"ถ้าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเพียงพอ... คุณจะให้เด็กไปคุยเรื่องเหล่านี้กันที่ไหน"

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"พื้นที่ปลอดภัย" และ "เสรีภาพทางวิชาการ" ในสถานการศึกษา กลายเป็นประเด็นที่สังคมหันกลับมาพูดถึงท่ามกลางความเห็นต่างทางการเมือง หลังจากเกิดกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบปลายภาค วิชา "สาระร่วมสมัย" ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำภาคการเรียนที่ 2/2566 ของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านบวกและด้านลบเกิดขึ้นหลังสื่อมวลชนหยิบข้อความที่โพสต์ผ่านสังคมออนไลน์ของนายก้าวกรณ์ สุขเสงี่ยมกุล หรือ "ครูบะหมี่" ที่เปิดเผยเอกสารข้อสอบวิชาดังกล่าวพร้อมคำอธิบายต่อนักเรียนที่ต้องเลือกคำสำคัญ หรือ คีย์เวิร์ด หนึ่งคำจากทั้งหมด 50 คำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูล และสถานการณ์ที่เป็นประเด็นในประเทศไทยและในสังคมโลกที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2565-66
โดยนักเรียนจะต้องอธิบายคำที่จับฉลากได้เป็นเวลา 3 นาที แล้วครูผู้สอบจะถามด้วยคำถาม 2 ข้อ อีก 2 นาที
ทว่า ที่เป็นประเด็นถกเถียงกัน คือคีย์เวิร์ดบางคำที่บางคนมองว่า อาจจะกระทบความมั่นคงของชาติ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Kaokorn Suksa-ngiamkul
หนึ่งในนั้นคือ นายทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) ที่เดินทางพร้อมกับทีมงานไปยังโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองเมื่อวันที่ 11 มี.ค. เพื่อไปยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว โดยระบุว่า ข้อสอบปากเปล่าที่เป็นประเด็นมีความหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยนายทรงชัยระบุถึงคำตัวอย่าง เช่น 112, สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย, ขบวนเสด็จ หรือ ลี้ภัยทางการเมือง เป็นต้น
ผลที่ตามมาคือ โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองได้สั่งยกเลิกการสอบรายวิชาดังกล่าวไปแล้ว ขณะเดียวกัน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กทม.เขต 2 ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานให้ทราบภายใน 7 วัน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและนักการศึกษากลับมองว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบัน รวมถึงเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการและพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา
ข้อสอบเป็นปัญหาหรือไม่
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ข้อสอบปากเปล่าที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากมองว่า ช่วยในการพัฒนาสมรรถนะเรื่องการสื่อสารของเด็ก ที่มากกว่าการตอบข้อสอบปกติ และการที่ให้เลือกคำสำคัญเพื่อให้นักเรียนแสดงทัศนะ เป็นการช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถสื่อสารความคิดของตัวเอง
"ถ้าจะมีคำถามหรือข้อสังเกตต่อการสอบในลักษณะดังกล่าว ในการตรวจข้อสอบจะต้องมีความคงเส้นคงวา แต่ในการสอบครั้งนี้ผู้ตรวจข้อสอบมีเพียงหนึ่งคนแต่มีนักเรียนหลายร้อยคนจะมีความเหนื่อยล้าหรือไม่"

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน
ด้านนายธนวรรธน์ สุวรรณปาล ตัวแทนเครือข่ายครูขอสอน กลุ่มครูที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพครูและนักเรียน บอกบีบีซีไทยว่า ในด้านเนื้อหา ถือว่าไม่เป็นปัญหาใด ๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่า คีย์เวิร์ดในข้อสอบเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในข่าวอยู่แล้ว และมีการพูดคุยกันโดยทั่วไปทั้งในโลกความเป็นจริงและสื่อสังคมออนไลน์
ส่วนการวัดและประเมินผล ถึงแม้ว่าครูผู้สอนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่หลายฝ่ายอาจจะมองว่า ครูผู้สอนอาจจะตัดสินตามใจ แต่นายธณวรรธน์มองว่า อาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วการให้คะแนนตามหลักการประเมินด้วยรูบริก สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการสอบตามสภาพจริงได้ แม้ว่าคำตอบของนักเรียนแต่ละคนจะมีความเป็นอัตวิสัยก็ตาม
"ถ้าเราปิดกั้น ไม่ให้เขาทำตรงนี้ จะให้พวกเขาไปทำที่ไหน ซึ่งในโลกความเป็นจริง ก็เกิดการถกเถียง มีประเด็นที่จะต้องมีการพูดคุยและอภิปรายกันอยู่เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว และในที่สุดพวกเรา (ผู้ใหญ่) ก็มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เด็กแสดงความคิดเห็นไม่เป็น เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็น" ตัวแทนเครือข่ายครูขอสอน ระบุ
"ระบบการศึกษาแบบธนาคาร" กับความย้อนแย้งของสังคม
เมื่อสอบถามว่า ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันจะเป็นเช่นไร หากพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดและเสรีภาพทางวิชาการในสถานศึกษาลดน้อยถอยลงไป นักสังเกตสังคมด้านการศึกษารายนี้มองว่า นี่จะเป็นการตอกย้ำว่า ระบบการศึกษาของไทยก็ยังคงจะเป็นระบบการศึกษาแบบธนาคาร ที่ครูอาจารย์จะฝากความรู้ไปกับลูกศิษย์แล้วมาวัดผล ว่าใครมีความรู้มากหรือมีความรู้น้อยกว่ากัน

ที่มาของภาพ, นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล
"มันเป็นความย้อนแย้งนะครับ ในเมื่อเราต้องการพัฒนาให้เด็กเป็นเด็กในศตวรรษที่ 21 เป็นพลเมืองโลก คิดวิเคราะห์ สามารถสร้างนวัตกรรมได้ แต่ในขณะเดียวกันในกระบวนการหรือในเนื้อหาต่าง ๆ เรากลับปิดกั้น เราไม่อนุญาตให้เขาวิพากษ์วิจารณ์ หรือให้เขาคิดได้เฉพาะในสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากจะให้คิด ให้เขาพูดได้เฉพาะสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากจะฟัง สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เกิดพลเมืองโลก หรือคุณภาพของผู้เรียนที่เราตั้งเป้าหมายไว้อย่างสวยหรูได้เลย"
ประเด็นสุดท้ายที่นายธนวรรธน์ร้องขอต่อหน่วยงานภาครัฐที่กำลังตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือ ขอให้มีกระบวนการอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
เชื่อว่า ยกเลิกการสอบครั้งนี้มาจากเหตุผลทางเทคนิค
หลังจากโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองตัดสินใจยกเลิกการสอบวิชาดังกล่าว จนถึงตอนนี้ยังไม่มีคำชี้แจงใด ๆ เพิ่มเติม
ผศ.อรรถพล ตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะไม่ได้มาจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากกลุ่มที่รู้สึกอ่อนไหวกับคำสำคัญบางคำ แต่อาจมาจากเหตุผลทางเทคนิค เนื่องจากการจัดสอบวิชาดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับช่วงที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยพอดี
"ผมเข้าใจว่า คุณครูผู้สอบอาจจะต้องการรอให้นักเรียนชายที่เรียนวิชารักษาดินแดนเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งตรงกับช่วงเวลานี้พอดี โดยการสั่งห้ามสอบวิชาดังกล่าวไม่ได้มาจากเนื้อหาในการสอบ และเผอิญเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 ม.ค.) เดินทางมาประท้วงพอดี" เขาตั้งข้อสังเกต
นักวิชาการรายนี้ระบุอีกว่า หากเรื่องดังกล่าวถูกนำไปโยงกับเรื่องของความมั่นคงแล้ว ต่อไปครูอาจารย์จะหลีกเลี่ยงการนำตัวเองออกมาในพื้นที่สาธารณะในเรื่องลักษณะนี้ เพื่อปกป้องตัวเอง แม้ว่าจะมีเจตนาดีในการแบ่งบันวิธีการสอนที่ดี แต่กลับถูกสอดส่อง ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่าเป็นห่วง
"ปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงเกินไป"
ผศ.อรรถพล ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) โดยมองว่าเป็น "โอเวอร์รีแอคชัน" หรือการมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อการศึกษาไทย เพราะจะเกิดการตีตราว่าใครเป็นภัยของความมั่นคง ไม่รักชาติโดยง่าย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเสรีภาพเชิงวิชาการของครูทุกคน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน
"ผมเข้าใจว่า สิ่งที่ครูออกแบบการเรียนการสอน และการสอบในลักษณะดังกล่าว มีคำอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดจึงออกแบบมาเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดจึงทำให้เป็นคีย์เวิร์ด ส่วนคนที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อเรื่องนี้กลับคิดไปไกลกว่า และเกรงว่า การแสดงความคิดเห็นของเด็กที่มีนัยที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ สิ่งนี้จะกลายเป็นการล้ำเส้นไปสู่พื้นที่ของเสรีภาพเชิงวิชาการในโรงเรียน" เขาอธิบาย
"ถ้าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเพียงพอให้เด็กคุยกันในเรื่องเหล่านี้ คุณจะให้เด็กไปคุยเรื่องเหล่านี้กันที่ไหน" เขาตั้งคำถาม










