ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด ?

A treated image of Benjamin Netanyahu and Ali Hosseini Khamenei
ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด ?
    • Author, ลีซ ดูเซต
    • Role, หัวหน้าผู้สื่อข่าวกิจการระหว่างประเทศ

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย. หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ที่ส่งสารถึงชาวอิหร่านโดยตรง ซึ่งผู้นำอิสราเอลได้กล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า ถึงเวลาแล้วที่ชาวอิหร่านต้องลุกขึ้นต่อสู้กับ "ระบอบที่กดขี่ข่มเหงและชั่วร้าย"

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังชี้แจงต่อประชาชนชาวอิหร่านว่า ปฏิบัติการโจมตีทางทหารในครั้งนี้มีขึ้น "เพื่อแผ้วถางเส้นทางไปสู่อิสรภาพให้แก่พวกท่าน"

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่การสู้รบระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้นทุกขณะ ส่วนเป้าหมายการโจมตีก็เริ่มขยายเป็นวงกว้างออกไปมากขึ้น หลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า อะไรคือเป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงของอิสราเอล ที่มุ่งจะพิชิตให้ได้ในเกมสงครามครั้งนี้ ?

People look over the aftermath of an Israeli airstrike that destroyed buildings in Tehran, Iran, on 13 June 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย. อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยระดมยิงใส่กรุงเตหะรานด้วย

เป้าประสงค์ดังกล่าวมุ่งหมายเพียงแค่ยุติ "ภัยคุกคามจากระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธของระบอบการปกครองอิสลาม" ดังที่ผู้นำอิสราเอลได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ ? หรือแท้จริงแล้วต้องการจะตัดจบการเจรจาอันยืดเยื้อไม่สิ้นสุด ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงใหม่ ? โดยอิสราเอลอาจหวังไว้ว่า อิหร่านจะยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการที่โลกตะวันตกยุติการคว่ำบาตร ซึ่งได้สร้างความลำบากเดือดร้อนให้ชาวอิหร่านมานาน

ทว่าสิ่งที่น่าสงสัยที่สุด คือข้อความที่ผู้นำอิสราเอลกล่าวกับชาวอิหร่านเรื่องการปูทางสู่อิสรภาพ หลายคนมองว่ามันอาจสื่อแสดงถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งสำคัญเหนือกว่าการยุติโครงการนิวเคลียร์มาก นั่นคือการโค่นล้มระบอบการปกครองด้วยผู้นำทางศาสนาของอิหร่าน

นายพลชาวยิวกับทรัมป์ เนทันยาฮูฟังใครมากกว่า

เส้นทางอาชีพนักการเมืองของนายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิสราเอลนั้น มีเอกลักษณ์อยู่ที่ภารกิจส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งมุ่งย้ำเตือนโลกให้รับรู้ถึงอันตรายของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตั้งแต่การโชว์ภาพลูกระเบิดการ์ตูนที่องค์การสหประชาชาติ ไปจนถึงการกล่าวย้ำซ้ำซากตลอดช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา เกี่ยวกับไฟสงครามที่เตรียมจะลุกไหม้ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากยังคงมีอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด

ในอดีตนั้นเป็นที่ทราบกันดีกว่า คนที่คอยฉุดรั้งนายเนทันยาฮูไม่ให้บุ่มบ่ามใช้ความรุนแรงแบบเต็มขั้น อย่างเช่นการสั่งโจมตีสถานที่ทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก็คือเหล่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายพลในกองทัพปกป้องประเทศของอิสราเอล

แต่สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบันแล้ว แม้เขาจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนให้ไฟเขียวกับนายเนทันยาฮูเพื่อเปิดฉากโจมตี แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์ได้หมดความอดทนและถอดใจที่จะเจรจากับอิหร่านต่อไป แม้ที่ผ่านมาการเจรจานั้นเป็นหนทางหลักที่ใช้กันมายาวนาน เพื่อธำรงรักษาสันติภาพเอาไว้ก็ตาม

"ตอนนี้เขาลงทำสงครามอย่างเต็มตัวแล้ว เขาทุ่มหมดหน้าตัก" เจ้าหน้าที่ทางการของชาติตะวันตกผู้หนึ่ง กล่าวถึงนายเนทันยาฮูและแผนการล่าสุดของเขา โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดของอิสราเอล ก็คือการโจมตีเพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้เป็นอัมพาต

หลายชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต่างประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล ส่วนทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) นั้น นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของไอเออีเอ กล่าวแสดงความเห็นว่า "ผมได้กล่าวเน้นย้ำไปหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า จะต้องไม่มีการโจมตีสถานที่ทางนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทหรือสถานการณ์ใดก็ตาม" นอกจากนี้ บรรดานักกฎหมายทั่วโลกก็กล่าวประณามเป็นเสียงเดียวกันว่า การโจมตีของอิสราเอลนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

มาถึงตอนนี้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกำลังมุ่งรุกรบ เพื่อพิชิตเป้าหมายเดียวกับของบรรดานายพลในกองทัพ ที่ปรึกษาชั้นสูง และพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ หรือไม่ ?

Vehicles move along the Karim Khan Zand Bridge past the "Down with the USA" mural painted on the side of a building in central Tehran on June 13, 2025

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน บอกว่าไม่ได้เป็นคนให้ไฟเขียวกับนายเนทันยาฮู เพื่อเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ดร.ซานัม วาคิล ผู้อำนวยการโครงการศึกษาภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ประจำราชสถาบันกิจการระหว่างประเทศหรือชาธัมเฮาส์ (Chatham House) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาของสหราชอาณาจักร ให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า "ในขณะที่ตัวของนายเนทันยาฮูเองนั้น ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่บรรดาผู้กุมอำนาจทางการเมืองและการทหารของอิสราเอล ต่างมีพันธกิจหลักที่มุ่งยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ได้มากกว่า"

"เป้าประสงค์อย่างหลังนี้ แม้จะสำเร็จได้ยากแต่มีความเป็นไปได้สูงกว่า ส่วนเป้าหมายสูงสุดของนายเนทันยาฮูนั้น ดูจะบรรลุถึงได้ยากกว่ามาก ในสถานการณ์สู้รบช่วงสั้น ๆ ที่ยกระดับรุนแรงขึ้นทุกขณะ" ดร.วาคิลกล่าว

แผนทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

นายเนทันยาฮูเอ่ยถึงปฏิบัติการโจมตีอิหร่านว่า เป็นการชิงลงมือก่อนเพื่อป้องกันตัว โดยมุ่งทำลายภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐอิสราเอล เขายังเผยถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของอิหร่านว่า ขณะนี้ได้พัฒนาไปถึงช่วงสุดท้ายแล้ว โดยเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จ

แม้เหล่าพันธมิตรชาติตะวันตกจะส่งเสียงเห็นพ้องกับแถลงการณ์ของนายเนทันยาฮู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า จะต้องไม่ปล่อยให้อิหร่าน "ล้ำเส้น" ใช้โครงการนิวเคลียร์ไปพัฒนาอาวุธได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้น หลายฝ่ายก็ยังตั้งข้อสงสัยกับคำกล่าวอ้างเรื่องกรอบเวลาของผู้นำอิสราเอล โดยต่างกังขาว่าโลกจำเป็นต้องจัดการกับอิหร่านอย่างเร่งด่วนขนาดนั้นจริงหรือ

ที่ผ่านมาอิหร่านปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยยืนยันว่าไม่มีโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตุลสี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ให้การยืนยันว่าชุมชนเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ "ยังคงต้องทำการประเมินต่อไปว่า อิหร่านไม่ได้สร้างระเบิดนิวเคลียร์อยู่จริงหรือไม่"

ด้านไอเออีเอระบุในรายงานไตรมาสล่าสุดว่า อิหร่านได้สะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ระดับความบริสุทธิ์ 60% ไว้มากพอสมควร ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว การกระทำนี้ถือว่าใกล้เคียงกับการถือครองยูเรเนียมเกรดสูงที่ใช้ผลิตอาวุธ ซึ่งหากยูเรเนียมเหล่านี้ได้รับการเสริมสมรรถนะจนมีความบริสุทธิ์ 90% ก็จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 9 ลูกเลยทีเดียว

ในการสู้รบวันแรก ๆ สถานที่สำคัญทางนิวเคลียร์ 3 แห่งในเมืองนาทานซ์, อิสฟาฮาน, และเมืองฟอร์โดว์ของอิหร่าน ถูกมุ่งเป้าโจมตีเป็นพิเศษ โดยไอเออีเอระบุว่า โรงงานนำร่องในการเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่นาทานซ์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือพื้นดินถูกทำลาย นอกจากนี้ "อาคารที่มีความสำคัญยิ่งยวด" 4 แห่ง ที่เมืองอิสฟาฮาน ก็ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน อิสราเอลแถลงว่าอิหร่านประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ในขณะที่อิหร่านกลับบอกว่า ความเสียหายนั้นอยู่ในวงจำกัด

ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลยังได้โจมตี "แหล่งทรัพยากรทางปัญญา" ด้วยการสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านไปอย่างน้อย 9 คน รวมทั้งปลิดชีพผู้บัญชาการทหารระดับสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเป้าหมายการโจมตีที่แต่เดิมมุ่งไปยังฐานทัพ ฐานยิงจรวด และโรงงานผลิตอาวุธ บัดนี้ได้ขยายวงกว้างออกไป จนรวมถึงแหล่งผลิตน้ำมันและเป้าหมายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกด้วย

อิหร่านได้ตอบโต้โดยขยายเป้าหมายการโจมตีไปถึงสถานที่ของพลเรือน ทำให้ตัวเลขของประชาชนผู้บาดเจ็บล้มตายพุ่งสูงขึ้นทั้งสองฝ่าย

Maxar satellite imagery overview of the Fordow facility

ที่มาของภาพ, Maxar Technologies/ Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานที่ทางนิวเคลียร์ที่เมืองฟอร์โดว์ของอิหร่าน ถือว่าใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ และได้รับการคุ้มกันแน่นหนามากที่สุด

แต่หากอิสราเอลต้องการจะทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์อิหร่านให้สิ้นซาก กองทัพอิสราเอลจะต้องมุ่งเป้าโจมตีสถานที่ทางนิวเคลียร์ที่เมืองฟอร์โดว์ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ และได้รับการคุ้มกันแน่นหนามากที่สุด โดยสถานที่แห่งนี้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนใต้ดิน ซึ่งฝังตัวอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขาลูกหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อกันว่า อิหร่านได้เก็บซ่อนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ใกล้จะใช้ผลิตอาวุธได้เอาไว้ที่นี่

สื่ออิสราเอลรายงานว่า เป้าหมายของกองทัพในตอนนี้ คือพยายามตัดเส้นทางการเข้าถึงสถานที่ทางนิวเคลียร์ดังกล่าว แต่กองทัพอิสราเอลไม่มีระเบิดทำลายบังเกอร์ ที่สามารถระเบิดชั้นหินจำนวนมากได้ในพริบตา ทำให้อาจจะต้องหยิบยืมจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งมีอาวุธที่เรียกว่า "ปืนใหญ่เจาะทะลวง" (MOP) ที่สามารถยิงระเบิดนำวิถีขนาด 30,000 ปอนด์ พุ่งเข้าทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ แต่อาจต้องใช้การยิงซ้ำหลายครั้งเป็นเวลานานหลายวัน กว่าจะสร้างความเสียหายที่หนักหน่วงให้ฝ่ายศัตรูได้

ริชาร์ด เนฟิว อดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศอิหร่าน ประจำศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้สัมภาษณ์กับรายการ Newshour ของบีบีซีว่า "ผมคิดว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด จะลงเอยด้วยการที่เนทันยาฮูโทรหาทรัมป์เพื่อบอกว่า ผมทำงานพวกนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วนะ ได้ขจัดภัยคุกคามทั้งหมดที่อาจทำอันตรายต่อเครื่องบินทิ้งระเบิดบีทู (B-2 bomber) และกองกำลังสหรัฐฯ ไปหมดแล้ว แต่ผมยังไม่สามารถยุติโครงการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้"

ส่วนเจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตกผู้หนึ่ง บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะกระโจนใส่ข้างไหน หรือมุ่งไปในทิศทางไหนแน่"

หรือจะถึงเวลาล้มโต๊ะเจรจาสันติภาพแล้ว ?

ที่ผ่านมาทรัมป์มีท่าทีเอนเอียงกลับไปกลับมา โดยในตอนแรกเขาร้องขอให้อิสราเอลหยุดข่มขู่กองทัพอิหร่าน เพราะการใช้กำลังทหารจะทำให้การเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า ทั้งที่การเจรจาเป็นสิ่งที่ทรัมป์ปรารถนามากกว่า

แต่เมื่ออิสราเอลลงมือโจมตีเข้าจริง ทรัมป์กลับสรรเสริญว่าการโจมตีครั้งนี้ "ยอดเยี่ยม" และขู่สำทับด้วยว่า "เดี๋ยวยังจะมีมาอีก มากกว่านี้อีกเยอะ" ทว่าในขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ด้วยว่า การโจมตีของอิสราเอลอาจช่วยกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งใหม่ได้

ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ของเขา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า "เราจะบรรลุถึงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในเร็ววันนี้ กำลังมีการโทรศัพท์พูดคุยและการพบปะเจรจาเกิดขึ้นมากมาย"

ทว่าตอนนี้ผู้แทนเจรจาของอิหร่านกลับสงสัยว่า การนัดเจรจาที่กรุงมัสกัตของโอมานในวันอาทิตย์ แท้จริงเป็นเพียงการหลอกล่อให้อิหร่านหลงเชื่อว่าการโจมตีของอิสราเอลจะยังไม่เกิดขึ้น ทำให้อิหร่านไม่ทันตั้งตัวเมื่อการระดมยิงโจมตีเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันศุกร์

Donald Trump greets Benjamin Netanyahu as he arrives at the White House on 7 April 2025 in Washington DC

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมาเยือนทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา

หลายคนมองว่าลำดับเวลาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ข้างต้น มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง "การโจมตีในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนของอิสราเอล มาจากการวางแผนทำลายโอกาสที่ทรัมป์อาจจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ในการเข้าควบคุมดูแลโครงการนิวเคลียร์" แอลลี เจอรานมาเย รองหัวหน้าโครงการศึกษาภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ของคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งคณะมนตรียุโรป (European Council) กล่าว

เจอรานมาเยยังบอกว่า "แม้เจ้าหน้าที่ของทางการอิสราเอลบางคนจะอ้างว่า การโจมตีครั้งนี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในทางการทูต แต่มันชัดเจนว่าเวลาที่เปิดฉากโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาพรวม ส่อแสดงถึงเจตนาที่จะล้มโต๊ะทำลายการเจรจาลงอย่างสิ้นเชิง"

เจ้าหน้าที่วงในซึ่งรู้ถึงรายละเอียดของการเจรจาดังกล่าว บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า "ใกล้จะบรรลุข้อตกลงกันแล้ว" แต่นั่นขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ ที่จะต้องยอมละเว้นข้อเรียกร้องสูงสุด ซึ่งให้อิหร่านเลิกเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในทุกรูปแบบ แม้แต่การเสริมสมรรถนะระดับต่ำที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เพียงเลขตัวเดียว ซึ่งปกติใช้กันในโครงการนิวเคลียร์สำหรับพลเรือนก็ยังทำไม่ได้ ข้อเรียกร้องอันเคร่งครัดสุดโต่งของสหรัฐฯ ข้อนี้ อิหร่านมองว่าไม่อาจจะยอมรับได้เลย

หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปี 2015 ตามคำขอของนายเนทันยาฮู ซึ่งตอนนั้นทรัมป์อยู่ระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยแรก อิหร่านได้เลิกทำตามข้อกำหนดที่จำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ไม่เกิน 3.67% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้สำหรับผลิตเชื้อเพลิง เพื่อป้อนเตาปฏิกรณ์ที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ ทั้งยังหันมากักตุนสะสมยูเรเนียมเป็นจำนวนมากขึ้นด้วย

ในความพยายามบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเป็นครั้งที่สองนี้ ทรัมป์ให้เวลากับอิหร่าน 60 วัน เพื่อเจรจาต่อรองและตัดสินใจให้ได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว แต่บรรดาตัวกลางเจรจาที่มีประสบการณ์และความรู้ในประเด็นนี้มาก่อน ต่างบอกว่ากรอบเวลาที่ทรัมป์กำหนดไว้นั้น สั้นเกินไปสำหรับปัญหาที่มีความซับซ้อนยุ่งเหยิงเช่นนี้

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 61 หลังถึงเส้นตายที่เป็นเงื่อนไขของทรัมป์พอดิบพอดี "ช่องทางการเจรจาที่โอมานเป็นคนกลาง ถือว่าปิดตายไปแล้วในขณะนี้ แต่ความพยายามในระดับภูมิภาคยังคงดำเนินอยู่ เพื่อลดระดับความขัดแย้งและหาทางออก" ดร.วาคิลกล่าว

"อารมณ์แบบเชอร์ชิล" ของเนทันยาฮู

ศาสตราจารย์วาลี นาเซอร์ อาจารย์ผู้สอนสาขาตะวันออกกลางศึกษาและกิจการระหว่างประเทศ ประจำมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ผู้เขียนหนังสือ "แผนกลยุทธ์อันยิ่งใหญ่ของอิหร่าน" (Iran's Grand Strategy) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปีนี้ บอกว่าในสายตาของอิหร่านแล้ว การยกระดับความขัดแย้งอย่างฉับพลันของอิสราเอล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น

"อิหร่านมองว่าอิสราเอลมุ่งทำลายประเทศของตนให้ราบคาบในคราวเดียว โดยลดระดับความสามารถในการเป็นรัฐและความสามารถทางทหารลง รวมทั้งเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ให้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา และถ้าเป็นไปได้ก็จะโค่นล้มระบอบการปกครองของสาธารณรัฐอิสลามทั้งหมด" ศ.นาเซอร์กล่าว

People look over damage to buildings in Nobonyad Square following Israeli airstrikes on June 13, 2025 in Tehran, Iran

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวอิหร่านต้องทนทุกข์มานานหลายปี จากมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงของนานาประเทศ และจากการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ประชาชนชาวอิหร่านจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร เพราะพลเมืองอิหร่านที่มีถึง 90 ล้านคน ต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จากมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงของนานาประเทศ และจากการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบของเจ้าหน้าที่รัฐ จนเคยเกิดการประท้วงใหญ่หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากสารพัดปัญหาตั้งแต่เงินเฟ้อไปจนถึงอัตราการว่างงานสูง, การขาดแคลนน้ำประปาและไฟฟ้าสำหรับอุปโภคบริโภค, และความเคร่งครัดเกินเหตุของตำรวจศีลธรรมที่จ้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี การชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพหลายระลอกในปี 2002 ต้องพบจุดจบด้วยการปราบปรามอย่างทารุณโหดร้าย

ศ.นาเซอร์คาดการณ์ถึงอารมณ์ความรู้สึกของชาวอิหร่านในตอนนี้ว่า "ในตอนแรก ๆ เมื่อนายพลที่ประชาชนเกลียดมากสี่ห้าคนถูกสังหาร พวกเขาอาจจะรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้อาคารที่พักของพวกเขาถูกยิงถล่ม มีพลเมืองจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิต แหล่งพลังงานและโรงไฟฟ้าของประเทศก็ถูกโจมตีด้วย ผมมองไม่เห็นเลยว่า จะมีสถานการณ์ใดที่ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ จะหันไปเอาใจช่วยผู้รุกรานที่ยิงระเบิดใส่ประเทศของตนเอง โดยมองว่านั่นคือการปลดแอก"

People hold pictures of Major General Gholam Ali Rashid, senior commander of Iran's Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC), as they gather for a protest in central Tehran on 13 June 2025

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, แดเนียล เลวี ประธานโครงการวางนโยบายภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ บอกว่ามีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ที่สามารถยุติปัญหาทั้งหมดนี้ลงได้ทันเวลา ในอนาคตอันใกล้

ด้านผู้นำอิสราเอลก็ยิ่งแถลงเป็นนัยบ่อยครั้งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าจะขยายขอบเขตของเป้าหมายการโจมตีออกไป โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา เขาเตือนว่าอิสราเอลจะยิงโจมตี "สถานที่ทุกแห่งและทุกเป้าหมายที่เป็นของระบอบอยาตอลเลาะห์"

สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ได้สัมภาษณ์ผู้นำอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิ.ย. ว่าการโค่นล้มระบอบการปกครองปัจจุบันของอิหร่าน คือเป้าหมายส่วนหนึ่งของกองทัพอิสราเอลหรือไม่ ซึ่งนายเนทันยาฮูตอบว่า "มันอาจเป็นผลที่จะเกิดตามมาจากการโจมตีครั้งนี้ก็ได้ เนื่องจากระบอบที่ปกครองอิหร่านอยู่นั้นอ่อนแอมาก"

อันเชล เฟฟเฟอร์ ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับอิสราเอลของนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ และผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของนายเนทันยาฮู แสดงความเห็นว่า "อิสราเอลต้องการทำสงครามจิตวิทยา โดยเล่นกับความกลัวของระบอบที่ปกครองอิหร่านอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหวั่นเกรงมาตลอดว่าพวกตนจะสูญเสียอำนาจควบคุมประเทศไป"

"อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนใหญ่ในหมู่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิสราเอล มองว่าการคาดการณ์หรือมุ่งวางแผนเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของผู้นำทางศาสนาในอิหร่านนั้น เรียกได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วในไม่ช้า อย่างน้อยภายใน 20 ปีนี้" เฟฟเฟอร์กล่าว

แต่ถึงกระนั้น เฟฟเฟอร์เชื่อว่าความคิดของนายเนทันยาฮู อาจแตกต่างจากคนในหน่วยข่าวกรองอย่างสิ้นเชิง "ผมว่ามีโอกาสสูงที่เนทันยาฮูจะเชื่อมั่นจริง ๆ ในคำพูดของตนเอง ในใจของเขาอาจกำลังมีอารมณ์ฮึกเหิมเยี่ยงรัฐบุรุษ เหมือนกับวินสตัน เชอร์ชิล อยู่ก็เป็นได้"

ในช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 15 มิ.ย. สื่ออเมริกันหลายสำนักข่าวพากันรายงาน โดยต่างก็อ้างคำพูดจากแหล่งข่าวของตนเองว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยับยั้งแผนการของอิสราเอล ที่จะลงมือสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สำนักข่าวรอยเตอร์เป็นผู้รายงานเรื่องนี้ก่อน โดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ สองคน ที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ

แต่อันที่จริงแล้ว บรรดาบุคคลสำคัญผู้กุมอำนาจของอิสราเอลเอง ต่างก็ตั้งคำถามกับความเหมาะสมของแผนการนี้ โดยนายกิเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอล และนายซาชี ฮาเนกบี ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่างก็พากันออกมาเน้นย้ำถึงจุดมุ่งหมายหลัก ว่าไม่ได้อยู่ที่การสังหารผู้นำอิหร่าน แต่นายฮาเนกบีก็ยังเน้นถึงจุดสำคัญอีกประการหนึ่งด้วยว่า "แนวคิดที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าในขณะนี้ สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้น"

ในท้ายที่สุดแล้ว รูปร่างหน้าตาของเกมสงครามที่ปิดฉากความขัดแย้ง จะเป็นไปตามเส้นทางการเผชิญหน้าที่ทั้งอันตรายและยากจะคาดเดาได้ รวมทั้งเป็นไปตามอิทธิพลของผู้นำสหรัฐฯ ที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ด้วย

"ความสำเร็จหรือล้มเหลวของเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่า สหรัฐฯ จะถูกดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมได้มากน้อยแค่ไหน" แดเนียล เลวี ประธานโครงการวางนโยบายภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ และอดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลอิสราเอลกล่าว "มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ที่สามารถยุติปัญหาทั้งหมดนี้ลงได้ทันเวลาในอนาคตอันใกล้ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดถึงผลที่จะเกิดขึ้น และกำหนดจุดยับยั้งไม่ให้ความขัดแย้งเดินหน้าต่อไป"

ภาพบนสุด: Anadolu via Getty, ATEF SAFADI/EPA - EFE/REX/Shutterstock

Get in touch

InDepth is the home for the best analysis from across BBC News. Tell us what you think.

BBC InDepth เป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่รวบรวมบทวิเคราะห์ที่ดีที่สุด พร้อมมุมมองใหม่ๆ ที่ท้าทายสมมติฐาน และรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ๆ ในแต่ละวัน นอกจากนี้ เรายังนำเสนอเนื้อหาที่ชวนให้คิดจาก BBC Sounds และ iPlayer อีกด้วย คุณสามารถส่งคำติชมถึงเราได้ที่ส่วน InDepthโดยคลิกปุ่มด้านล่าง