เอไออาจทำให้ "การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์" หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เอลิซาเบธ เบนเนตต์
- Role, บีบีซีนิวส์
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินงานในสำนักงานมากขึ้น บางบริษัทก็ได้จัดสรรวันหยุดเพิ่มเติมให้กับพนักงาน
การทำงานเพียงสี่วันแต่รับได้ค่าจ้างเท่ากับการทำงานห้าวันนับเป็นความฝันของพนักงานจำนวนไม่น้อย แต่แล้วความฝันต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่ในอดีตดูไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ ก็กลายมาเป็นความจริงด้วยปัจจัยจากวิกฤตโควิด ข้อมูลจากทั่วโลกสะท้อนว่าบริษัทจำนวนหนึ่งยังคงดำเนินนโยบายทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ต่อไป หลังหมดช่วงทดลองในหลายประเทศ ไม่ว่าจะในสหราชอาณาจักร ไอซ์แลนด์ โปรตุเกส และอีกหลายประเทศ
ปัจจุบัน โครงการนำร่องอันหนึ่งในเยอรมนีได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีบริษัทจำนวน 45 แห่งเข้าร่วม และปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการนำร่องนี้ด้วย เอไอกำลังมีบทบาทมากขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกการทำงาน และผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าเอไอสามารถทำให้การโอบรับการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ เป็นไปได้เร็วยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก Tech.co บริษัทรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข่าวสารและการจัดอีเวนต์ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งรวบรวมข้อมูลในช่วงปลายปี 2023 ได้ตอกย้ำแนวความคิดที่ว่าเอไอจะทำให้การทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์เป็นไปได้เร็วขึ้น สำหรับการสำรวจผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อโลกการทำงานในปี 2024 พวกเขาได้ไปสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจในสหรัฐอเมริกามากกว่า 1,000 คน
ผู้วิจัยพบว่าราว 29% ของหน่วยงานที่ปรับใช้นโยบายทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ประยุกต์ใช้เอไออย่างกว้างขวางในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท อาทิเช่น การใช้ "generative AI" ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์รูปแบบหนึ่งที่มีความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ อย่างเช่น ChatGPT รวมถึงโปรแกรมเอไอตัวอื่น ๆ มาช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น
ในทางกลับกัน มีบริษัทที่ยังคงทำงาน 5 วัน/สัปดาห์เพียง 8% เท่านั้นที่ประยุกต์ใช้เอไอในที่ทำงาน นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า 93% ของบริษัทที่ใช้เอไอเปิดใจต่อนโยบายทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ขณะที่มีบริษัทซึ่งไม่ได้ใช้งานเอไอเพียงไม่ถึงครึ่งที่เปิดใจต่อนโยบายการทำงานน้อยวันลง
สำหรับเอเจนซีออกแบบดิจิทัลที่ตั้งอยู่ในลอนดอนอย่างดริฟไทม์ (Driftime) การใช้ประโยชน์จากเอไอในการทำงานทำให้พวกเขาสามารถบังคับใช้นโยบายทำงานยืดหยุ่น 4 วันต่อสัปดาห์ได้ "เมื่อเราส่งต่องานง่าย ๆ ให้กับเครื่องมือเอไอ เราเลยได้รับเวลาอันมีค่าที่เคยเสียไปให้กับกระบวนการที่ล่าช้าในอดีตคืนมา" แอบบ์-ดี ไทโย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกล่าว
"ด้วยเครื่องมืออย่าง Modyfi กราฟฟิกทั้งหลายของเราอยู่บนออนไลน์และสามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา ทำให้เป็นเรื่องง่ายและเร็วขึ้นที่นักออกแบบของเราจะสร้างคอนเซ็ปต์และแนวคิดต่าง ๆ ขึ้นมา"
ไทโยเชื่อว่าการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เป็นผลดีทั้งต่อลูกน้องของเขาและกำไรของบริษัท "แทนที่เราจะเห็นปริมาณงานลดลงจากการทำงานสี่วัน เรากลับพบว่าคุณภาพงานนั้นดีเยี่ยมเช่นเดียวกับความพึงพอใจของพนักงาน สุขภาพและความสุขของพนักงงานแปรผันตรงกับคุณภาพงานชั้นเยี่ยมที่ได้มาตรฐาน"

ที่มาของภาพ, Alamy
เชน ซิมป์สัน กรรมการผู้จัดการกลุ่มของ TechNET IT Recruitment เอเจนซีจัดหาพนักงานในอุตสาหกรรมไอทีซึ่งอยู่ในลอนดอน เชื่อว่าเอไอเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทของเขาสามารถบังคับใช้นโยบายทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ได้ บริษัทของซิมป์สันพบว่าเครื่องมือเอไอสามารถช่วยลดเวลาทำงานของพนักงานแต่ละคนลงได้ถึง 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ พวกเขานำเครื่องมือเอไอมาใช้กับงานที่ก่อนหน้านี้ต้องทำมือ อย่างการกรอกข้อมูล การส่งอีเมลยืนยัน การคัดเลือกเรซูเม่ และการติดต่อผู้สมัครงาน เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาลดเวลาในการหาพนักงานประจำลงเฉลี่ยราว 10 วัน
"เวลาที่ประหยัดไปเหล่านี้ทำให้ทีมของเราบรรลุเป้าหมายต่อสัปดาห์ได้เร็วขึ้น ความยืดหยุ่นนี้ทำให้พนักงานของเราไม่ต้องติดหนึบอยู่กับโต๊ะอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้พนักงานมีวันศุกร์เป็นวันพักอย่างที่พวกเขาสมควรได้" ซิมป์สัน กล่าว
นอกจากการปรับลดวันทำงานลงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขวัญกำลังใจของพนักงานแล้ว ซิมป์สันยังเสริมด้วยว่า มันยังทำให้บริษัทของเขาเป็นที่หมายปองมากขึ้นสำหรับบุคคลที่มีศักยภาพสูง "ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาพนักงานที่มีประสบการณ์ รู้สึกดึงดูดใจกับกระบวนการที่เรียบง่ายของเรา ในขณะที่บุคลากรระดับเริ่มต้นก็กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ธุรกิจของเราดีขึ้น" เขากล่าวเสริม
แม้ว่าเครื่องมือเอไอจะมีส่วนช่วยในการประยุกต์ใช้นโยบายการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ทว่าเทคโนโลยีอย่างเดียวก็ยังไม่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมองค์กรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจ นา ฟู อาจารย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจากโรงเรียนธุรกิจทรินิตี (Trinity Business School) ในไอร์แลนด์ กล่าว
"การเปิดกว้างต่อโครงสร้างการทำงานที่มีนวัตกรรม แนวความคิดที่โอบรับการทดลอง และที่สำคัญคือพื้นฐานวัฒนธรรมในการเชื่อใจกันขั้นสูง ล้วนเป็นสิ่งสำคัญต่อการบังคับใช้นโยบายการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ให้ประสบความสำเร็จ"
เมื่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่ผนวกด้วยเอไอพัฒนาขึ้น พนักงานเองจำเป็นต้องเพิ่มทักษะของตนเองเช่นกัน เธอเสริมว่า "แทนที่จะเป็นแค่ผู้ดูแลหรือทาสรับใช้เครื่องจักร พนักงานมนุษย์ต้องพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่สามารถเอามาต่อรอ ส่งเสริม หรือนำทางเอไอ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่หวังไว้"
อาจารย์จากโรงเรียนธุรกิจทรินิตีผู้นี้ยังบอกด้วยว่า บางอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์จากเอไอมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น โดยกลุ่มงานที่โดนเด่นได้แก่กลุ่มที่สามารถใช้ generative AI ทำงานได้ เช่นการพัฒนาซอฟต์แวร์ การสร้างคอนเทนต์ การตลาด และการให้บริการทางกฎหมาย นอกจากนี้ เธอยังเสริมว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยังต้องเดินหน้าไปอีกมาก กว่าที่เอไอจะสามารถช่วยลดชั่วโมงการทำงานของมนุษย์ในวงกว้างลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ฟู ยังเสริมด้วยว่า สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นการบังคับใช้นโยบายทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ท้ายที่สุดแล้วอาจไม่ได้อยู่ที่หุ่นยนต์ ทว่าเป็นกลุ่มผู้บริหารที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ และการที่ผู้บริหารจะโอบรับแนวคิดแปลกใหม่เช่นนี้ อาจขึ้นอยู่กับคุณค่าและวัตถุประสงค์ของบริษัท
แทนที่จะให้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานของมนุษย์ บางธุรกิจกลับเลือกที่จะนำเอไอไปใช้ทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ แล้วโยนงานอื่น ๆ เพิ่มเติมให้กับพนักงานที่ตอนนี้มีเวลาเหลือมากขึ้น
แม้จะมีข้อกังวลอยู่บ้าง แต่ผู้นำธุรกิจจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงผู้นำจากบริษัทที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก มองเห็นการลดสัปดาห์ทำงานด้วยเทคโนโลยีเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเดือนต.ค. 2023 เจมี ไดมอน ซีอีโอของเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค บอกกับบลูมเบิร์กทีวีว่า "ลูก ๆ ของคุณจะอยู่ได้ถึง 100 ปี และพวกเขาน่าจะทำงานเพียง 3 วันครึ่งต่อสัปดาห์" ส่วนใครที่เป็นพนักงานคงต้องรอคอยและติดตามดูกันต่อไป










