MOU 43, 44 คืออะไร (ตอนที่ 2/4): แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 และคดีปราสาทพระวิหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เนื่องจากรัฐบาลพรรคภูมิใจบอกว่าจะมีการทำประชามติเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 พ่วงไปกับการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า
บีบีซีไทยออกชุดบทความ เรื่อง MOU43, 44 คืออะไร จำนวน 4 ตอน โดยตอนที่แล้วได้อธิบายถึงที่มาของกำหนดแนวเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา และที่มาของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในช่วงราชอาณาจักรสยาม
ส่วนบทความตอนที่ 2 นี้ จะอธิบายเกี่ยวกับที่มาของแผนที่ 1:50,000 และแนวคิดการขยายดินแดนของราชอาณาจักรไทยในช่วงสงครามเย็น ซึ่งนำมาสู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ยาวนานหลายทศวรรษ
MOU 2543 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก
ขณะที่ MOU 2544 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยตัวเลขพ่วงท้ายหมายถึงปีที่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาจะเรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001 ซึ่งเป็นปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) แทน
สงครามโลกครั้งที่ 2 และการคืนดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งเศส

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงราชอาณาจักรสยาม รัชกาลที่ 5 ยอมตกลงแลกดินแดนกับเจ้าอาณานิคมชาติยุโรป เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมีแนวคิดตรงกันข้าม เขานำแนวคิดชาตินิยมมาใช้ เพื่อเรียกร้องดินแดนคืนมา รวมถึงมีแนวคิดขยายดินแดนของรัฐไทยให้ขยายออกไปด้วย
ในเอกสารเขาพระวิหารชุดที่ 4 ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อปี 2552 ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ชี้ว่ากรณีพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเริ่มต้นในปี 2483 ซึ่งรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือ หลวงพิบูลสงคราม ทำสงครามกับอินโดจีนฝรั่งเศสเพื่อแย่งชิงดินแดน
ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนลงในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ว่าในห้วงเวลานั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเรียกร้องดินแดนที่เสียไปเพื่อสร้างไทยให้เป็น "มหาประเทศ" โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ
วาทกรรมสำคัญของหลวงวิจิตรวาทการที่ใช้โน้มน้าวประชาชนในขณะนั้น คือการอธิบายว่าชาวกัมพูชา (the Cambodians) นั้นไม่ใช่ ชาวเขมร (the Khmer) โดยบอกว่าชาวเขมรอพยพตามชาวอินเดีย (the Indians) มาบริเวณกัมพูชาในปัจจุบันเมื่อราวสองพันปีที่ผ่านมา จากนั้นจึงเกิดการแต่งงานข้ามกลุ่มระหว่างชาวกัมพูชากับชาวเขมร จนขึ้นเป็นผู้ปกครองในดินแดนกัมพูชาปัจจุบัน
เขาหยิบยกว่า จนกระทั่ง 1,500 ปีที่ผ่านมา ชาวไทย (the Thai) ก็อพยพจากทางใต้ของจีนลงมาในสุวรรณภูมิ และ "แต่นั้นมาเลือดไทยก็เริ่มแทรกเข้าไปในสายเลือดของชาวเขมรศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า ชาวเขมรก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นชาวไทย ห้าศตวรรษผ่านไปชาวเขมรก็มีความละม้ายคล้ายชาวไทยทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ และชาวเขมรจึงคือชาวไทย กัมพูชาอันเป็นแดนดินถิ่นอาศัยของชาวเขมรจึงคือหนึ่งในผืนแผ่นดินไทยที่ฝรั่งเศสแย่งชิงไปโดยใช้วิธีอัน 'ทารุณโหดร้าย กลับกลอก ตลบตะแลงปราศจากศีลสัตย์ ชั้นต้นก็พยายามฉ้อโกง แต่เมื่อฉ้อโกงไม่สำเร็จก็ปล้นเอาเฉย ๆ'" โดย ผศ.ดร.ธิบดี พบว่าการอธิบายเช่นนี้ถูกนำไปใช้กับดินแดนลาวและชาวลาวด้วยเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Assumption Museum
ในห้วงเวลานั้น เกิดการเจรจาระหว่างไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสอยู่หลายครั้งด้วยกัน โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ปลุกระดมมวลชนทั้งในไทยและในดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสผ่านสื่อภาษาต่าง ๆ พร้อมกันไปด้วย ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญสงครามในยุโรป
เมื่อไทยประกาศสงครามกับอินโดจีนฝรั่งเศสในวันที่ 7 ม.ค. 2484 และบุกยึดไซยะบูลีและจำปาสักในลาว เสียมเรียบและพระตะบองในกัมพูชา รวมถึงปราสาทเขาพระวิหาร ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชียได้เข้ามาช่วยเจรจาสันติภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนเกิดอนุสัญญาสันติภาพโตเกียวขึ้น ส่งผลให้ไทยได้ดินแดนที่เรียกว่ามณฑลบูรพา อันได้แก่เมืองเสียมเรียบ เมืองพระตะบอง เมืองศรีโสภณ รวมถึงประสาทเขาพระวิหาร ในกัมพูชา และ นครจำปาศักดิ์ เมืองไซยะบูลีในลาว โดยที่นครวัดและนครธมยังคงเป็นของอินโดจีนฝรั่งเศส
จากนั้น เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้ง 2 รัฐบาลไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น จึงต้องคืนดินแดนที่เข้าไปยึดครองทั้งหมดให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงวอชิงตันในปี 2489 ทำให้เส้นเขตแดนของไทยกลับสู่สถานะเดิมตามความตกลงที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ในหนังสือเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ลัทธิชาตินิยม-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2552 ว่า ไทยไม่ได้มีการคืนปราสาทเขาพระวิหารไปพร้อมกับมณฑลบูรพา เพราะสถานที่นี้ตั้งอยู่ห่างไกล ทุรกันดาร ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา และไม่มีใครสนใจมากนัก ยกเว้นฝ่ายทหารที่ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากสามารถมองเห็นกัมพูชาทั้งประเทศ จึงต้องยึดจุดนี้ไว้ โดยเขาอธิบายว่ามันเป็น "ข้อยกเว้นและละเลยผ่านหูผ่านตาไป"
จากนั้นไทยเกิดรัฐประหารปี 2490 ซึ่งทาง พล.ท.ผิณ ชุณหะวัน ร่วมมือกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อาศัยจังหวะกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ อันส่งผลให้กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร หมดอำนาจในเวลาต่อมา และเป็นอีกครั้งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาเขาส่งกำลังทหารเข้าไปยึดครองปราสาทเขาพระวิหารในปี 2492 เพื่อเป็นฐานที่มั่นทางทหาร
ต่อมาเขาถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจในปี 2500
ที่มาแผนที่มาตราส่วน 1:50,000

ที่มาของภาพ, Kingdom of Cambodia/ICJ
นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า จากข้อมูลสามชุดที่เขารวบรวมมาได้ ทำให้เห็นว่าแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ปรากฏขึ้นในห้วงเวลานี้นี่เอง
ทั้งนี้ แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator projection) ซึ่งมีความแม่นยำด้านระยะทาง แต่ขนาดของภูมิประเทศคลาดเคลื่อน ต่างจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่เป็นการฉายแผนที่แบบไซนูซอยดัล (Sinusoidal projection) ซึ่งแสดงขนาดภูมิประเทศถูกต้อง แต่ระยะทางคลาดเคลื่อน
ข้อมูลชุดแรกจากหนังสือเรื่อง แผนที่สร้างชาติ ซึ่งเขียนโดย รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าหน่วยจัดทำแผนที่กองทัพสหรัฐ (Army Map Service - AMS) ซึ่งเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้จัดทำแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่เรียกว่าแผนที่ฉบับ L708 ให้กับไทย ภายใต้ความตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยความร่วมมือดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี 2594 และดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2512
"แผนที่นี้เกิดจากภาพถ่ายทางอากาศ แล้วนำมาแปรผลเป็นแผนที่ ไม่ได้เกิดจากการเดินสำรวจภูมิประเทศจริง" นายสุลักษณ์ กล่าว "เป็นแผนที่ที่แม่นยำในระยะทาง ทำให้คำนวณวิถีการยิงต่าง ๆ ได้แม่นยำ ใช้ในงานลาดตระเวน แต่ก็ถูกใช้ในทางอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ในปฏิบัติการทางทหาร"

ที่มาของภาพ, MFA
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ระบุว่ากรมแผนที่ทหารร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ผลิตแผนที่ L708 ในปี 2510 ต่อมาพัฒนาร่วมกับสหรัฐฯ เป็นฉบับ L7017 ในปี 2514 และฉบับล่าสุดที่ใช้ในปัจจุบันคือ L7018 ซึ่งพัฒนาโดยไทยและทำเสร็จในปี 2545
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมแผนที่ทหารเข้าให้ข้อมูลกับ กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อไม่นานนี้ว่าแผนที่ L708 ถูกนำมาใช้ครั้งแรกด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในปี 2508
ทว่าแผนที่ดังกล่าว สหรัฐฯ ก็ทำให้พันธมิตรที่ช่วยกันขับไล่คอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นหลายประเทศด้วยกัน เช่น เวียดนามใต้ได้รับแผนที่ฉบับ L7014, ลาวได้รับแผนที่ฉบับ L7015, ส่วนกัมพูชาได้รับแผนที่ฉบับ L7011 และ L7016
"แผนที่ต่อมาตราส่วน 1:50,000 นี้ แม้สหรัฐฯ แจกจ่ายให้กับแต่ละประเทศก็ตาม แต่มันไม่ได้เกิดจากข้อตกลงของประเทศเหล่านั้น เขาเลยเขียนเอาไว้ในทุก ๆ ระวางของแผนที่ว่า 'แนวแบ่งเขตระหว่างประเทศไทยในแผนที่ระวางนี้ต้องไม่ถือเป็นกำหนดเป็นทางการ' แปลว่าให้ทหารรับทราบในเวลาที่เห็นเป็นเส้นเขตแดน [ในแผนที่ดังกล่าว] 'มันไม่ใช่นะ' ภาษาทหารเขาเรียกว่า 'ให้ยึดเป็นเส้นแนวปฏิบัติการ' หากเลยจากนี้ ถือไม่ใช่ของไทยแล้ว" นายสุภลักษณ์ อธิบายกับบีบีซีไทย
ข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหาร
เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งทหารขึ้นไปประจำฐานที่มั่นบนปราสาทเขาพระวิหารในปี 2492 จากข้อมูลที่ รศ.ดร.จุฬาพร เอื้อรักสกุล เขียนไว้ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้ปกครองกัมพูชาได้ส่งหนังสือประท้วงทางการไทยหลายฉบับด้วยกัน โดยบอกว่าตัวปราสาทตั้งอยู่ในเขตแดนกัมพูชาและขอให้ไทยถอนผู้ดูแลปราสาทออกไป แต่ไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายไทย และเมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี 2496 ทางรัฐบาลกัมพูชาก็ส่งหนังสือท้วงถามและอ้างสิทธิของกัมพูชาด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้รับคำตอบจากทางรัฐบาลไทย
การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารเริ่มต้นขึ้นในปี 2501 ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมของประชาชนบริเวณสนามหลวงในวันที่ 7 ก.ย. 2501 ที่ตึงเครียด ซึ่งมีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลกัมพูชาและเคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตกัมพูชาจนเกิดการปะทะกับตำรวจ และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดทำให้ทางกัมพูชาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในวันที่ 24 พ.ย. 2501 จนกระทั่งผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติใกล่เกลี่ยให้คืนดีกันได้ในปี 2502 ทว่ายังคงมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากนั้นพระบาทสมเด็จนโรดมสีหนุแห่งกัมพูชาทรงยื่นฟ้องคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในปี 2502 เพื่อขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดว่า
- อธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
- ให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร
- ขอให้ตัดสินชี้ขาดเขตแดนไทย - กัมพูชา
- สถานะของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ระวางดงรัก ที่ผนวกท้ายคำฟ้องของกัมพูชา มีผลผูกพันประเทศไทย
- ขอให้รัฐบาลไทยส่งคืนประติมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณสถาน รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทยนับแต่ปี 2497 ให้แก่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
ฝ่ายไทยในเวลานั้นอยู่ภายใต้รัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งขึ้นมาสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
จอมพลสฤษดิ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นทนายสู้คดี พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชน "ผู้รักชาติ" บริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อช่วยกันสู้คดี อย่างไรก็ดี นายทหารผู้นี้ก็ถูกมองว่าฉวยใช้โอกาสนี้เรียกคะแนนจากการกระตุ้นกระแสชาตินิยมในชาติด้วย เนื่องจากเพิ่งยึดอำนาจรัฐบาลชุดก่อนมาได้ไม่นาน
ฝ่ายไทยต่อสู้ด้วยการยืนยันว่าแผนที่ที่กัมพูชาอ้างถึงในคำขอท้ายคำฟ้อง ไม่ได้เป็นเอกสารที่ผูกพันคู่กรณี ไม่ว่าจะโดยผลของสนธิสัญญาหรือด้วยเหตุอื่นใด และไทยกับกัมพูชาไม่เคยถือว่าเส้นเขตแดนที่ลากในแผนที่ดังกล่าวเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศในบริเวณเขาดงรัก ทว่าควรยึดตามสันปันน้ำในบริเวณดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904
รวมถึงยังยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่มีเกิดคดีความนี้ขึ้น ประเทศไทยได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ในบริเวณปราสาทพระวิหารแต่ผู้เดียว โดยกัมพูชาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่ทางกัมพูชาอ้างว่าเหตุผลที่ไม่ได้ส่งทหารเข้าไปดูแลปราสาท เป็นเพราะไม่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ทว่าสุดท้ายแล้ว คำพิพากษาของศาลโลกในปี 2505 ไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้พิพากษาว่าเขตแดนจำเป็นต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 แต่ศาลพิพากษาด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่าปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ด้านจอมพลสฤษดิ์เอง ออกมาแถลงต่อสาธารณชนว่าจำเป็นต้องยอมรับคำพิพากษา เพราะประเทศต้องทำตามพันธกรณีสหประชาชาติ แต่เขาก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า "ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นของไทย กลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้ได้"
ผลของคำพิพากษาศาลโลก คดีเขาพระวิหาร
รศ.ดร.จุฬาพร เขียนไว้ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้าว่า ผลสืบเนื่องของคำพิพากษาดังกล่าวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศส่งผลต่อเนื่องต่อสังคมไทย 2 ประการด้วยกัน
ประการแรก ผู้นำและคนไทยส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าถูกแย่งชิงปราสาทเขาพระวิหารไปอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากเห็นว่าแผนที่ที่กำหนดเส้นเขตแดนบริเวณนั้น ถูกกำหนดโดยฝรั่งเศสซึ่งมีความได้เปรียบ ทั้งเพราะความเป็นมหาอำนาจและความรู้เรื่องแผนที่ และยังมีการชุมนุมเพื่อประท้วงคำพิพากษาในเวลาต่อมาด้วย โดยอารมณ์และทัศนะดังกล่าวยังคงหลงเหลือต่อมาเมื่อกรณีปราสาทเขาพระวิหารถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยทั่วไป

ที่มาของภาพ, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ประการที่สอง มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2505 ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วยการคืนเฉพาะตัวปราสาท โดยรัฐบาลไทยซึ่งนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะนั้น และในเวลาต่อมายึดถือว่าคำพิพากษานี้มิได้ชี้ขาดในเรื่องแนวเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าว
ทว่าในเวลาต่อมา รัฐบาลกัมพูชายึดว่าศาลโลกได้พิพากษากำหนดเส้นเขตแดนบริเวณนั้นแล้ว (ตามแผนที่ของคณะกรรมการปักปันผสมที่ทางกัมพูชาใช้ในการฟ้องคดี)
รศ.ดร.จุฬาพร ระบุว่าการตีความคำพิพากษาต่างกันนี้ ทำให้ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในพื้นที่บริเวณใกล้ตัวปราสาททับซ้อนกัน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณเนินหรือเชิงเขาด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาท และปัญหาเส้นเขตแดนบริเวณนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาสืบต่อมา

ที่มาของภาพ, Courtesy of Supalak Ganjanakhundee
ด้านสุภลักษณ์เสริมว่า แผนที่มาตรา 1:50,000 เข้ามาสู่การรับรู้ของประชาชนคนไทยนับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร เนื่องจากการอธิบายปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การชี้แจงต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับทางกองทัพ และทหารเองก็จำเป็นต้องอธิบายโดยอิงตามแนวเส้นปฏิบัติการที่ยึดตามแผนที่ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับฝ่ายกัมพูชาที่ใช้แผนที่มาตรส่วนนี้ในปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน เนื่องจากเป็นแผนที่ที่มีความแม่นยำในเรื่องระยะทาง
"เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าแผนที่มีหลายแบบ แต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน แผนที่ 1:200,000 ไม่มีใครเอามาใช้ในทางทหาร เพราะยิงไปก็ตกหลังคาบ้านใครไม่รู้"
"แผนที่นี้ (หมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1:50,000) เลยกลายเป็นความถูกต้องสากลสำหรับคนไทย กลายเป็นแผนที่ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องเขตแดน ทั้งที่มันเป็นแผนที่ที่ใช้ในปฏิบัติการทางทหาร แต่แผนที่ที่กำหนดเขตแดน คือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และไทยก็ไม่เคยนำแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 อธิบายในศาลโลก แต่ใช้อธิบายกับมวลชนที่ต้องการปราสาทเขาพระวิหารคืนมาว่าหลังจากเราแพ้คดี รัฐบาลไทยได้กำหนดขอบเขตปราสาทเขาพระวิหารให้ใหม่โดยใช้แผนที่ 1:50,000 มาเป็นฐาน และประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารมาเป็นของไทย" เขากล่าวกับบีบีซีไทย
ความขัดแย้งจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ที่มาของภาพ, ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ในปี 2550 กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก แต่ไทยมีปัญหาว่าแผนที่ที่กัมพูชาแนบท้ายว่าเป็นอาณาบริเวณของพระวิหารนั้นได้ ได้ขีดเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในบริเวณทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ไทยจึงคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
จากนั้นในปี 2551 มีการเจรจาแบบทวิภาคี ฝ่ายไทยนำโดยนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศของไทย หารือร่วมกับ นายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และได้ข้อตกลงว่าทางกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนเพียงแค่ตัวปราสาทเท่านั้น
ทว่า กลุ่มชาตินิยมในขณะนั้นซึ่งนำโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ) ได้เคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับไล่นายนพดล เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับผลการเจรจาดังกล่าว เพราะเห็นว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย
ขณะเดียวกัน ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด
สุดท้าย ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในวันที่ 8 ก.ค. 2551 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น จนเกิดการปะทะระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายบริเวณชายแดนเขาพระวิหารช่วงปี 2551-2554 หลายวาระด้วยกัน
ในปี 2554 กัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลกอีกครั้งเพื่อขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเดิมในปี 2505 โดยขอให้วินิจฉัยว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของฝ่ายกัมพูชาด้วยหรือไม่ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกไปจากพื้นที่
ต่อมาในปี 2556 ศาลโลกพิพากษาให้พื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา และไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอยู่ในเขตของฝ่ายใด

ที่มาของภาพ, Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขียนบทความเรื่อง กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า และวิเคราะห์ว่ากรณีพิพาทปราสาทพระวิหารซึ่งปะทุช่วงปี 2551 เป็นต้นมานั้น เกี่ยวเนื่องกับการเมืองภายในประเทศของไทยอย่างไร
นักวิชาการผู้นี้อธิบายว่า ในวันที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ส่งผลให้ประเด็นเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารยิ่งเพิ่มความเข้มข้นยิ่งในการเมืองไทย โดยประเด็นนี้ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ นำมาขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย
ต่อมาพบว่าในวันที่ 29 ก.ย. 2552 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก และนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติชี้มูลความผิดคดีเขาพระวิหาร โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 6 ต่อ 3 ว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยต่อมา ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด และคดีมีการส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ผศ.ดร.ชาติชาย บอกว่า สาเหตุของการปะทุขึ้นของปัญหาความขัดแย้งในกรณีปราสาทเขาพระวิหารในปี 2551 นั้น "หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่าเป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในของสังคมไทยที่มีการใช้ประเด็นชาตินิยม มาปลุกเร้าเพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลและคนไทยด้วยกัน"
ด้าน ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ในหนังสือเรื่องปราสาทเขาพระวิหารฯ ว่า วาทกรรม "เสียดินแดน" นั้นถูกปลูกฝังมา 3-4 ชั่วอายุคนจนฝังรากลึก และการเกิดขึ้นของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ถือว่าชนชั้นกลาง "ถูกปลุกระดมเป็นครั้งที่ 3" ด้วยการนำอำมาตยาเสนาชาตินิยม (military-bureaucratic nationalism) มาเจือปนกับราชาชาตินิยม (royal nationalism) "เพื่อโจมตีหรือโค่นล้มรัฐบาลนอมินีสมัครกับระบอบทักษิณ" ซึ่งสุดท้ายจุดติดจนกลายเป็นไฟลามทุ่งในที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์บทความชุด MOU 43, 44 คืออะไร ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ตอน บทความตอนที่ 3 เกี่ยวกับที่ความเป็นมาของ MOU ทั้งสองฉบับ จะเผยแพร่ในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค.)












