เป็นผู้ปกครองไทย “มันเหนื่อย” เมื่อทุกเปิดเทอมมักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายก้อนโต

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เรียนฟรี 15 ปี เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมครั้งแรกในไทยหลังมีการบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 แต่ผ่านมากว่า 20 ปี ผู้ปกครองไทยยังคงต้องควักเงินก้อนโตทุกเทอมการศึกษา จนเกิดคำถามว่าเรียนฟรีนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
บีบีซีไทยได้พูดคุยกับแม่ลูกสามจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สะท้อนปัญหาว่าแม้ได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนของบุตรจากรัฐ แต่เธอก็ยังต้องจ่ายค่าเครื่องแบบชุดนักเรียนและค่าอาหารกลางวันให้ลูกอยู่ดี ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับแม่บ้านที่มีรายได้เพียงวันละ 300 บาท
ด้านผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาอธิบายภาพใหญ่เพื่อให้เข้าใจว่า เหตุใดการศึกษาไทยจึงไม่ได้ฟรีไปเสียทั้งหมด และทำไมการอุดหนุนเงินรายหัวเท่ากันทั่วประเทศที่ทางรัฐบาลทำอยู่เช่นนี้ จะยิ่งทำให้เด็กที่เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็กยิ่งมีความเหลื่อมล้ำห่างกันมากขึ้น
ขณะที่ หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งทำหน่วยเคลื่อนที่แจกชุดนักเรียนมือสองให้กับผู้ปกครองตามชุมชนต่าง ๆ แสดงความกังวลว่า ครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างอาจเลื่อนฐานะไปเป็นชนชั้นล่างได้ทันที เพราะยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้มากนัก และกำลังถูกซ้ำเติมจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ต่างกับผู้ปกครองซึ่งอยู่ในฐานะยากจนกำลังเผชิญ
“ยังไม่มีเงินซื้อชุดให้ลูก”
ท่ามกลางฝนที่กำลังจะตกลงมา ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งกำลังเลือกหาชุดนักเรียนสำหรับลูก ๆ ที่สำคัญคือพวกเขาไม่ต้องเสียเงินสักบาท เพราะมันคือชุดนักเรียนมือสองจากโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา

นี่คือครั้งที่ 5 ของปีที่ทางมูลนิธิตระเวนไปตามแหล่งชุมชนเพื่อช่วยให้ผู้ปกครองที่ไม่มีกำลังซื้อชุดนักเรียนให้ลูกในเทอมนี้ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย และวันนี้พวกเขาตั้งหน่วยเคลื่อนที่บริเวณทางเข้าตลาดนัดองค์การโทรศัพท์ อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
อี๊ด (ขอสงวนนามสกุล) หญิงวัย 44 ปี คือหนึ่งในผู้ปกครองที่กำลังเลือกหาชุดนักเรียนให้ลูกสาวที่กำลังอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และลูกชายที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งคู่เรียนอยู่โรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน แต่ไกลจากที่ทำงานของอี๊ดประมาณ 10 กิโลเมตร โดยเธอทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านรายวัน มีรายได้วันละ 300 บาท
“วันไหนทำก็ได้เงิน วันไหนไม่ทำก็ไม่มีเงิน” เธอบอกกับบีบีซีไทย ขณะที่มือก็เลือกเสื้อผ้าพร้อมกันกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นหญิงวัยกลางคน อี๊ดหันมายิ้มดีใจพร้อมกับชูชุดเนตรนารีและชุดนักเรียนมัธยมชายให้เพื่อนร่วมงานดู “โอ๊ย ดีใจ ประหยัดไปได้ร่วมพันบาท” เธอพูดราวกับเจอของมีค่าที่ถูกใจ “กำลังเครียดอยู่พอดีเลยว่าจะหาซื้อชุดให้ลูกได้ยังไง ยังไม่มีเงินซื้อชุดให้ลูกเลย”
อี๊ดเล่าว่าเธอมีลูกทั้งหมด 3 คน คนโตสุดเป็นผู้หญิงกำลังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายของวิทยาลัยวิชาชีพแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เธอเพิ่งจ่ายค่าเทอมให้ลูกคนนี้ไป 5,000 บาทเมื่อสัปดาห์ก่อน จึงทำให้ยังไม่มีเงินพอสำหรับลูกอีก 2 คนที่อยู่ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าหากมูลนิธิกระจกเงาไม่มาตั้งหน่วยเคลื่อนที่ เธอจะทำเช่นไรกับเครื่องแต่งกายของลูกทั้ง 2 คน อี๊ดบอกว่ายังคิดไม่ออก “แต่อาจหายืมญาติ ๆ ก่อน แล้วค่อยทำงานมาผ่อนใช้คืนเขา”

ทิรัตน์ ผลินกูล หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา บอกว่า ครั้งที่แล้วเขาพบกับผู้ปกครองรายหนึ่งที่กำลังเตรียมกู้เงินนอกระบบวงเงิน 2,000 บาท เพื่อหาซื้อชุดนักเรียนให้กับลูก ๆ จนกระทั่งทางมูลนิธิไปตั้งหน่วยเคลื่อนที่ส่งต่อชุดนักเรียนมือสองแถว จ.ปทุมธานี ทางผู้นำชุมชนจึงลากผู้ปกครองมาเลือกชุดนักเรียนมือสองแทน
“ผู้ปกครองคนนั้นถึงกับเปลี่ยนใจเมื่อได้เครื่องแบบนักเรียนครบแล้ว เขาก็โทรไปยกเลิกบังเงินกู้เลย บอกว่าไม่ต้องเอาตังมาให้แล้ว ไม่ต้องการแล้ว” ทิรัตน์ เล่าให้บีบีซีไทยฟัง โดยเขาบอกว่าเครื่องแบบนักเรียนที่แพงที่สุดคือพวกชุดลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งมีราคาสูงถึงเกือบ 1,000 บาทต่อชุด ไม่นับรวมเครื่องประดับอื่น ๆ ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่หมุนเงินไม่ทันหรือมีเงินไม่พอ จึงชะลอซื้อเครื่องแบบดังกล่าวออกไปก่อน
เพียงสองชั่วโมง เครื่องแบบนักเรียนมือสองที่ทางมูลนิธิฯ นำมาให้ผู้ปกครองที่อยู่รอบ ๆ ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาเลือกให้ลูกหลานก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อบอกว่า วันนี้เขานำชุดนักเรียนมาทั้งหมดเกือบ 1,000 ตัว และแน่นอนว่าเสื้อผ้าที่ถูกผู้ปกครองให้ความสนใจเลือกหามากที่สุดคือชุดลูกเสือ ชุดเนตรนารี ชุดยุวกาชาดมือสอง และรองเท้านักเรียน
“นี่ไม่นับเด็กบางคนที่โตเร็วจนพ่อแม่ต้องหาซื้อชุดหรือรองเท้านักเรียนทุกเทอม” ทิรัตน์บอก ขณะที่อี๊ดกล่าวเสริมว่า “ยิ่งเป็นลูกสาว ลูกชาย คือค่าใช้จ่ายคูณสอง เพราะไม่สามารถนำชุดของคนพี่มาให้คนน้องใช้ซ้ำได้”
ในมุมมองของอี๊ด ค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงมากที่สุดในช่วงเปิดเทอม คือค่าชุดนักเรียนและรองเท้านักเรียน เพราะลูกทั้ง 3 คนเติบโตขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ค่าเสื้อผ้าและรองเท้าก็มีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าแรงของเธอนั้นเท่าเดิม
หลังเปิดเทอมเพียงหนึ่งวัน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือแจ้งหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด/ในกำกับกระทรวงศึกษาธิการว่า ให้ยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งมาจากการสำรวจความเดือดร้อนของผู้ปกครองนักเรียนก่อนหน้านี้
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาเน้นย้ำว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่การยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน แต่เป็นการยกเว้นหรือผ่อนผัน พิจารณาเป็นราย ๆ ไปตามความเหมาะสม และต้องรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบด้วย หลังจากเกิดความคลาดเคลื่อนว่าคำสั่งดังกล่าวคือการยกเลิกเครื่องแต่งกายนักเรียน
“เพิ่งมาออกคำสั่งอะไรตอนนี้ มันสายไปแล้ว” อี๊ด บอกกับบีบีซีไทย “พ่อแม่บางคนเขาก็เตรียมตัวไปหมดแล้ว ไปซื้อกันหมดแล้ว ทำไมมีคำสั่งหลังเปิดเทอม มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แทนที่จะเอาเงินซื้อชุดไปทำอย่างอื่น”
คำสั่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการ ลูกของอี๊ดที่อยู่ในชั้น ป.4 และ ม.2 ยังถือว่าอยู่ในการศึกษาภาคบังคับ เธอจึงไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าเทอมให้กับลูกทั้ง 2 คน นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้รับเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบที่รัฐจ่ายให้ผ่านโรงเรียน โดยลูกสาวคนเล็กสุดได้ 400 บาท ขณะที่ลูกชายคนกลางได้ 500 บาท
“แต่โรงเรียนหักค่าประกันชีวิตไปคนละ 140 บาท สุดท้ายก็เหลือเงินซื้อชุดให้คนเล็ก 260 บาท คนกลาง 360 บาท มันก็ไม่พออยู่ดี” อี๊ดบอกกับบีบีซีไทย พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่าเธอต้องเจียดรายได้วันละ 300 บาท ให้ลูกคนกลางไปโรงเรียนวันละ 50 บาท เพราะต้องซื้อข้าวกลางวันรับประทานเอง เนื่องจากโรงเรียนไม่มีงบสนับสนุนส่วนนี้ เพราะปัจจุบันมีเพียงโรงเรียนขยายโอกาสเท่านั้นที่ได้รับการสนับสนุนค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็ก
ส่วนลูกคนเล็กนั้นได้รับเงินไปโรงเรียนวันละ 20 บาท สำหรับค่าขนม และโชคดีที่ลูกคนโตพอหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างเรียนได้เอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าอยู่ได้อย่างไรกับค่าใช้จ่ายขนาดนี้ เธอถอนหายใจพร้อมกับตอบมาว่า “ก็ต้องอยู่ให้ได้ มันไม่มีอะไรฟรีหรอก” เธอหันไปพยักเพยิดกับเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างกัน “ใช่ไหม... มันเหนื่อย มันมีแต่ภาระ แต่เราก็อยากให้ลูกเรียนให้สูงที่สุด จะได้ไม่ต้องมาจนอย่างเรา”
นั่นคือคำตอบสุดท้ายของอี๊ดก่อนที่เธอจะพับชุดนักเรียนและชุดเนตรนารีมือสองกลับบ้านแข่งกับฝนที่ไล่มา โดยต้องแวะรับลูกทั้ง 2 คนที่โรงเรียนหลังจากนี้ด้วย นี่เป็นวิธีหนึ่งสำหรับการทุ่นค่าใช้จ่าย แม้ว่าการซ้อนสามบนรถมอเตอร์ไซค์จะไม่ได้ปลอดภัยก็ตาม
ทำไมการศึกษาไทยไม่เคยฟรี ?
ในทุก ๆ ปี โรงเรียนต่าง ๆ จะได้รับเงินค่าจัดการเรียนการสอนซึ่งครอบคลุมตั้งแต่งบประมาณไปจนถึงค่าอุดหนุนนักเรียนรายหัว ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน ซึ่งเด็กนักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษาจะได้รับเงินแต่ละส่วนไม่เท่ากัน และเงินเหล่านี้สนับสนุนเฉพาะในการศึกษาภาคบังคับเท่านั้น
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บอกว่า คำถามว่า ทำไมการศึกษาไทยไม่ฟรี “เกิดขึ้นทุกครั้งโดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม” แต่การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคำว่าฟรีนั้นเปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน โดยเขายกตัวอย่างการเดินทางไปโรงพยาบาลที่คนไทยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลยระหว่างการเข้ารับการรักษา แต่สุดท้ายประชาชนผู้เข้ารับบริการก็ต้องลาหยุดงาน เสียรายได้ เสียค่าเดินทาง เพื่อเดินทางไปยังโรงพยาบาลอยู่ดี
“ตราบใดที่ไปถึงโรงพยาบาล ตราบใดที่เด็กไปถึงโรงเรียนได้ นับตั้งแต่รั้วโรงเรียนและรั้วโรงพยาบาลเข้าไปนั่นแหละ ที่ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่กว่าจะเด็กจะเดินทางมาจากบ้าน บางคนต้องเสียค่าเดินทาง ค่ารถ ค่าเรือ ไปกลับวันหนึ่งก็ 30-50 บาท ไปกลับอาจถึงวันละ 100 บาท 30 วันก็ 3,000 บาท สำหรับเด็กยากจนบางคนนี่เท่ากับว่ามันสูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนต่อครัวเรือนของเขาไปแล้ว” ผู้จัดการ กสศ. ระบุ พร้อมกับบอกว่า “ยิ่งคนที่จนมากเท่าไร ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น”
“แต่ถามว่าทำไมภาครัฐไม่ทำให้ฟรีไปจนสุดทาง ก็เป็นเพราะว่างบประมาณมันไม่เพียงพอครับ ลำพังที่จัดการศึกษากันอยู่ทุกวันนี้ แค่ฟรีในฝั่งผู้ให้บริการ เช่น โรงเรียน ก็ใช้งบประมาณ 4-5 แสนล้านบาทแล้ว และถูกตัดลดงบประมาณลงทุกปี” นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าน้ำมันภาคการขนส่งที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อค่าครองชีพของผู้ปกครองด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน รวมถึงค่าเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่จนที่สุดหรือรวยที่สุด ก็ต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อซื้อชุดให้ลูกได้ใส่ไปเรียนครบทุกวัน” ดร.ไกรยส กล่าว โดยปัจจุบัน บางโรงเรียนมีบังคับให้แต่งชุดท้องถิ่นประจำวัน เพิ่มเติมจากชุดนักเรียน ชุดพละ และชุดลูกเสือ
“พอมันมีโจทย์แบบนี้เพิ่มเติม มันก็จะทําให้นํามาสู่ค่าใช้จ่ายที่รัฐไม่ได้เตรียมเอาไว้ให้ ก็กลับไปที่โจทย์เดิมครับ กลับไปที่ต้นทุนฝั่งผู้ขอรับบริการ” นั่นก็คือผู้ปกครองต้องควักเงินจ่ายเอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.ไกรยส เล่าต่อว่า หากเป็นตําราเรียนมาตรฐาน ทางกระทรวงศึกษาธิการจัดให้ฟรีอยู่แล้ว แต่ถ้าโรงเรียนไหนอยากจะใช้หลักสูตรอื่น ๆ เพิ่มเติม หรือใช้หนังสือเรียนอื่น ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากตํารามาตรฐานที่กระทรวงมีให้ ค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ผู้ปกครองก็ต้องเป็นคนออกเอง
“บางโรงเรียนด้วยความตั้งใจดีนะ ด้วยความอยากให้คุณภาพเด็กดีขึ้น ก็อยากจะสอนภาษาจีนให้เด็กในพื้นที่ เขาอยากจะสอนภาษาอังกฤษในหนังสือตำราที่มากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็ตกมาที่พ่อแม่”
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือค่าทัศนศึกษานอกพื้นที่ เช่น หากโรงเรียนต้องการพาเด็กมาชมท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย แล้วโรงเรียนอยู่ต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายของเด็กในต่างจังหวัดสำหรับการเดินทางมายังท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ ก็ย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่าเด็กในกรุงเทพมหานคร
“ค่าใช้จ่ายมาตรฐานที่กระทรวงให้อยู่ในแต่ละปี ยิ่งถ้าเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนที่ผู้ปกครองจะต้องออกเอง มันจะมีผลกระทบต่อคนที่มีรายได้น้อย โรงเรียนประเภทไหนที่จะมีผลกระทบตรงนี้มากสุด ? ผมบอกได้เลย มันก็คือโรงเรียนที่จํานวนเด็กไม่มาก ลองนึกถึงสภาพว่าเงินรายหัว มันได้เท่ากันทั่วประเทศเลยนะครับ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนที่มีเด็ก 300-500 คน มันมากพอที่บริหารจัดการได้ มันเกิดความประหยัดต่อขนาด
เด็ก 500 คน เหมารถไปท้องฟ้าจำลองฯ มันต้องถูกกว่าเหมารถให้เด็ก 100 คนอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นธรรมชาติของความเสียเปรียบของเด็กที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ก็มีรายได้น้อย ก็ทำให้รายจ่ายเพิ่มเติมเหล่านี้ถือว่าสูงมากสำหรับพวกเขาเหล่านี้”
จากข้อมูลของ กสศ. ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 ไทยมีเด็กนักเรียนประมาณ 8.9 ล้านคน แต่พบว่าเด็กจำนวน 2.8 ล้านคนอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจนซึ่งทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าอยู่ที่ 2,997 บาท/คน/เดือน โดยในจำนวนนี้มี 1.2 ล้านคนที่ทาง กสศ. เข้าไปสนับสนุนเงินอุดหนุนปัจจัยเพิ่มเติมโดยตรง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ผู้จัดการ กสศ. มองว่า สูตรจัดสรรค่าอุดหนุนรายหัวเด็กนักเรียนแต่ละคนไม่ควรเท่ากันทั่วประเทศอีกต่อไป
“เด็กเกือบ 10 ล้านคน สูตรจัดสรรไม่ควรเป็นสูตรเดียวกัน เช่น โรงเรียนที่มีเด็กกว่า 500 คน มันมีความประหยัดต่อขนาดใช่ไหมครับ ดังนั้นค่าอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนขนาดใหญ่มันไม่จำเป็นต้องสูงขนาดนั้น เพื่อให้เขาบริหารโรงเรียนต่อไปได้ แล้วนำเงินส่วนต่างนั้นมันมาให้โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งไม่มีความประหยัดทางขนาด มันจะทำให้โรงเรียนทั้งระบบนั้นไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง”
ชนชั้นกลางก็มีความต้องการอีกแบบ
“ไม่เคยหวังพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐเลย ที่ผ่านมาก็บริหารเก็บเงินกันเองมาโดยตลอด” ยูซุฟ (นามสมมติ) วัย 35 ปี จาก จ.ปทุมธานี บอกกับบีบีซีไทย เมื่อสอบถามว่าชนชั้นกลางอย่างเขาต้องการเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือไม่ในแต่ละเทอมการศึกษา
ยูซุฟ และ ภรรยา วัย 33 ปี เป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้รวมกันประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน ทั้งคู่เก็บเงินเดือนละ 5,600 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูกชายวัย 6 ปี ซึ่งอยู่ชั้นอนุบาล 2 และลูกสาววัย 9 ปี ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.3
ทั้งคู่เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนแห่งเดียวกัน เทอมการศึกษาที่เพิ่งเปิดไปไม่กี่วัน ค่าเทอมลูกชายอยู่ที่ 12,000 บาท และค่าตำราเรียนอีก 1,500 บาท ส่วนลูกสาวซึ่งเรียนในห้องเรียนโครงการภาษาอังกฤษ มีค่าเทอมอยู่ที่ 17,000 บาท และค่าตำราเรียนอีก 2,000 บาท รวม ๆ กันแล้ว สามีภรรยาคู่นี้จ่ายเงินไปแล้วอย่างน้อย 32,500 บาท
เหตุผลหลัก ๆ ที่ทั้งคู่เลือกโรงเรียนเอกชนแทนโรงเรียนของรัฐ เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพการเรียนการสอนมากกว่า
“เราเคยเรียนโรงเรียนรัฐที่อยู่ติดบ้าน ถ้าจะส่งลูกไปโรงเรียนรัฐก็คงส่งโรงเรียนนี้แหละ ถามว่าบรรยากาศการเรียนการสอนของโรงเรียนรัฐตรงนี้มันดีไหม มันก็ดี น่าเรียนเลย เพราะเราก็โตมากับโรงเรียนนี้ แต่ขนาดครูซึ่งจบพร้อมกันมา แล้วกลับมาสอนที่โรงเรียนนี้ เขายังไม่ให้ลูกเรียนโรงเรียนที่เขาสอนเลย แต่ส่งลูกเข้าเรียนเอกชนที่เดียวกันกับเรา มันก็บ่งบอกได้นะว่าแม้แต่เขาที่เป็นครู เขายังไม่มั่นใจในคุณภาพการสอนเลย” ยูซุฟสะท้อนให้บีบีซีไทยฟัง
นอกจากปัจจัยคุณภาพการสอนแล้ว สามีภรรยาคู่นี้ยังเห็นว่าโรงเรียนเอกชนดังกล่าวจัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามซึ่งเป็นความเชื่อของครอบครัว และยังสอนภาษาอาหรับให้ลูก ๆ ด้วย พร้อมกับจัดหาห้องเรียนที่ติดเครื่องปรับอากาศ ทำให้สิ่งแวดล้อมการเรียนการสอนเหมาะสมกับเด็กที่เติบโตในประเทศเขตร้อนเช่นนี้
ทั้งคู่ทำใจว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเทอมต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน แต่ก็ไม่ได้หนักใจเพราะคิดว่ายังบริหารจัดการได้ ปัจจุบัน ภรรยาของยูซุฟซึ่งมีรายได้มากกว่าสามีได้ใช้บุตรทั้งสองคนมาลดหย่อนภาษีเงินได้ตามมาตรการส่งเสริมของรัฐเป็นจำนวนเงิน 90,000 บาทต่อปี แต่เธอบอกว่าคงดีมากกว่านี้ หากสามารถนำค่าเทอมมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ดร.ไกรยส บอกว่า ปัจจุบันสังคมไทยถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และแต่ละปีก็มีเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคน เขาจึงเสนอว่าหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้คนมีลูก ก็ควรออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับคนชนชั้นกลางมากขึ้นโดยให้นำรายจ่ายทางการศึกษาของลูกมาใช้ลดหย่อนได้
“ยิ่งมีลูกมาก ยิ่งควรได้รับการลดหย่อนภาษีมากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องการศึกษาแต่ก็เป็นต้นทุนด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าครองชีพของเด็ก ก็ควรนำมาลดหย่อนได้ เพื่อจูงใจพ่อแม่” ผู้จัดการ กสศ. ระบุ โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่าช่วงชำระภาษีเงินได้ของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ช่วงเดือน เม.ย. ขณะที่ค่าเทอมแรกจะต้องจ่ายช่วงเดือน พ.ค. จึงทำให้ชนชั้นกลางบางครอบครัวเกิดภาวะเงินตึงมือได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ติดต่อกัน จึงได้ยินข่าวโรงรับจำนำกิจการเฟื่องฟูในช่วงเปิดเทอมทุกปี
ขณะที่ ทิรัตน์ หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา บอกว่า จากการออกตั้งหน่วยเคลื่อนที่เพื่อแจกจ่ายชุดนักเรียนมือสองเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน เขาพบว่าครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างเข้ามาเลือกหาชุดนักเรียนมือสองด้วยเช่นกัน
“หลายคนเลยครับที่มาเมียง ๆ มอง ๆ เขินอายที่จะมาเลือกเสื้อผ้ามือสองไปให้ลูก คนกลุ่มนี้จริง ๆ ชักหน้าไม่ถึงหลังเยอะมาก แต่ภายนอกจะดูเหมือนยังมีเงินอยู่ ยังไหวอยู่ แต่เขาพร้อมจะตกเป็นชนชั้นล่างอยู่ตลอดเวลา ถ้าหมุนเงินไม่ทัน เขาถึงต้องพึ่งโรงรับจำนำไงครับ บางที” ทิรัตน์บอกกับบีบีซีไทย
หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ บอกว่า ชนชั้นกลางระดับล่างนั้นน่าเป็นห่วงไม่แพ้กลุ่มคนยากจนหรือชนชั้นล่าง เพราะพวกเขาพยายามฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 อยู่ แต่ยังฟื้นตัวได้ช้ามาก และกำลังถูกซ้ำเติมจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นไม่แพ้กันกับผู้ปกครองในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า











