้ความคิดมากขึ้น เพราะว่าจุดประสงค์ของเราก็คืออยากให้เขาได้คิด" อาจารย์ท่านนี้ระบุ

เธอบอกด้วยว่าวิธีการนี้ของเธอทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ผ่านการเรียนกับเธอมาแล้วหนึ่งปี กล้าที่จะตอบคำถามในชั้นเรียนทันทีโดยไม่พึ่งการค้นหาในโทรศัพท์มือถือมากขึ้น เพราะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ 100% แต่ต้องการคำตอบที่มาจากความคิดของนักศึกษามากกว่า

อีกวิธีการที่ครูแนะนำคือการสอนนักเรียนใช้เอไอในทางสร้างสรรค์

ครูโชคอำนวยยกตัวอย่างว่า เขาทำให้นักเรียนดูในห้องเรียนเลยว่าหากใช้เอไอตอบการบ้านของเขานั้น คำตอบจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วให้นักเรียนในห้องช่วยกันแก้ข้อผิดพลาดจากคำตอบของ เอไอ

เขายังบอกอีกว่า บางครั้งเขาสั่งงานให้นักเรียนใช้เอไอทำด้วยซ้ำ แต่ให้โจทย์ที่เผื่อเอาไว้แล้วว่านักเรียนจะต้องใช้ความคิดของตัวเองในการสั่งการเอไอให้ทำในสิ่งที่ต้องการ เช่น ให้นักเรียน "สรุปเนื้อหาวรรณคดีเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา โดยใช้เครื่องมือเอไอสร้างเป็นผลงานวิดีโอขนาดสั้นไม่เกิน 1.30 นาที"

"การที่มันจะ generate (สร้าง) ภาพแล้วออกมาชัดเจนได้ แปลว่าเด็กต้องมีความเข้าใจในวรรณคดีเรื่องนั้นให้มากที่สุดถูกไหมครับ" โชคอำนวยขยายความ "สมมติถ้าเราบอกว่า เราอยากได้ฉากพระไชยสุริยานอนในป่า ถ้าเด็ก generate ไปแค่นี้ มันก็อาจจะได้ออกมาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้นในป่าสีเขียวตอนกลางวัน"

"แต่จริง ๆ แล้วฉากที่พระไชยสุริยานอนในป่ามันคือฉากตอนกลางคืนที่มีรายละเอียดอยู่ในเนื้อหาตรงนั้นด้วยนะ เช่น เป็นคืนที่มีพระจันทร์ส่องสว่าง มองเห็นบรรยากาศโดยรอบ มีสัตว์ต่าง ๆ อยู่ มีมเหสีอยู่ใกล้ ๆ ด้วย คอยปรนนิบัติดูแลอะไรประมาณนี้ ซึ่งถ้าเด็กสามารถแบบสรุปสิ่งนั้นได้อย่างละเอียด มันก็จะทำให้ภาพที่เขา generate ออกมาละเอียดได้เหมือนกัน"

"แบบนี้มันก็จะทำให้เราวัดผลเรื่องของการสรุปเนื้อหาวรรณคดีได้แล้ว ผ่านการใช้เครื่องมือเอไอ เด็กก็จะรู้สึกสนุกขึ้นด้วย" เขากล่าวสรุป

.

ที่มาของภาพ, Choke-amnuai Eiamnareporn/handout

.

ที่มาของภาพ, Choke-amnuai Eiamnareporn/handout

คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์ในกาพย์พระไชยสุริยาที่ครูโชคอำนวยให้นักเรียนสร้างจาก AI ออกมาให้ตรงกับรายละเอียดในวรรณคดีมากที่สุด

ครูก็ใช้ประโยชน์จากเอไอได้

ไม่ใช่แค่เด็กนักเรียน แต่ครูในโรงเรียนหลายคนใช้เอไอช่วยงานของตัวเองเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติหนึ่งของเอไอที่คุณครูดึงมาใช้ คือให้ช่วย "ออกแบบการเรียนการสอน" ให้สนุกและดึงดูดขึ้น เช่นครูนิโลบลที่ใช้เอไอช่วยออกแบบโจทย์คณิตศาสตร์ให้ใกล้ตัวกับกลุ่มนักเรียนที่เป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน

"ด้วยความที่ครูเองก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องฟุตบอลอะไรมากมาย ก็จะให้เอไอช่วยแต่งโจทย์เรื่องเศษส่วน ระดับประมาณเด็ก ม.1 ให้หน่อยที่เกี่ยวกับฟุตบอล มันก็จะออกมาเลยนะคะ แล้วผลปรากฏว่าพอเอาโจทย์เหล่านี้ไปให้เขาทำ เขารู้สึกว่าเขามีความสุข มันเหมือนเขาเอาไปได้ใช้แล้วเป็นสิ่งที่เขารู้ เช่น ลูกฟุตบอลระดับสากลต้องหนักเท่านี้กี่กิโล แล้วก็แบบเปลี่ยนคนเข้าคนออกที่เวลาเท่านี้แล้วเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ อะไรอย่างนี้" นิโลบลเล่า

"ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้ รู้สึกว่าเด็กก็ดูแห้ง ๆ เรียนเบื่อ ๆ ทำข้อสอบก็ดูแบบเบื่อ ๆ แต่พอทำอันนี้มา รู้สึกว่ามันตื่นเต้น แล้วเด็กทำได้มากขึ้น เพราะมันเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่เขารู้เรื่อง เป็นเรื่องฟุตบอลแต่แค่เราเอาคณิตศาสตร์ไปใส่เท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วคณิตศาสตร์มันอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วค่ะ มันอยู่ได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว" เธอกล่าว

นอกจากนี้ครูบางส่วนยังใช้เอไอช่วย "ทำเอกสาร"ต่าง ๆ เช่น ร่างจดหมายทางการ หรือบันทึกข้อความ เพื่อลดภาระงานที่นอกเหนือไปจากงานสอน

และอีกวิธีการหนึ่งที่ล้ำหน้าขึ้นมา คือการใช้เอไอ "เขียนโค้ดสร้างระบบช่วยงานครู" เช่น ครูณัฏฐา ที่ใช้เอไอสร้างระบบให้นักเรียนส่งงานออนไลน์บนเว็บไซต์ โดยระบบดังกล่าวช่วยจัดระเบียบการบ้านนักเรียนในทุกห้องเรียนที่เธอสอน ทำให้เธอสามารถเข้าไปเรียกดูงานแต่ละชิ้นของนักเรียนในแต่ละห้องได้ พร้อมตรวจสอบสถานะได้ว่างานไหนส่งเข้ามาเมื่อไหร่ และมีงานชิ้นไหนที่ตรวจไปแล้วหรือยังไม่ได้ตรวจบ้าง โดยที่ไม่ต้องเก็บงานทั้งหมดเป็นเอกสาร

เธอบอกว่าเธอได้วิธีการนี้มาจากครูคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนที่เขียนโค้ดคอมพิวเตอร์เป็นอยู่บ้างและใช้เอไอช่วยเขียนโค้ดให้กับระบบต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่น ระบบการรับนักเรียน, ตรวจสอบงาน ไปจนถึงใช้ตรวจสอบเวลาเรียนของนักเรียน

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ระบบส่งงานนักเรียนที่ครูณัฏฐาใช้เอไอช่วยเขียนโค้ดออกมาเป็นลิงก์เว็บไซต์ที่เธอสามารถเข้าไปเรียกดูและจัดการงานต่าง ๆ ของนักเรียนได้อย่างเป็นระเบียบและง่ายต่อการค้นหา

อย่างไรก็ตาม ในวงการศึกษาก็ยังมีครูที่ไม่เท่าทันความก้าวไกลในเทคโนโลยีของนักเรียน ไม่คุ้นเคยกับเอไอ ซึ่งอาจทำให้ไม่เท่าทันนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีชนิดนี้มากกว่า

"อาจารย์รุ่นเก่า ๆ เขาก็จะมอบหมายงานให้นักศึกษาไปเลย แล้วก็ให้นักศึกษามานำเสนอ ซึ่งแน่นอน นักศึกษาไม่ได้อะไรจากสิ่งนั้นเลย เพราะเขาไม่ได้ใช้ความคิดเลย" อาจารย์มหาวิทยาลัยวัย 30 ปี ระบุ เธอมองว่าในคณะที่เธอสอน มีอาจารย์อีกหลายคนที่จับสังเกตไม่ได้ว่านักศึกษาใช้ เอไอทำงานส่งมาหรือไม่ เพราะไม่ได้ใช้เอไอในชีวิตประจำวันและไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง

"เขาอาจจะรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่บนโลก เพราะข่าวคราวก็ออกใช่ไหม แต่ตัวเขาเองอาจจะไม่ได้ใช้ด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้แค่ไหน อย่างเราเป็น user (ผู้ใช้งาน) ด้วย เราจะรู้ว่าถ้าเราเสิร์ชแบบนี้ แชตจีพีทีจะตอบเรามาประมาณไหน เราก็เลยรู้ว่าคำถามไหนที่เราสามารถถามนักศึกษาแล้วนักศึกษาจะได้คิดต่อ" เธอระบุ พร้อมยอมรับว่าเธอเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้อย่างไร

"ต่อให้ส่งผู้สอนไปอบรม มันก็จะวนลูปอีหรอบเดิม สมมติว่าอาจารย์อายุ 59 ปีแล้ว ต้องไปอบรมการใช้แชตจีพีทีว่าใช้อย่างไร เขาอบรมเขาก็แค่ 'อ๋อ มันทำอย่างนี้ได้นะ' แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะใช้มันในชีวิตประจำวัน พอเขาใช้มันไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง"

"อย่างคณะเรา อาจารย์เขาก็มีนะ อบรมแชตจีพีทีเพื่อการวิจัยนู่นนี่นั่นตลอดเวลาเลย แต่ก็ไม่เห็นมีใครใช้ให้มันเกิดประโยชน์โทษผลขึ้นมาจริง ๆ" เธอตั้งข้อสังเกต