“พวกท็อป ๆ อยู่ต่างประเทศหมดเลย”: ทำไมนักเรียน ป.เอก ไม่อยากกลับบ้าน ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทนเท่านั้นที่ทำให้บุคลากรระดับ “ครีม” ของประเทศที่ไปร่ำเรียนในต่างประเทศไม่อยากกลับไทย แต่ระบบที่เป็นปัญหาคาราคาซังมาหลายทศวรรษคือเงื่อนสำคัญที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเช่นนั้น

ในวัยที่อีก 5 ปี จะเกษียณอายุจากตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.สรรพวรรธน์ กันตะบุตร เล่าย้อนวันวานอย่างติดตลกว่า “ถ้าผมไม่ติดทุน ก็คงไปแล้ว…”

เขาหมายถึงการไปทำงานกับบริษัทในซิลิคอลวัลเลย์ ชื่อเรียกพื้นที่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา อันเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย

“เขาให้หุ้นในบริษัทเลย ให้ที่พักเรียบร้อย” รศ.ดร.สรรพวรรธน์ เล่าถึงข้อเสนอที่เขาได้รับเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

ทว่าในวันที่เขานำความรู้กลับมาสอนให้เด็กนักเรียนไทย เขาก็ได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่คนจำนวนไม่น้อยอาจได้ยินกันมาอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเองก็อยากคว้าไว้

“เด็กเก่งแบบสุด ๆ เลยนะ ที่ 1-20 [ของประเทศ] ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์โอลิมปิค พวกท็อป ๆ อยู่ต่างประเทศหมดเลย”

จากกลับประเทศเป็นตัวเลือกแรก สู่ “ชอยส์สุดท้าย”

ทนง อู่พิทักษ์ ยื่นวิทยานิพนธ์จบระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ในภาควิชาอเมริกันศึกษา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงเดือน พ.ค. 2567 หลังจากมาใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมนีเป็นเวลาเกือบ 5 ปี

ทนง ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งก่อนที่จะจบการศึกษาอย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นเส้นทางนักวิจัยหลังจบปริญญา (Post-doc)

ทนง อู่พิทักษ์

ที่มาของภาพ, ทนง อู่พิทักษ์

คำบรรยายภาพ, ที่เยอรมนีมีเงินสนับสนุนจากคณะหรือมหาวิทยาลัยที่นักวิจัยทำงาน ไม่ต้องควักเนื้อ ทนง อู่พิทักษ์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก กล่าว

เราถามเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะกลับประเทศไทยเลยไหม ทนงตอบกลับมาอย่างทันท่วงทีว่า “อยู่ชอยส์ [ทางเลือก] หลัง ๆ เลย”

ทนงเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาค่อนข้างชัดเจนกับเส้นทางอาชีพของตนเองมาตั้งแต่ช่วงที่ศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย ตอนแรกเขามองว่า เมื่อมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทจนจบก็จะกลับมาสอนที่ไทยทันที

ทว่าเมื่อเขาศึกษาระดับปริญญาโทจบจากมหาวิทยาลัยทือบิงเง่น (University of Tübingen) เขาก็ได้รับข้อเสนอให้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชาเดียวกันอย่างอเมริกันศึกษา

“พอเรามาอยู่ที่นี่ มันต่างกันมาก ๆ มีโอกาสเยอะมาก กลายเป็นว่าการกลับไทยเราปัดไปเป็นชอยส์สุดท้ายเลย”

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟังว่า หากเขาเข้าทำงานในตำแหน่ง Post-doc ในเยอรมนีในตำแหน่งแบบ “เด็กจบใหม่ ไม่มีประสบการณ์” (entry level) เขาจะได้เงินเดือนราว 100,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว “ยังอยู่ได้สบาย ๆ”

นอกจากนี้เขายังย้ำว่า สำหรับอาชีพนักวิจัย ที่เยอรมนีจะมีเงินสนับสนุนจากคณะหรือมหาวิทยาลัยที่เขาทำงานให้โดยเฉพาะ ซึ่งหมายความว่าเวลาเขาจะทำงานวิจัยอะไรหรือไปร่วมงานประชุมต่าง ๆ เขาไม่ต้องไปหักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือนตัวเอง

“เมื่อวานเพิ่งเจอไปมหาวิทยาลัย [ไทย] หนึ่งรับสมัคร 30,000 บาท ของปริญญาเอก ปริญญาโท 27,000 บาท เทียบกับสิ่งที่เราจะต้องทำให้ เทียบกับภาระงานที่คุณครูคนหนึ่งจะต้องรับ ไหนจะขอตำแหน่งวิชาการอีก มันมากับค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะ ใช้ชีวิตสบาย ๆ ก็คงทำได้ แต่ถ้าจะก้าวหน้าในอาชีพทางนี้ คงลำบากมาก ๆ”

ทนงเล่าว่า เขาไม่ใช่นักศึกษาปริญญาเอกที่มีความฝันอยากจะกลับมาเป็นอาจารย์ในไทยคนเดียวที่เผชิญหน้ากับภาวะเช่นนี้

“เราอยากกลับไปพัฒนาที่ที่เรามาอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าเราจะต้องเสียหลาย ๆ อย่างไป บางทีมันก็เข้าเนื้อตัวเองเกินไป”

เงินส่วนหนึ่ง ระบบส่วนใหญ่

วรินท์ แพททริค แม็คเบลน ผู้กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก ปีแรก ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์อนุภาค (Astroparticle physics) ณ โรงเรียนนานาชาติเพื่อการศึกษาขั้นสูง (Scuola Internazionale Superiore di Studi Avanzati) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัย ณ ประเทศอิตาลี เห็นด้วยกับสิ่งที่ทนงพูดถึงเรื่องค่าตอบแทน พร้อมเสริมว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้เด็กหลายคนที่มีทางเลือก เลือกไม่กลับไทยเป็นเพราะระบบและแนวคิดของคนออกแบบระบบ

แพททริคอธิบายให้เราเข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า ฟิสิกส์อาจแบ่งออกได้เป็น 2 แขนง คือ ฟิสิกส์พื้นฐาน “ซึ่งจับต้องได้ยาก จนหลาย ๆ ครั้ง เราอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์” และฟิสิกส์ประยุกต์ เช่น การนำความรู้ที่มีอยู่มาพัฒนาใช้กับด้านการแพทย์เป็นต้น

เขาเชื่อมโยงให้เราฟังโดยเริ่มต้นว่า นับจนถึงตอนนี้ “สิ่งที่เราเห็นคือนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐ มันไม่มีทิศทางชัดเจนเลย” ด้วยเหตุนี้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์ผู้ทำวิจัยให้คำนิยามอย่างเจ็บแสบกับงานวิจัยทั้งสองแบบว่า “ขึ้นหิ้ง” สำหรับวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และ “ขึ้นห้าง” สำหรับวิทยาศาสตร์ประยุกต์

วรินท์ แพททริค แม็คเบลน

ที่มาของภาพ, วรินท์ แพททริค แม็คเบลน

คำบรรยายภาพ, “เราโดนเตือนจากคนที่กลับมาแล้วเข้ามาอยู่ในระบบจริง ๆ ว่ามันไม่คุ้ม เราโดนเตือนมาตลอดว่าให้หาทางไปต่อ… อย่ากลับมา” วรินท์ แพททริค แม็คเบลน (คนกลาง) กล่าว

“ผู้ใหญ่ก็จะเลือกสนับสนุนงานวิจัยขึ้นห้างเป็นหลัก แล้วงานวิจัยขึ้นหิ้ง คืองานประเภทสายทฤษฎี จะได้รับการสนับสนุนที่น้อยมาก ๆ เพราะผู้ใหญ่เขามองไม่เห็นว่าเราเรียนไปทำไม”

แพททริคเพิ่งเริ่มเรียนปริญญาเอกปีแรกเท่านั้น หนทางข้างหน้าที่เขาต้องฝ่าฝันยังอยู่อีกไกล แต่เขาก็มองตัวอย่างนักวิจัยหลาย ๆ คนที่เขาได้รู้จัก และได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจกลับไทย

เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า มีหลายครั้งที่ตระหนักได้ว่าตัวเองมี “ข้อได้เปรียบ” หลายอย่างที่ทำให้เขาได้ออกมา “เปิดหูเปิดตา” ในระดับสากล ซึ่งเขาก็อยากเอาความรู้ตรงนี้กลับไปพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ในไทย “เพราะเรามั่นใจว่าเรามีเด็กที่สนใจวิทยาศาสตร์อยู่เยอะ และเราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ตรงนี้”

“เราโดนเตือนจากคนที่กลับมาแล้วเข้ามาอยู่ในระบบจริง ๆ ว่ามันไม่คุ้ม เราโดนเตือนมาตลอดว่าให้หาทางไปต่อ… อย่ากลับมา”

อย่างที่บอกว่าไม่คุ้มทั้งเรื่องค่าตอบแทน แต่ในมิตินี้คือการไม่มีที่ให้ได้ “ปล่อยของ” ที่แต่ละคนสู้ไปร่ำเรียนมาจากสถานศึกษาระดับโลกและอาจารย์ระดับหัวกะทิ

แพททริคอธิบายต่อว่า ส่วนหนึ่งที่ระบบไม่เอื้อให้นักวิจัยกลับมาทำงานได้เต็มที่เป็นเพราะคนวางระบบอาจไม่เห็นถึงความสำคัญที่เท่ากันของวิทยาศาสตร์ของฝั่งทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้ ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ๆ ในการทำวิจัย และเงื่อนไขในการทำวิจัยที่ไม่เหมือนกับฝั่งวิทยาศาสตร์ประยุกต์

เขาชี้ว่า หลายครั้งระบบของมหาวิทยาลัยกดดันให้อาจารย์ต้องออกงานวิจัยเท่านั้นเท่านี้เพื่อรักษาสถานะตัวเองหรือเลื่อนขั้น แต่งานวิจัยบางประเภทต้องใช้เวลาการศึกษาแต่ละเรื่องมากกว่า 1 ปี ซึ่งไม่สามารถสอดประสานได้กับกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สิ่งนี้อาจทำให้นักวิจัยที่ต้องการศึกษาเรื่องบางเรื่องที่เป็นทฤษฎีมาก ๆ แต่ก็มีความสำคัญมาก ต้องถูกผลักให้ไปทำงานวิจัยด้านประยุกต์กันจนหมด

“เด็กมีของไปเมืองนอก พอกลับมาเจออะไรแบบนี้ มันเสียของ ทำงานในไทยมันเสียของ” เขากล่าว

สำหรับแพททริคตอนนี้เขายังมุ่งมั่นกับการพาตัวเอง “ไปให้สุด” กับการเรียนในต่างประเทศ “แล้วค่อยมาดูอีกทีเรื่องการกลับไทย”

ประสบการณ์ตรงจากอาจารย์ใกล้เกษียณ

สิ่งที่ถูกอธิบายจากปากของเด็กปริญญาเอกทั้งสองคนที่มีอายุอยู่ในช่วง 20 กว่า ๆ ถูกยืนยันด้วยประสบการณ์การทำงานที่เกือบจะเท่ากับอายุของพวกเขาของ รศ.ดร.สรรพวรรธน์

“ผมทำงานมาตั้ง 20 กว่าปี เงินเดือน รวมตำแหน่งวิชาการยังไม่ถึงแสน [บาท] เลย”

รศ.ดร.สรรพวรรธน์ คือหนึ่งในนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา “ทุนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน” หรือที่รู้จักกันในชื่อทุน ก.พ. ซึ่งมอบโอกาสให้เขาไปจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎี (Theoretical Computer Science) ณ มหาวิทยาลัยทัฟส์

ทุนจ่ายเงินให้เขาทั้งสิ้น 5 ล้านบาท แลกกับการกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเวลา 2 เท่า ของช่วงเวลาที่ใช้ศึกษา ซึ่งเท่ากับเขาต้องเป็นอาจารย์ใช้ทุนเป็นเวลา 10 ปี

“ตอนแรก ๆ คิดว่า 5 ล้านกว่าบาทนี่น่าจะโอเค แล้วเราก็ได้การศึกษาจากมหาวิทยาลัยท็อป ๆ อยู่ไปเริ่มเห็นว่าไม่จริง”

รศ.ดร.สรรพวรรธน์ กันตะบุตร/มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มาของภาพ, รศ.ดร.สรรพวรรธน์ กันตะบุตร/มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.สรรพวรรธน์ กันตะบุตร ได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎี ณ มหาวิทยาลัยทัฟส์ สหรัฐอเมริกา

อีกไม่กี่ปี รศ.ดร.สรรพวรรธน์ กำลังจะเกษียณอายุจากการทำงาน และเขาเล่าให้เราฟังว่า เขาจะไม่มีบำเหน็จบำนาญ เพราะมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ข้าราชการ

“ตอนที่ผมเข้ามา ตอนนั้นรัฐบาลเขาบอกว่า พนักงานมหาวิทยาลัยจะได้สิทธิ์ทุกอย่างเหมือนข้าราชการเลย ผมก็เลยรับทุนมาไง เพราะคิดว่ามันจะได้บำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ครับ เหมือนกับโดนหลอก ผมนี่เป็นรุ่นแรกที่เป็นพนักงาน เป็นรุ่นแรก ๆ เลย”

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2542 มีมติคณะรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ให้เริ่มมีการจ้างตำแหน่งพนักงานทดแทน แทนข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

ใช้ตัวชี้วัดผิด คิดจนตัวตาย

ขณะที่ในมิติของการทำงานและการทำวิจัย รศ.ดร.สรรพวรรธน์ คือหนึ่งในคนที่มีประสบการณ์โดยตรงจากการทำงาน “วิจัยขึ้นหิ้ง”

เขาอธิบายว่าตัวเองเป็นนักทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำงานอยู่ในรูปแบบของคณิตศาสตร์เยอะมาก ด้วยความเฉพาะทางตรงนี้ จึงเป็นข้อจำกัดว่าถ้าเขาเขียนแผนงานเพื่อขอทุนจากหน่วยงานต่าง ๆ แบบตรงตัว หลายครั้งจะถูกปฏิเสธทันที เนื่องจาก “คนอ่านไม่เข้าใจ” แม้ว่าหลายครั้งทุนที่เขาไปขอจะตั้งชื่อว่าตัวเองเป็นทุนสำหรับการวิจัยแบบพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงฝั่งทฤษฎีก็ตาม

สิ่งนี้ยังสะท้อนโครงสร้างทั้งระบบที่มีปัญหาในสายตาของ รศ.ดร.สรรพวรรธน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดยขึ้นอยู่กับ “QS World University Rankings” ซึ่งใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า “Impact factor” (จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความในวารสารวิชาการถูกนำไปอ้างอิง) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่า งานวิจัยชิ้นนั้นได้รับการอ้างอิงมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ ยังมีอีกมิติที่สำคัญอย่างการจัดอันดับควอร์ไทล์ (Q) จาก Impact factor อีกทีหนึ่ง โดยจะเป็นควอร์ไทล์ที่ 1-4 โดย Q1 เป็นกลุ่มวารสารที่มีค่า Impact factor สูงสุดเป็น 25% แรกของวารสารวิชาการทั้งหมด โดยมากแล้ว วารสารใน Q1 มักมีชื่อเสียงและได้รับการอ้างอิงมากที่สุด ลดหลั่นกันลงมาจนถึง Q4

สำหรับ รศ.ดร.สรรพวรรธน์ ปัญหาของประเทศไทยคือระบบที่ยึดโยงกับ Q1 มากเกินไป เขาเปรียบเทียบว่า “จำนวนการอ้างอิงไม่ได้บอกคุณภาพอะไรเลย แค่เหมือนมีคนเข้าไปกดไลก์ (Like) เยอะ ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพ หรือบางครั้งอาจเป็นของปลอมด้วยซ้ำ”

เขายกตัวอย่างว่า งานวิจัยที่เขาทำ ซึ่งเฉพาะทางมาก ๆ มีคนอ่านน้อย ต้องไปตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในระดับ Q4 ก็ไม่ได้หมายความว่างานของเขาไม่ดี นอกจากนี้ เขายังเห็นว่า เมื่อระบบของไทยเน้นจะให้ทุกคนไปอยู่ที่ Q1 อย่างเดียว “มันเลยมีปัญหาเยอะมาก”

รศ.ดร.สรรพวรรธน์ ชี้ว่า เพราะกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยังคงยึดติดกับการจัดอันดับโดย QS World University Rankings ซึ่งใช้ Impact factor ในการสะท้อนขีดความสามารถ ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวชี้วัดที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้นักวิจัยในไทยจำนวนไม่น้อยได้ไม่ได้รับอิสระให้ทำงานวิจัยตามที่พวกเขามีความสามารถอย่างแท้จริง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ถูกจัดให้อยู่ในอันดับระหว่าง 601-800 จากการจัดอันดับของ Times Higher Education University ประจำปี 2024

ในรายงาน การวิเคราะห์ แนวทางการขยับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2566 โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดัชนีอันดับมหาวิทยาลัย (คะแนนของแต่ละประเทศคำนวณโดยอันดับจาก Times Higher Education University ranking) คือหนึ่งในตัวชี้วัดที่กระทรวงฯ ใช้

ปัจจุบันมีหน่วยงานอย่าง The Declaration on Research Assessment (DORA) ที่ออกมา สร้างการตระหนักรู้ว่า การประเมินคุณภาพงานวิจัยด้วย Impact factor นั้น ไม่สามารถวัดคุณภาพได้จริง และชี้ว่าแท้จริงแล้วเครื่องมือ Impact factor นั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับห้องสมุด เพื่อให้รู้ว่า วารสารใดได้รับความนิยมจะได้ทำการจัดซื้อเข้ามา

DORA แนะนำว่า ควรมีการกำจัดตัวชี้วัดอย่าง Impact factor ออกจากมาตรฐานในการให้ทุน การแต่งตั้ง หรือการเลื่อนขั้นสำหรับนักวิจัย

เมื่อปี 2020 มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) ประกาศนโยบายด้านบรรณานุกรม (UCL Bibliometrics Policy) โดยระบุว่าแนะนำให้ยกเลิกการใช้ตัวชี้วัด ซึ่งบางตัวทำให้เกิดความเข้าใจผิดสูง และ “เราไม่แนะนำให้ใช้ในแทบทุกกรณี” โดยตัวชี้วัดสองตัวที่นิยมใช้มากที่สุดคือ H-index และ Impact factor ซึ่งวัดการได้รับการอ้างอิงทั้งคู่

เมื่อไม่สร้างโอกาส… ก็จะเกิดค่าเสียโอกาส

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญและจับต้องได้มากกว่าจำนวนครั้งที่งานวิจัยได้รับการอ้างอิง รศ.ดร.สรรพวรรธน์ ชี้

“เราจะต้องหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางใช่ไหม ผมได้ยินประโยคนี้มาตั้งแต่ 15 ปี ที่แล้วได้มั้ง” รศ.ดร.สรรพวรรธน์

ในสายตาของอาจารย์ผู้นี้ การสร้างองค์ความรู้ใหม่จะเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญให้ไทยพัฒนาประเทศไปข้างหน้า เขาเล็งเห็นความสำคัญของงานวิจัยแบบประยุกต์ แต่มองว่าหากไทยสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้เป็นของตัวเองเมื่อใด เมื่อนั้นขนาดเศรษฐกิจจะขยายอย่างแน่นอน

เขายกตัวอย่างว่าสมมติว่าไทยทำงานวิจัยแค่ประยุกต์เฉย ๆ ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมระบบจัดการโรงแรม เม็ดเงินก็จะอยู่แค่ในประเทศไทย ผ่านโรงแรมต่าง ๆ ที่เข้ามาซื้อโปรแกรมนี้ จะไม่มีเงินตราจากต่างประเทศไหลเข้ามา เพราะไม่ใช่โปรแกรมใหม่ที่ไม่มีในท้องตลาด

“ถ้าตราบใดที่เรายังไม่มีองค์ความรู้ใหม่ตรงนี้ มันก็หลุดไม่ได้ มันไม่สามารถจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้ เพราะว่าวงเงินหมุนเวียนมันเป็นวงเงินที่ซื้อขายกันในประเทศ ไม่มีเงินจากข้างนอกเข้ามา แล้วมันก็จะมาถามว่า แล้วองค์ความรู้ใหม่จะสร้างได้ยังไงใช่ไหมครับ มันก็ต้องเริ่มจากการวิจัย วิจัยที่มีคุณภาพสูง ซึ่งมันก็จะมาแย้งกันอีกแล้วว่า จะเน้นแค่ Q1 ก็ไม่รู้จะทำยังไง” เขากล่าว

รศ.ดร.สรรพวรรธน์ แนะว่า จริง ๆ การประเมินคุณภาพการเรียนการสอนไม่ได้ต้องทำอะไรยากไปกว่าการดูคุณภาพบัณฑิต อย่างเช่น หากนักศึกษาจบจากคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีกี่คนที่ได้เข้าทำงานกับบริษัทระดับโลก หรือเวลาส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ ก็ไปดูเลยว่าวารสารที่ไปเป็นระดับเดียวกับที่มหาวิยาลัยระดับโลกเขาไปกันหรือเปล่า ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่ว่าเป็น Q1 หรือเปล่า

“อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราดูได้ว่างานวิจัยของเรามันไปสร้างเป็นบริษัทสตาร์ทอัพได้จริง ๆ ไหม สตาร์ทอัพจริง ๆ เลยนะครับ จากองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นมาใหม่เลย”

เขายกตัวอย่าง กรณีที่สหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังมีบริษัทที่สร้างองค์ความรู้ใหม่เรื่องจะทำอย่างไรให้แขนของมนุษย์งอกขึ้นมาใหม่ได้หลังเกิดอุบัติเหตุไป ซึ่งทุกอย่างต้องเริ่มจากการมีองค์ความรู้ใหม่ก่อน และแน่นอนว่างานวิจัยเหล่านี้ต้องใช้เวลากันเป็น 20-30 ปี

“สมมติว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถที่จะทำให้แขนที่ขาดไปแล้วงอกกลับมาได้ คิดดูครับว่าถ้ามันเกิดสตาร์ทอัพตัวนี้ จะดึงเงินเข้าประเทศได้เท่าไร แล้วมันเป็นอะไรที่จับต้องได้มาก ๆ แต่ของเราปัจจุบัน คือเราเรียกสตาร์ทอัพ แต่มันไม่มีองค์ความรู้แบบนี้ มันเป็นแค่การประยุกต์ใช้เสียส่วนใหญ่”

งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2022 ภายใต้ชื่อ “Economic Growth through the Lenses of Education, Entrepreneurship, and Innovation” (การเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมุมมองด้านการศึกษา การเป็นผู้ประกอบการ และนวัตกรรม) พบว่า หากมีการเพิ่มขึ้นของการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Tertiary education) 1% จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) เพิ่มขึ้น 1,233.04 ยูโร (ราว 48,100 บาท) โดยงานวิจัยนี้ศึกษา 30 ประเทศในทวีปยุโรป จากข้อมูลระหว่างปี 2003-2020