มอสซาด: ความเกรียงไกรและล้มเหลวของหน่วยงานสอดแนมระดับโลกของอิสราเอลมีอะไรบ้าง

Images of a bullet-ridden car, damaged buildings and an exploded pager sit on top of an Israeli flag

ที่มาของภาพ, EPA, Getty, Maxar, BBC

    • Author, บีบีซี แผนกภาษาอาหรับ

ในช่วงหลายวันของการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก อิสราเอลได้กำหนดเป้าหมายไปยังโรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพทหาร และที่พักอาศัยส่วนตัวในอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกของประเทศและอยู่รอบ ๆ เมืองหลวงกรุงเตหะราน

แม้การโจมตีมาจากท้องฟ้า แต่น่าสงสัยว่ามอสซาด (Mossad) หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล มีบทบาทสำคัญในการระบุตำแหน่งเป้าหมายและกำกับปฏิบัติการภาคพื้นดินเช่นกัน

เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่มอสซาดลักลอบนำโดรนเข้ามาในอิหร่าน เพื่อระบุเป้าหมายระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เหลืออยู่ของอิหร่าน และก่อนหน้านี้ทางอิหร่านก็ออกมายอมรับว่า พวกเขาสงสัยว่ากองกำลังฝ่ายความมั่นคงของตนถูกแทรกซึมโดยหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล

บุคลากรทางทหารที่สำคัญและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์จำนวนมาก ตกเป็นเป้าสังหารและถูกปิดชีพได้สำเร็จนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากการโจมตีเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าอิสราเอลมีข่าวกรองเกี่ยวกับตำแหน่งความเคลื่อนไหวของพวกเขา

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากจะประเมินบทบาทของมอสซาดในเหตุการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากอิสราเอลไม่ค่อยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของหน่วยข่าวกรองของตนเอง รวมถึงยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำงานด้านข่าวกรองแยกย่อยออกไปอีก แต่ต่อไปนี้คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการการดำเนินงานของมอสซาดที่โดดเด่นในอดีต

ความสำเร็จของมอสซาด
Ismail Haniyeh greeting IRGC commander Hossein Salami

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty

คำบรรยายภาพ, อิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้บัญชาการปีกการเมืองของฮามาส (ซ้าย) ทักทาย ฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (ขวา) ระหว่างการเยือนกรุงเตหะราน ทั้งคู่ถูกสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล

การลอบสังหาร อิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำฮามาส

อิสมาลี ฮานิเยห์ หัวหน้าฝ่ายการเมืองของฮามาสถูกสังหารขณะพักอยู่ในเกสต์เฮาส์ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2024

ในตอนแรก อิสราเอลไม่ได้อ้างความรับผิดชอบต่อการสังหารดังกล่าว แต่หลายเดือนต่อมา อิสราเอล คัทซ์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลยอมรับว่า อิสราเอลอยู่เบื้องหลังการสังหารครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของฮานิเยห์ยังไม่มีความชัดเจน

คาลิล อัล-ไฮยา เจ้าหน้าที่อาวุโสของฮามาสกล่าวในงานแถลงข่าวว่าขีปนาวุธโจมตีมายังฮานิเยห์ "โดยตรง" โดยอ้างคำบอกเล่าจากพยานที่อยู่กับผู้เสียชีวิต แต่รายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ซึ่งรวบรวมข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ 7 คนด้วยกัน ระบุว่าฮานิเยห์ถูกสังหารด้วยระเบิดที่ถูกลักลอบนำเข้ามาในอาคารที่เขาพักอาศัยอยู่เมื่อราวสองเดือนก่อน

ทั้งนี้ บีบีซีไม่สามารถตรวจสอบคำกล่าวอ้างนี้ได้

ฮานิเยห์เป็นหนึ่งในผู้นำฮามาสหลายคนที่ถูกอิสราเอลสังหารนับตั้งแต่ทางกลุ่มเปิดฉากการโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

ผู้นำฮามาสคนอื่น ๆ ที่ถูกอิสราเอสสังหาร ยังรวมถึงยาห์ยา ซินวาร์ หัวหน้าปีกทหารของกลุ่มฮามาส รวมถึงโมฮัมเหม็ด น้องชายของเขา และ โมฮัมเหม็ด เดอีฟ พร้อมกับ มาร์วาน อิสซา ผู้ช่วยของเขา

ระเบิดอุปกรณ์สื่อสารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

Hezbollah fighters carry the coffin of Hussein Amhaz in front of crowds

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธีศพของนักรบฮิซบอลเลาะห์ หลังเขาถูกสังหารจากอุปกรณ์สื่อสารระเบิด

ในวันที่ 17 ก.ย. 2024 เพจเจอร์หลายพันเครื่องเกิดระเบิดขึ้นพร้อมกันทั่วเลบานอน ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเหตุระเบิดดังกล่าวทำให้ผู้ใช้ รวมถึงบุคคลที่อยู่ใกล้เคียง ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

จากนั้นในวันต่อมา พบว่าเครื่องรับส่งวิทยุวอล์คกี-ทอล์คกี (walkie-talkie) เกิดระเบิดในลักษณะเดียวกัน คร่าชีวิตและทำให้ผู้คนอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ

ในช่วงเวลาดังกล่าว อิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์กำลังต่อสู้ในความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงใส่ตำแหน่งที่ตั้งของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากการโจมตี

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยอมรับว่า อิสราเอลเป็นผู้ลงมือในปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ หลังจากเวลาล่วงเลยมาแล้วสองเดือน จากการรายงานของสำนักข่าวในอิสราเอลในขณะนั้น

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีบีเอส (CBS) ซึ่งเป็นสื่อพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐอเมริกา อดีตเจ้าหน้าสืบราชการลับที่ 2 คนออกมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าวว่าทางมอสซาดได้ซ่อนอุปกรณ์ระเบิดไว้ในแบตเตอรีสำหรับใช้งานในเครื่องรับส่งวิทยุ ซึ่งปกติแล้วจะถูกพกติดตัวไว้ในเสื้อกั๊กใกล้กับหัวใจของผู้สวมใส่

ทางฮิซบอลเลาะห์สั่งซื้อเครื่องรับส่งวิทยุมากกว่า 16,000 เครื่องใน "ราคาที่ดี" จากบริษัทปลอมเมื่อ 10 ปีก่อน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภายในมีระเบิดซ่อนอยู่ และต่อมาก็ซื้อเพจเจอร์อีก 5,000 เครื่องด้วย จากรายงานของซีบีเอส

การระเบิดดังกล่าวส่งผลสะเทือนไปทั่วเลบานอน เนื่องจากมันเกิดขึ้นทุกแห่งหนที่มีเพจเจอร์ถูกพกพาออกไปในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต

โรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวนมากกลายเป็นผู้พิการ

โวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกการโจมตีนี้ว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม

การลอบสังหารโมห์เซน ฟาครีซาเดห์

A car with bullet holes in the windscreen

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, เชื่อกันว่า มอสซาดอยู่เบื้องหลังการสังหารโมห์เซน ฟาครีซาเดห์ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชั้นนำของอิหร่าน

ในเดือน พ.ย. 2020 ขบวนรถที่มีโมห์เซน ฟาครีซาเดห์ นักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิหร่านเดินทางไปด้วย ถูกระดมยิงในเมืองอับซาร์ด ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน

ฟาครีซาเดห์ถูกสังหารด้วยปืนกลควบคุมระยะไกลที่มีระบบช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ

"การลอบสังหารด้วยวิธีการที่ซับซ้อนเช่นนี้กับเป้าหมายที่เคลื่อนไหว โดยไม่มีพลเรือนเสียชีวิตสักคน จำเป็นต้องมีข้อมูลข่าวกรองภาคพื้นดินแบบเรียลไทม์" จิยาร์ กอล จากบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย เขียนไว้ในขณะนั้น

ในเดือน เม.ย. 2018 เนทันยาฮูได้แสดงแฟ้มเอกสารหลายสิบอันที่เขาอ้างว่าเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และบอกว่า มอสซาดขโมยมาได้เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ในปฏิบัติการบุกโจมตีสถานที่จัดเก็บซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเตหะราน 30 กม. (ต่อมาได้รับการยืนยันจากฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีของอิหร่าน)

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้นำเสนอเอกสารดังกล่าวในงานแถลงข่าวเป็นการเฉพาะ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ โมห์เซน ฟาครีซาเดห์ ในโครงการอาวุธนิวเคลียร์ที่ยังไม่ได้รับการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

"ดร.โมห์เซน ฟาครีซาเดห์…จำชื่อนั้นไว้" เขากล่าวซ้ำ

ก่อนหน้านี้ อิหร่านกล่าวหาอิสราเอลว่าสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอิหร่านอีก 4 คนระหว่างปี 2010 - 2012

ฆ่ารัดคอมาห์มูด อัล-มาบูห์

Mahmoud al-Mabhouh's images on a poster

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาห์มูด อัล-มาบูห์ ถูกช็อตด้วยไฟฟ้าก่อนจะถูกรัดคอจนเสียชีวิต

ในปี 2010 มาห์มูด อัล-มาบูห์ ซึ่งเป็นผู้นำอาวุโสในฝ่ายทหารของกลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารในห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งของนครดูไบ ซึ่งแม้ในตอนแรกจะดูเหมือนการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่ต่อมาตำรวจดูไบก็สามารถระบุตัวทีมลอบสังหารได้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเผยว่าเขาถูกสังหารด้วยการช็อตไฟฟ้าและรัดคอจนเสียชีวิต

เชื่อกันว่าผู้บงการลอบสังหารในครั้งนี้คือมอสซาด ทำให้รัฐบาลอิสราเอลมีปัญหาทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในทันที และแม้ทูตอิสราเอลจะอ้างว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามอสซาดอยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมดังกล่าว แต่ทางการอิสราเอลก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการดำเนินตามนโยบายที่เน้นรักษาความคลุมเครือในประเด็นเหล่านี้

ยาห์ยา อัยยาช มือระเบิดผู้สิ้นชีพด้วยระเบิดโทรศัพท์

Yahya Ayyash's photo on a billboard

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ภาพของยาห์ยา อัยยาช ปรากฏในโปสเตอร์ โดยถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์

ในปฏิบัติการที่คล้ายกันเมื่อปี 1996 ยาห์ยา อัยยาช นักทำระเบิดคนสำคัญของกลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารด้วยการยัดวัตถุระเบิดราว 50 กรัม เข้าไปในโทรศัพท์มือถือรุ่นโมโตโรลาอัลฟาของเขา

อัยยาชซึ่งเป็นขุนพลคนสำคัญในกองกำลังของกลุ่มฮามาส เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์และประกอบระเบิด รวมทั้งเป็นผู้บงการวางแผนอันซับซ้อน เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นฝ่ายอิสราเอลหลายครั้ง ทำให้เขาตกเป็นบุคคลที่ถูกหมายหัวและต้องการตัวมากที่สุดจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอล

ในช่วงปลายปี 2019 ทางการอิสราเอลยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของการลอบสังหารในครั้งนั้น ทำให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 13 ของอิสราเอล นำเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ที่ยาห์ยาพูดคุยกับพ่อของเขาเป็นครั้งสุดท้ายมาออกอากาศ ซึ่งการลอบสังหารฮัมชารีและอัยยาช ถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความเป็นมาอันยาวนาน ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสังหารเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง

ปฏิบัติการภราดร (Operation Brothers)

A male Mossad agent stands next a Landrover full of Ethiopian Jews being smuggled from Sudan

ที่มาของภาพ, Raffi Berg

คำบรรยายภาพ, สายลับมอสซาดยืนอยู่ข้างรถที่ลอบขนส่งชาวยิวออกจากซูดาน

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 มอสซาดได้ดำเนินแผนตบตากลุ่มประเทศที่เป็นศัตรูครั้งใหญ่ เพื่อลักลอบขนย้ายชาวยิวกว่า 7,000 คนจากประเทศเอธิโอเปีย ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอิสราเอลโดยเดินทางผ่านประเทศซูดาน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมนาเฮม เบกิน ซึ่งต้องการนำเหล่าพี่น้องเชื้อสายยิวกลับคืนสู่ดินแดนแห่งพันธะสัญญา

เนื่องจากซูดานนั้นเป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มสันนิบาตอาหรับ ซึ่งนับว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสราเอล มอสซาดจึงได้คิดแผนการสร้างรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยวดำน้ำขึ้นแห่งหนึ่งที่ริมชายฝั่งทะเลแดง เพื่อใช้ตบตาทางการซูดานและเป็นฐานของปฏิบัติการลับในครั้งนี้

ในช่วงเวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ของหน่วยจารกรรมมอสซาดจะแสร้งแสดงตัวเป็นพนักงานบริการในรีสอร์ตดังกล่าว แต่พอถึงเวลากลางคืน พวกเขาจะลอบอำนวยความสะดวกให้กับชาวยิวที่เดินเท้าข้ามแดนมาจากเอธิโอเปีย เพื่อส่งตัวคนเหล่านี้ต่อไปยังอิสราเอลโดยทางเรือและทางอากาศ

ปฏิบัติการลับนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยไม่ถูกขัดขวางเป็นเวลานานอย่างน้อย 5 ปี และเมื่อแผนการถูกเปิดโปง บรรดาเจ้าหน้าที่ของมอสซาดในรีสอร์ตปลอมแห่งดังกล่าว ก็ได้พากันหลบหนีไปจนหมดแล้ว

แก้แค้นเหตุสังหารหมู่ในกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก

Members of the Israeli team march on the field of the Munich Olympic stadium on 6 September 1972 to attend the memorial ceremony paying tribute to their countrymen killed by Palestinian militants

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทีมชาติอิสราเอลเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงเพื่อนร่วมชาติที่ถูกสังหาร ซึ่งจัดขึ้นในสนามกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก

เมื่อปี 1972 กลุ่มกันยายนทมิฬ (Black September) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ ได้บุกเข้าสังหารนักกีฬาทีมชาติอิสราเอล 2 คนในที่พัก และจับอีก 9 คนเป็นตัวประกัน ระหว่างการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิกของเยอรมนี ซึ่งต่อมานักกีฬาทุกคนถูกมือปืนยิงสังหาร หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเยอรมันตะวันตกเข้าช่วยเหลือไม่สำเร็จ

Portraits of the eleven Israeli athletes and coaches slain in West Germany at the 1972 Olympic Games. They are (top left to right): Yosef Gutfreund, 40; Moshe Weinberg, 33: Yoseph Romano, 32; David Berger, 28; Mark Slavin, 18; Yaacov Springer, 52; (bottom left to right): Ze'ev Friedman, 28; Amitsur Shapira, 40; Eliezer Halfin, 24; Kehat Schorr, 53; Andre Spitzer, 27

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักกีฬาและโค้ชทีมชาติอิสราเอล 11 คน ที่ถูกสังหารในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 1972 ที่นครมิวนิก

หลายปีหลังจากนั้น หน่วยมอสซาดได้มุ่งเป้าติดตามบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวกับเหตุโจมตี ซึ่งรวมถึงนายมาห์มูด ฮัมชารี ผู้ที่ต่อมาถูกสังหารด้วยระเบิดที่ฝังอยู่ในโทรศัพท์ ซึ่งติดตั้งภายในอะพาร์ตเมนต์ของเขาเองที่กรุงปารีส โดยแรงระเบิดทำให้เขาเสียขาข้างหนึ่งและเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัสในที่สุด

ปฏิบัติการเอนเต็บเบ

A woman is supported as she is led through crowds

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวประกันในเหตุการณ์จี้เครื่องบินที่เมืองเอนเต็บเบได้รับการปล่อยตัว หลังถูกกักขังอยู่นานถึงหนึ่งสัปดาห์

ปฏิบัติการเอนเต็บเบที่เกิดขึ้นในประเทศยูกันดา เมื่อปี 1976 ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งของอิสราเอล เนื่องจากมีหน่วยจารกรรมอย่างมอสซาดคอยป้อนข่าวกรองที่แม่นยำให้กับกองทัพอิสราเอลในปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน

สลัดอากาศซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 2 คน ของแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PFLP) และผู้สมรู้ร่วมคิดชาวเยอรมันอีก 2 คน ได้จี้บังคับนักบินให้เปลี่ยนเส้นทางบินไปยังประเทศยูกันดา และจับผู้โดยสารและลูกเรือไว้เป็นตัวประกันที่สนามบินเอนเต็บเบ

กองกำลังคอมมานโดของอิสราเอลได้เข้าจู่โจมสนามบินและสามารถเข้าช่วยเหลือตัวประกันชาวอิสราเอลและชาวยิวที่เหลืออีก 100 คนเอาไว้ได้

เหตุการณ์นี้จบลงโดยมีตัวประกันเสียชีวิต 3 ราย ส่วนสลัดอากาศทุกคนและทหารยูกันดาหลายนาย รวมทั้งโยนาทาน เนทันยาฮู นายทหารชาวอิสราเอลซึ่งเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

ไล่ล่านาซี "อดอล์ฟ ไอช์มานน์"

Adolf Eichman behind a bar with a security official in uniform behind him

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ไอช์มานน์ ระหว่างเข้ารับการพิจารณาคดีในอิสราเอล

การลักพาตัวเจ้าหน้าที่นาซีคนสำคัญ "อดอล์ฟ ไอช์มานน์" มาจากประเทศอาร์เจนตินาในปี 1960 คือผลงานความสำเร็จที่รู้จักกันดีมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ไอช์มานน์ คือบุคคลที่บงการแผนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งทำให้มีชาวยิวเสียชีวิตไปราว 6 ล้านคน ด้วยน้ำมือของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังหลบหนีการจับกุมมาได้หลายครั้ง ด้วยวิธีย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้วไอช์มานน์ก็ถูกจับกุมตัวในอาร์เจนตินา โดยฝีมือของทีมนักสืบมอสซาด 14 คน ที่ติดตามแกะรอยและลักพาตัวเขามายังอิสราเอล เพื่อนำตัวขึ้นศาลรับการพิจารณาคดีและต้องโทษประหารชีวิตในที่สุด

ปฏิบัติการลอบสังหารที่ล้มเหลว

แม้หน่วยมอสซาดที่เก่งกาจจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบกับความล้มเหลวเข้าจนได้

การโจมตีสายฟ้าแลบ 7 ต.ค. 2023

A security official walks past tents and debris after the 7 October attack

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, การโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาส เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปราว 1,200 คน

อีก 50 ปีต่อมา อิสราเอลต้องพบกับการโจมตีครั้งใหญ่ที่เหนือความคาดหมายอีกครั้ง โดยคราวนี้กลุ่มฮามาสบุกโจมตีเมืองหลายแห่งตรงแนวพรมแดนที่ติดกับฉนวนกาซา ในวันที่ 7 ต.ค. ของปีที่แล้ว ทำให้มอสซาดถูกเพ่งเล็งและกล่าวโทษว่าประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในงานข่าวกรอง และแสดงถึงจุดอ่อนสำคัญของอิสราเอล ในนโยบายการป้องปรามกลุ่มฮามาสไม่ให้ก่อเหตุร้าย

ทางการอิสราเอลระบุว่า เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ทั้งยังมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันในเขตกาซาอีก 251 คน

ด้านอิสราเอลได้โจมตีตอบโต้กลุ่มฮามาสโดยเปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของกาซาที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสระบุว่า การสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 40,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

Two Israeli troops look across across the Suez Canal

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองทัพอิสราเอลยกข้ามคลองสุเอซในสงครามกับชาติอาหรับเมื่อปี 1973

ในวันที่ 6 ต.ค. ปี 1973 อียิปต์และซีเรียร่วมกันโจมตีอิสราเอล เพื่อยึดคืนที่ราบสูงโกลันและคาบสมุทรไซนาย โดยช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับวันยมคิปปูร์ หรือวันแห่งการขออภัยบาปของชาวยิว ทำให้อิสราเอลไม่ทันตั้งตัวในวันแรก ๆ ที่สงครามปะทุขึ้น

อียิปต์และซีเรียกระหนาบเข้าตีอิสราเอลจากสองด้าน กองกำลังของอียิปต์ได้ยกข้ามคลองสุเอซเข้ามา โดยมีกำลังพลเสียชีวิตน้อยกว่าที่คาดมาก ส่วนซีเรียตีฝ่าแนวต้านของอิสราเอลเข้ามาถึงที่ราบสูงโกลันได้ โดยมีสหภาพโซเวียตคอยส่งเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้อียิปต์และซีเรีย ส่วนอิสราเอลนั้นมีสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนในการส่งกำลังบำรุงฉุกเฉิน ทำให้สามารถตีโต้และขับไล่กองกำลังของทั้งสองชาติที่รุกเข้ามาได้สำเร็จ ในวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วัน หลังสหประชาชาติออกข้อมติให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบ

ถล่มบ้านมาห์มูด อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส เมื่อปี 2003

Mahmoud al-Zahar

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาห์มูล อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส เป็นหนึ่งในผู้ที่หน่วยมอสซาดต้องการตัวมากที่สุด

เมื่อปี 2003 อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพื่อถล่มบ้านของมาห์มูด อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองกาซาซิตี ทำให้ภรรยาของเขาและบุตรชายชื่อคาเล็ดต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับชาวปาเลสไตน์อีกหลายคน แม้ว่าตัวของมาห์มูดเองจะรอดชีวิตมาได้ก็ตาม เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้บ้านของเขาพังราบคาบ และแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการโจมตีในเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น

ลอบสังหารผู้นำฝ่ายการเมืองของฮามาสในจอร์แดน แต่ไม่สำเร็จ

Khaled Meshaal speaking at a press conference

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คาเล็ด เมชัล เป็นผู้นำฮามาสปีกการเมือง ในช่วงระหว่างปี 1996 ถึง 2017

ในปฏิบัติการที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการทูตครั้งใหญ่ของอิสราเอลเกิดขึ้นเมื่อปี 1977 จากความพยายามลอบสังหาร นายคาเล็ด เมชัล ผู้นำฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาส ในประเทศจอร์แดน ด้วยการวางยาพิษ

เหตุการณ์ที่เมชัลถูกลอบสังหารด้วยยาพิษขณะพำนักอยู่ในจอร์แดน ทำให้สายลับอิสราเอลผู้ลงมือทำภารกิจถูกจับกุมหลายคน และอิสราเอลยังถูกจอร์แดนบีบบังคับให้มอบยาถอนพิษแก่เมชัลอีกด้วย

นอกจากนี้ แดนนี ยาทอม หัวหน้าหน่วยมอสซาดยังต้องรีบเดินทางไปจอร์แดน เพื่อรักษาอาการป่วยของเมชัลด้วยตนเอง

เหตุการณ์นี้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล-จอร์แดนอย่างมาก ซึ่งเพิ่งลงนามในสนธิสัญญาไปก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ไม่นาน

กรณีลาวอน (Lavon Affair)

Egyptian President Gamal Abdel Nasser satnding and waving to a crowd

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล อับเดล นาสเซอร์ ของอียิปต์ ประกาศให้คลองสุเอซเป็นสมบัติของชาติ

เมื่อปี 1954 ทางการอียิปต์ได้ทำลายแผนการของสายลับอิสราเอล ที่เตรียมจะลงมือทำภารกิจใน "ปฏิบัติการซูซานนาห์" ซึ่งจะนำระเบิดไปวางไว้ในอาคารของทางการสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในอียิปต์ เพื่อกดดันให้อังกฤษคงกำลังทหารรักษาความปลอดภัยแถบคลองสุเอซไว้ต่อไป

เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า "กรณีลาวอน" ตามชื่อของพินฮาส ลาวอน รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลในตอนนั้น โดยเชื่อกันว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนเพื่อดำเนินปฏิบัติการดังกล่าว ส่วนความล้มเหลวในครั้งนี้ คาดว่ามาจากความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการสืบหาข่าวกรองของมอสซาด