เอกภาพรัฐบาล-กองทัพ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างไร ?

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

หลังจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. และยกระดับจนเกิดการปะทะในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีการสื่อสารใดบ้างจากทั้งกองทัพไทยและรัฐบาลที่ไม่ตรงกัน ความไม่ลงรอยดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อการจัดการความขัดแย้งที่ชายแดน

"พวกเขา [กองทัพ] มีขีดความสามารถในการสื่อสาร และพวกเขาก็จะทำเช่นนั้น มันเป็นการที่พวกเขาบริหารอำนาจของตน เราจึงเห็นรัฐบาลถูกลดบทบาทในสมดุลอำนาจนี้" ดร.ดิกบี้ เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทย ถึงสาเหตุของความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากภาครัฐและกองทัพไทย ตั้งแต่ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุความรุนแรงขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ล่าสุดเข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็บอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า ปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับระหว่างกองทัพไทยและภาครัฐอาจเกิดมาจาก "ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันของสององค์กร"

รัฐบาลและกองทัพชี้แจงเรื่องใดไม่สอดคลองกัน ในกรณีสถานการณ์ชายแดน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 พ.ค. เพียงไม่กี่วันหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย – กัมพูชา หรือ จีบีซี (General Border Committee - GBC) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงผลการประชุมว่ามีการหารือให้ถอยทหารตามจุดเสี่ยงพื้นที่ล่อแหลม บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์

"ในที่ประชุมจีบีซีได้หารือให้ถอยทหารตามเอ็มโอยู 43 และตามข้อตกลงในปี 2562 ที่เคยมีการสรุปกันแล้ว ทุกอย่างให้กลับไปสู่จุดนั้น" นายภูมิธรรม ระบุ

แต่ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กลับให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงสถานการณ์ชายแดนหลังการประชุมจีบีซีว่า ยังมีการตรึงกำลังทหารอยู่ตามปกติ

"ปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน มีการตรึงกำลังทหารอยู่ตามปกติ เพียงแต่ว่าบางจุดที่เป็นพื้นที่ล่อแหลม ยังไม่ชัดเจนในการปักปันเขตแดน ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงให้ถอนกำลังออกมา ก่อนกลับไปอยู่ที่ตั้งปกติเพื่อลดความตึงเครียด ซึ่งก็ได้ปฏิบัติตามอยู่แล้ว" พล.ท.บุญสิน กล่าว

การให้ข่าวที่มีนัยคลาดเคลื่อนกันระหว่าง รมว.กลาโหม และ แม่ทัพภาคที่ 2 ในเวลานั้นสร้างความสับสนและทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทั้งสองมีความขัดแย้งกัน แต่ พล.ท.บุญสิน ก็ยืนยันว่าเรื่องนั้น "ไม่เป็นความจริง ไม่มีความขัดแย้งแต่อย่างใด มีการพบปะพูดคุยกันอยู่ต่อเนื่อง"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ส.ค. กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจำนวนมาก "เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของไทย" และในวันถัดมาได้โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของลวดหนามหีบเพลง "ในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน และประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของไทย"

การประชาสัมพันธ์ขอรับบริจาคดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เรื่องการขาดแคลนงบประมาณจากภาครัฐ แต่ถูกชี้แจงจาก พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในภายหลังว่ารัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน งบประมาณ แต่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันระหว่างรัฐบาลและกองทัพ

"ไม่ได้มีประเด็นในเรื่องของการขาดแคลนงบประมาณแต่อย่างใด น่าจะเป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอ…โดยกระทรวงกลาโหมจะเร่งรัดดำเนินการจัดหาและส่งให้ถึงหน่วยได้ใช้งานต่อไปโดยเร็ว" พล.ร.ต.สุรสันต์ ระบุในแถลงการณ์

ด้านนายภูมิธรรม ตอบกลับประเด็นดังกล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่กองทัพต้องโพสต์ขอรับบริจาครั้วลวดหนาม เนื่องจากที่ผ่านมาหากกองทัพขอเบิกงบหรือกำลังพล รัฐบาลก็ไม่เคยขัดขวาง

"ที่ผ่านมายื่นอะไรมา เราก็อนุมัติหมด ทั้งงบประมาณหรือกำลังพล จริง ๆ ยังไม่จำเป็นถึงขั้นขนาดไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วย เพราะจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจ รัฐบาลไม่มีอะไรขัดขวาง ผมจะเรียนให้แม่ทัพภาค 2 ได้ทราบ" นายภูมิธรรม กล่าว

ไม่กี่วันให้หลังโพสต์ขอรับบริจาคลวดหนาม เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายภูมิธรรม ก็เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงแนวคิดเรื่องการยุติบทบาทของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา (ศบ.ทก.) ซึ่งได้แต่งตั้ง โฆษก "จิตอาสา" ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ไปเมื่อวันที่ 8 ส.ค. และได้แต่งตั้งที่ปรึกษาของผู้อำนวยการ ศบ.ทก. จำนวน 7 คน ไปเมื่อ 13 ส.ค.

หลังการสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม รักษาราชการแทนนายกฯ เปิดเผยออกมาได้ไม่นาน เฟซบุ๊กของ ศบ.ทก. ก็ออกแถลงปฏิเสธการยุติบทบาท

"ขณะนี้ยังไม่มีการยุติบทบาทและยังคงปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง… ทั้งนี้ สมช. จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป"

ต่อมา ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ก็โพสต์ว่าความตั้งใจ "เร่งด่วน" ของรัฐบาลในการยุบ ศบ.ทก. ก็เพื่อแสดงเจตนาที่ดีในการแก้ปัญหาของไทยต่อชาวกัมพูชา โดยเธอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

"รัฐบาลตั้งใจยุบ ศบ.ทก. ภายในสัปดาห์นี้เป็นการเร่งด่วน เพื่อแสดงความจริงใจต่อชาวกัมพูชาว่าประเทศไทยมีเจตนาดีในการแก้ปัญหา และการคงอยู่ของศูนย์ก็เหมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นว่าทางเราไม่มีความตั้งใจในการสงบศึก… ก็ได้แต่คาดหวังว่าครั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและป้องกันอธิปไตยผ่านการทูตอย่างที่ลั่นวาจาไว้" ดร.ปนัดดา ระบุ

การสื่อสารกองทัพและรัฐบาลที่ไม่สอดคล้องกันมีนัยอย่างไร

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษาผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยถึงสาเหตุของความไม่สอดคล้องกันของการทำงานระหว่างกองทัพและฝ่ายรัฐบาลว่าเป็นผลมาจากการไม่ไว้วางใจกันของสององค์กร

"การที่มีพื้นที่ระยะห่าง ต่างฝ่ายต่างมีความหวาดระแวงต่อกันและกันมาก่อนหน้า… เรื่องความขัดแย้งของผู้นำทั้งสองประเทศ รวมไปถึงคลิปหลุด และการอธิบายภาพว่ากองทัพเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์หรือมีทัศนคติเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายการเมืองของไทย ก็เป็นเหตุผล" ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

เมื่อบีบีซีไทยถามถึงจุดเริ่มต้นของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันของกองทัพและรัฐบาลปัจจุบันว่าเกิดมาตั้งแต่เมื่อใด ผศ.ดร.วันวิชิต ก็แสดงทัศนะว่าอาจเกิดมาจากสองเหตุการณ์หลัก

ประเด็นแรก ฝ่ายการเมืองไม่แสดงความจริงใจ หรือไม่เข้าใจเนื้องานฝ่ายความมั่นคง

ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่า จากการทำงานเมื่อครั้งนายภูมิธรรม ยังปฏิบัติหน้าที่ รมว.กระทรวงกลาโหม เขาก็ไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกันกับกองทัพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่การสื่อสารของกองทัพและรัฐบาลปัจจุบันจะไม่เป็นไปในทางเดียวกันเมื่อนายภูมิธรรมมารับหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ

"แหล่งข่าวที่หน้าเชื่อถือได้ของผมบอกว่า [ภูมิธรรม] ไม่เคยเรียกใช้งานเลขานุการรัฐมนตรี [กลาโหม] หรือที่ปรึกษารัฐมนตรีที่เป็นคณะทหารที่พรรคเพื่อไทย (พท.) แต่งตั้งมาเองเลยด้วยซ้ำ เสมือนมีระยะห่าง คือไม่เลือกใช้งานเลย… ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อพอคุณภูมิธรรมมีบทบาทมากขึ้น เป็นรักษาการนายกฯ การสื่อสารหรือการเข้าใจบทบาทความรับผิดชอบของความมั่นคง ท่านถึงสอบตก" ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวกับบีบีซีไทย

ประเด็นถัดมาในทัศนะของนักวิชาการผู้นี้ คือการที่รัฐบาลไม่แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การเว้นว่างตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุดของรัฐบาลก็ทำให้กองทัพตั้งคำถามถึงความจริงใจของฝ่ายการเมือง

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายด้วยว่าแม้กองทัพจะอยู่ภายใต้รัฐบาล แต่ในการทำงานแนวทางของทั้งสององค์กรก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นทำให้เกิดแนวคิดจัดตั้ง ศบ.ทก. ขึ้นเพื่อให้เป็นตัวกลางระหว่างกองทัพและรัฐบาล

"หลายแนวทางข้อเสนอของการแก้ปัญหาความมั่นคง แนวคิดของทหารไม่ตรงกับฝ่ายการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ดังนั้นมันก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเพื่อให้การทำงานร่วมกันไม่เกิดปัญหา จำเป็นต้องมีภาพของคนกลางเข้ามา" ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบาย พร้อมเสริมด้วยว่าแม้มีการจัดตั้ง ศบ.ทก. ขึ้น แต่นั่นก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจาก ศบ.ทก. ได้รับมอบหมายจากภาครัฐแต่กลับไม่ได้รับมอบอำนาจในการสั่งงานมาด้วย

"ศบ.ทก. เกิดขึ้น รัฐบาลมอบบทบาทแต่ไม่ได้มอบอำนาจให้ เพราะว่าต่างฝ่ายต่างมีผู้บัญชาการ มีเจ้านายของตัวเอง… เพราะฉะนั้นการทำงานจึงไม่เป็นปึกแผ่นไปในทิศทางเดียวกัน" เขากล่าว

ด้าน ดร.ดิกบี้ เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระด้านภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน และอดีตที่ปรึกษาฝ่ายความสัมพันธ์ภายนอกของประธานราชวิทยาลัยแห่งกัมพูชา (Royal Academy of Cambodia) ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยถึงการสื่อสารที่อาจไม่สอดคล้องกันบ้างของรัฐบาลไทยและกองทัพและมองว่า พล.ท.บุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 ดูจะเป็นผู้นำที่โดดเด่นในการสื่อสารระหว่างความขัดแย้งครั้งนี้

นักวิชาการรายนี้ซึ่งเป็นประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าและการลงทุน เบลต์ แอนด์ โรด แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส (Belt and Road Captial Partners) ในกรุงพนมเปญ อีกตำแหน่งหนึ่ง ยังมองบทบาทของแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นบุคคลหลักในสถานการณ์ระลอกนี้

"ดูเหมือนว่า เขา [แม่ทัพภาคที่ 2] จะเป็นผู้เล่นหลักจากด้านทหาร เขามีประวัติที่ยาวนานและโดดเด่นมากในกองทัพไทยและในการทำงานในพื้นที่ และเขามีความทะเยอทะยาน แต่ผู้บริหารในกระทรวงกลาโหมไทยในปัจจุบัน และคนอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งก็มีอายุมาก บางทีการมีใครสักคนที่อายุน้อยกว่าก็อาจเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อควบคุมกองทัพและรักษาสมดุลของอำนาจ [ระหว่างรัฐบาลและกองทัพ]" ดร.ดิกบี้ กล่าว

เมื่อบีบีซีไทย ถามว่า การที่ให้ฝ่ายความมั่นคงและทหารนำการสื่อสารเรื่องความขัดแย้งชายแดนบนเวทีโลกจะมีผลกระทบหรือไม่อย่างไร ดร.ดิกบี้ อธิบายว่า หากฝ่ายกองทัพมีขีดความสามารถในการสื่อสาร พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำเช่นนั้น และนั่นอาจบดบังความโดดเด่นของรัฐบาล

"พวกเขา [กองทัพ] มีขีดความสามารถในการสื่อสาร และพวกเขาก็จะทำเช่นนั้น มันเป็นการที่พวกเขาบริหารอำนาจของตนเราจึงเห็นรัฐบาลถูกลดบทบาทในสมดุลอำนาจนี้" ดร.ดิกบี้ ระบุ พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า "มีใครรู้สึกประหลาดใจด้วยหรือ หากกองทัพจะเป็นเสียงหลักเดียวในการสื่อสารในช่วงเวลาเช่นนี้ของประเทศไทย"

รัฐบาลและกองทัพมีความพยายามลดช่องว่างการทำงานร่วมกันหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พยายามเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาล แต่เขาก็ต้องเจอกับแรงกดดันอย่างหนัก

ในทัศนะของ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าความพยายามในการหันหน้าเข้าหากันระหว่างรัฐบาลและกองทัพเป็นไปอย่างยากลำบากจากแรงกดดันหลายทิศทาง โดยเขายกตัวอย่างกรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่พยายามเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับรัฐบาล แต่ก็ประสบกับปัญหา

"พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ พยายามทำตัวเองให้เป็นโซ่ข้อกลาง แต่ก็ถูกตำหนิ เคียงข้างกองทัพไปก็ถูกการเมืองกดดัน เอียงไปทางการเมืองก็ถูกกองทัพหรือฝ่ายประชาชนที่สนับสนุนกองทัพกดดัน ปัญหาคือการหาตัวกลางที่ประชาชนเชื่อมั่น ที่คนทุกข้างจะรู้สึกไว้วางใจ ณ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าลำบากใจกันอยู่" ผศ.ดร.วันวิชิต ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของ พล.อ.ณัฐพล ผู้อำนวยการ ศบ.ทก. กล่าว

ด้าน ดร.ดิกบี้ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่นระหว่างกองทัพและรัฐบาลอาจเป็นไปอย่างยากลำบากหากฝ่ายการเมืองพยายามลดทอนอำนาจของกองทัพ เขามองว่าสิ่งนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย ขณะที่การล้มรัฐบาลพลเรือนกลับเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก นั่นจึงทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังในการทำงานร่วมกับกองทัพ

นักวิชาการอิสระผู้นี้ยกตัวอย่างความพยายามล่าสุดของฝ่ายการเมืองในการลดอำนาจกองทัพ คือตอนที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม หรือที่ถูกเรียกว่า "กฎหมายสกัดรัฐประหาร" เข้าสู่ระเบียบการประชุมของสภาฯ ก่อนที่จะขอถอนร่างไปเมื่อ ธ.ค. 2567 โดยระบุเหตุผลว่า "ดันทุรังไปแล้ว ก็เสนอกฎหมายไม่ได้อยู่ดี"

นายประยุทธ์ กล่าวในเวลานั้นว่า "ถ้าสังคมมองว่า ครม. ควรถอยก็ต้องรับฟัง... ยืนยันกฎหมายดังกล่าวไม่ได้แทรกแซงกองทัพ เนื้อหาร่าง พ.ร.บ. ที่ให้ ครม. มีส่วนร่วมพิจารณาแต่งตั้งนายพล ไม่ได้เป็นการแทรกแซงกองทัพ"

"ปัญหาของการเมืองไทยคือถ้าคุณพยายามไปจำกัดอำนาจของกองทัพ พวกเขาก็จะต่อต้านกลับพวกเขาจะร่วมกันกับผู้สนับสนุน และจะพยายามล้มรัฐบาลพลเรือน" ดร.ดิกบี้ ชี้

เขาอธิบายว่า เป้าหมายที่คาดหวังได้มากที่สุดอาจไม่ใช่การจัดระเบียบอำนาจกองทัพ แต่คือการได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกองทัพ

"การสร้างขีดจำกัดอำนาจของกองทัพในประเทศไทยก็เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่พอหวังได้คือความร่วมมือที่ดีกับรัฐบาลพลเรือน แต่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร" ดร.ดิกบี้ กล่าวเสริม

การทำงานของฝ่ายกัมพูชา อะไรคือจุดเด่น-จุดอ่อน

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า จุดเด่นของการทำงานด้านการสื่อสารของฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาคือ กัมพูชาสามารถรวมศูนย์การสื่อสารได้ อีกทั้งยังสามารถควบคุมข่าวในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับการสื่อสารของฝ่ายไทยอย่าง ศบ.ทก. ที่เป็นการรวมตัวกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • โฆษกกองทัพบก สื่อสารเรื่องยุทธวิธีด้านการทหาร ความเคลื่อนไหวทางการทหารของฝ่ายไทยและฝ่ายตรงข้าม และการเตรียมการทางทหาร
  • กระทรวงการต่างประเทศ สื่อสารกับนักการทูตและสื่อต่างชาติ
  • ฝ่ายการเมือง สื่อสารสร้างความเชื่อมั่น เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ และตอบแทนค่าราชการทหาร

นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ชี้ว่า แม้แต่ละหน่วยงานจะมีบทบาทที่ชัดเจน แต่เมื่อต้องสื่อสารกับประชาชนกลับไม่สามารถอธิบายอย่างรวมศูนย์ได้ โดยสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะ "ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองสามารถมีแสงมีบทบาท ทุกคนอยากเป็นฮีโร่"

เขาเปรียบเทียบ ศบ.ทก. กับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทุกหน่วยงานต้องพึ่งพาความรู้จากแพทย์ ทำให้การสื่อสารเป็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่ปัญหาเรื่องชายแดน แต่ละหน่วยงานต่างก็เชื่อมั่นว่าตัวเองมีองค์ความรู้ และมีการเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุไว้แล้ว ทำให้เกิดปัญหาการทำงานแบบไซโลหรือการทำงานแบบแยกส่วน โดยแต่ละหน่วยงานก็มุ้งเน้นไปที่งานของตัวเอง

ด้าน ดร.ดิกบี้ แสดงทัศนะว่า ความสำเร็จด้านการเมืองของตระกูลฮุนเป็น "ความสำเร็จอันน่าทึ่ง" และบทบาทการควบคุมกองทัพของสมเด็จ ฮุน เซน ก็มั่นคงเหมือนบทบาททางการเมืองของเขา นั่นทำให้ฮุน เซน สามารถควบคุมกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเนื้อเดียวกัน

"ในกัมพูชา วิวัฒนาการของตระกูลฮุน บทบาทหน้าที่ของหัวหน้ากองทัพยังคงอยู่เช่นเดิม และพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party) [ของฮุน เซน] กับกองทัพก็สนิทใกล้ชิดกันมาก" ดร.ดิกบี้ ระบุ

สัมพันธ์รัฐบาลพลเรือน-กองทัพ อาจไม่เปลี่ยน แม้ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผศ.ดร.วันวิชิต ชี้ว่า ปัจจุบันการทำงานของ ศบ.ทก. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศก็ยังต้องเจอกับปัญหาการปกปิดข้อมูลในบางอย่าง เนื่องจากกระทรวงขึ้นตรงกับรัฐมนตรีเป็นหลัก "ส่วนรัฐมนตรีท่านขึ้นตรงกับใคร หลายคนก็น่าจะรู้"

เขาเสริมด้วยว่า การทำงานการทูตแบบปิดเงียบ (Quiet diplomacy) ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ ศบ.ทก. พยายามสะท้อนไปกับกระทรวงการต่างประเทศ

"อย่างที่คนแซว กต. [กระทรวงการต่างประเทศ] ว่าการทูตแบบเงียบเช่นนี้ คนไทยไม่ค่อยมีความสุขกับมันนัก นั่นคือบุคคลิกของ กต. ที่เขาทำมาตลอด แต่บางเรื่องที่ประชาชนเกิดความอึดอัดว่าทำไมทางโน้น [กัมพูชา] เขาปล่อยแสง ปล่อยสี ปล่อยข่าว มาได้ตลอดเวลา ทำไมเราไม่ทำอะไรบ้าง นั่นคือประเด็นหนึ่งที่เราสะท้อนไปทางเขา" ผศ.ดร.วันวิชิต บอกกับบีบีซีไทย

ทั้งนี้ เมื่อบีบีซีไทยสอบถามนักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์อาเซียนที่มีประสบการณ์อย่างยาวนานในกัมพูชาว่า หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไทย นั่นจะเป็นการลดช่องว่างการทำงานระหว่างฝ่ายการเมืองและกองทัพหรือไม่ ดร.ดิกบี้ ให้คำตอบว่า การบริหารจัดการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา และการแย่งชิงอำนาจในประเทศไทยเป็นเรื่อง "ถาวร" และแม้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร แต่ปัญหาจะยังคงอยู่เช่นเดิม

"ผมไม่คิดว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงเรื่องสมดุลและสัดส่วนของอำนาจ [ระหว่างรัฐและกองทัพ] มันจะยังคงเป็นแบบเดิมสำหรับประเทศไทย... มันเหมือนกับการดูหนังเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง" ดร.ดิกบี้ กล่าวสรุป