เจาะลึกเบื้องหลัง ทำไมเด็กสิงคโปร์ เก่งเลขกว่าเด็กทั่วโลกหลายขุม

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
- Role, BBC World Service
เด็กสิงคโปร์ได้คะแนนสูงสุดในทุกทักษะ ทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน จากผลการทดสอบของ PISA หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment) ในปีล่าสุด ซึ่งทำการสอบกันในช่วงปลายปี 2022 และเพิ่งจะมีการเผยแพร่ผลการประเมินในวันที่ 5 ธ.ค. 2023 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนมาอย่างยาวนาน โดยเบื้องหลังความสำเร็จเกิดจากเทคนิคและวิธีการสอนที่เป็นเอกลักษณ์
คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์คืออะไร และทำไมมันจึงประสบความสำเร็จ
PISA เป็นระบบการจัดอันดับมาตรฐานการศึกษาของเด็กอายุ 15 ซึ่งริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)
ในวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามหัวข้อหลักของการทดสอบ PISA ปี 2022 พบว่าเด็กสิงคโปร์ทำคะแนนได้ 575 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนของเด็กใน 81 ประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 472 คะแนนเท่านั้น ส่วนเด็กไทยทำได้ 394 คะแนนเท่านั้น
ทางการสิงคโปร์เชื่อว่าวิชาคณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการเตรียมพร้อมให้ผู้คนคิด วิเคราะห์ ได้อย่างมีเหตุผล ดังนั้น เด็กสิงคโปร์จึงเริ่มเรียนรู้และพัฒนากระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญตั้งแต่วัยเด็ก เช่น การให้เหตุผล การสื่อสาร และการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น
“คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์” คือ วิธีการสอนที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของสิงคโปร์
เทคนิคนี้ถูกพัฒนาโดยกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ในช่วงปีทศวรรษ1980s สำหรับใช้สอนในโรงเรียนของรัฐ
วิธีการสอนคณิตศาสตร์ดังกล่าวได้เปลี่ยนจากการท่องจำ ไปเป็นการความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาเรียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น วิธีการสอนเช่นนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เรียนคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์เป็นอย่างไร
จับต้องได้ เห็นเป็นภาพ เข้าใจสัญลักษณ์ หรือ CPA (The Concrete, Pictorial, Abstract approach) และการรู้จริง (the notion of mastery) คือ แนวคิดหลัก 2 ประการที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์
วิธีการแบบ CPA ไม่ใช่เทคนิคพิเศษเฉพาะตัวของสิงคโปร์ มันถูกพัฒนาโดยนายเจอโรม บรันเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960
CPA อยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อาจพบว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก เนื่องจากมันเป็นสิ่งนามธรรม
ดังนั้น วิธีการแบบ CPA จึงนำเสนอแนวคิดคณิตศาสตร์นามธรรมในรูปแบบที่จับต้องได้ก่อน และเมื่อผู้เรียนเข้าใจแนวคิดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยสอนเรื่องอื่น ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นต่อไป
“ในวิชาเรียนคณิตศาสตร์ของสิงคโปร์ เด็ก ๆ มักทำสิ่งที่จับต้องได้อยู่เสมอ” ดร.เอเรียล ลินดอฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บอกกับบีบีซี
“พวกเขาอาจให้ก้อนลูกบาศก์เล็ก ๆ กับเด็ก ๆ แล้วให้รวมมันเข้าด้วยกัน พวกเขาอาจทำอะไรบางอย่างที่เป็นภาพ อาจมีภาพดอกไม้ที่เด็ก ๆ ต้องเอามารวมเข้าด้วยกัน หรือไม่ก็เป็นภาพคน กบ หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเป็นเพียงตัวเลข”
CPA จึงทำให้เด็กเข้าใจคณิตศาสตร์ได้ผ่านตัวแทนที่จับต้องได้ต่าง ๆ เหล่านี้
เมื่อเด็กแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเข้าใจปัญหาทางคณิตศาสตร์จากการสอนด้วยรูปภาพที่จับต้องได้นี้แล้ว การสอนจึงจะก้าวสู่ขั้นต่อไปซึ่งคือการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นนามธรรม
“คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการท่องจำ” ดร.ลินดอฟฟ์ กล่าว
การเรียนให้รู้จริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
อีกหนึ่งเสาหลักของการเรียนคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์คือ “การเรียนให้รู้จริง” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องการให้นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนพัฒนาทักษะไปพร้อมกัน เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็ก ๆ เรียนเรื่องการบวกเลข ก็อาจมีเด็กบางคนที่สามารถทำความเข้าใจได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม แทนที่ครูจะขยับเด็กเหล่านั้นไปสู่หัวข้ออื่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกเขากลับเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้ที่อยู่ในหัวข้อเดียวกัน เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวลึกซึ้งมากขึ้น
“นี่จึงไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องหยุดและรอ จนกว่านักเรียนคนอื่น ๆ จะตามทัน” รศ.ลินดอฟฟ์กล่าว
“แนวคิดคือ ถ้าหากเด็กบางคนมีความเข้าใจเรื่องการบวกเลขดีแล้ว ครูจะไม่ย้ายพวกเขาไปเรียนเรื่องการลบเลข แต่จะให้พวกเขาทำอะไรบางอย่างเพิ่มเติม ที่ช่วยขยายความเข้าใจเรื่องการบวกเลขมากขึ้นอีกหน่อย”
ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กบวกเลขที่มีจำนวนมากขึ้น หรือบวกเลขที่อยู่ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ต่างออกไป
ดังนั้น เด็ก ๆ ที่มีความเข้าใจดีกว่าจะยังคงแก้โจทย์ประเภทเดียวกันกับเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน แต่ทำในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
สำหรับการสอนคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์ มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องทำให้นักเรียนเห็นว่าคณิตศาสตร์มีความสำคัญและเข้าถึงได้ง่าย
“แนวคิดคือ ทุกคนมีความสามารถในการเข้าใจและใช้คณิตศาสตร์ และทุกคนสามารถมีความเชี่ยวชาญแนวคิดดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง” รศ.ลินดอฟฟ์ กล่าว
“บางคนอาจเรียนรู้ได้เร็วกว่า บางคนอาจมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่า... เรามักคิดกันว่า บางคนเข้าใจคณิตศาสตร์ ขณะที่บางคนไม่เข้าใจเลย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันเชื่อ เช่นเดียวกับคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์ที่ไม่ยอมรับแนวคิดเช่นนี้เช่นกัน”
คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์ จะได้ผลในประเทศอื่นไหม

ที่มาของภาพ, Getty Images
วิธีการนี้ถูกใช้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล สหราชอาณาจักร และ ประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
แต่ ดร.ลินดอฟฟ์ เชื่อว่าความสำเร็จของคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์เกี่ยวข้องอย่างมากกับวัฒนธรรมการศึกษา บริบท และประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์เอง
“ฉันไม่คิดว่าคุณจะนำวิธีการนี้ไปใช้ได้เลยทันทีในประเทศอื่น ๆ” เธอกล่าว
“สิงคโปร์มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร และมันยังเป็นประเทศที่เล็กมากด้วย การคิดจะเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาสิงคโปร์นั้น ย่อมแตกต่างจากการคิดจะเปลี่ยนเรื่องเดียวกันในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร”
เธอยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ครูในสิงคโปร์มีเส้นทางอาชีพที่ก้าวหน้ากว่าและได้รับการสนับสนุนที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับครูในประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ทัศนคติของเด็กสิงคโปร์ที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์ประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน
“คำถามคือ ผู้คนมองเห็นประโยชน์จากการเรียนคณิตศาสตร์หรือไม่อย่างไร และอะไรคือเป้าหมายของการเรียนวิชานี้” เธอตั้งคำถาม
“เป้าหมายคือเพียงเพื่อแก้โจทย์ปัญหาในการบ้าน หรือมันเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาในชีวิตจริงของพวกเขากันแน่”











