MOU 43, 44 คืออะไร (ตอนที่ 2/4): แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 และคดีปราสาทพระวิหาร

Signing of Peace Agreement Between Japan, Thailand and French Indo-China
Japan brokers a peace treaty between French Indo-China and Thailand. Left to right; French delegates Rene Robin, Ambassador Charles Arsene-Henry; Japanese delegates Ambassador Hajime Matsumiya, Foreign Minister Matsuoka; and Thai delegates Prince Varnvaidyakara Varavarn, Minister Phyasri Sena, Phya Silpa Sastrakom, Chief of General Staff, and Nai Vanich, Chief of the Commerce Bureau.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจของเอเชียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นตัวกลางในการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2493
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เนื่องจากรัฐบาลพรรคภูมิใจบอกว่าจะมีการทำประชามติเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 พ่วงไปกับการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า

บีบีซีไทยออกชุดบทความ เรื่อง MOU43, 44 คืออะไร จำนวน 4 ตอน โดยตอนที่แล้วได้อธิบายถึงที่มาของกำหนดแนวเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา และที่มาของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในช่วงราชอาณาจักรสยาม

ส่วนบทความตอนที่ 2 นี้ จะอธิบายเกี่ยวกับที่มาของแผนที่ 1:50,000 และแนวคิดการขยายดินแดนของราชอาณาจักรไทยในช่วงสงครามเย็น ซึ่งนำมาสู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ยาวนานหลายทศวรรษ

MOU 2543 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

ขณะที่ MOU 2544 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยตัวเลขพ่วงท้ายหมายถึงปีที่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาจะเรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001 ซึ่งเป็นปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) แทน

สงครามโลกครั้งที่ 2 และการคืนดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งเศส

จอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือ หลวงพิบูลสงคราม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือ หลวงพิบูลสงคราม

ในช่วงราชอาณาจักรสยาม รัชกาลที่ 5 ยอมตกลงแลกดินแดนกับเจ้าอาณานิคมชาติยุโรป เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมีแนวคิดตรงกันข้าม เขานำแนวคิดชาตินิยมมาใช้ เพื่อเรียกร้องดินแดนคืนมา รวมถึงมีแนวคิดขยายดินแดนของรัฐไทยให้ขยายออกไปด้วย

ในเอกสารเขาพระวิหารชุดที่ 4 ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อปี 2552 ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ชี้ว่ากรณีพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเริ่มต้นในปี 2483 ซึ่งรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือ หลวงพิบูลสงคราม ทำสงครามกับอินโดจีนฝรั่งเศสเพื่อแย่งชิงดินแดน

ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนลงในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ว่าในห้วงเวลานั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเรียกร้องดินแดนที่เสียไปเพื่อสร้างไทยให้เป็น "มหาประเทศ" โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ

วาทกรรมสำคัญของหลวงวิจิตรวาทการที่ใช้โน้มน้าวประชาชนในขณะนั้น คือการอธิบายว่าชาวกัมพูชา (the Cambodians) นั้นไม่ใช่ ชาวเขมร (the Khmer) โดยบอกว่าชาวเขมรอพยพตามชาวอินเดีย (the Indians) มาบริเวณกัมพูชาในปัจจุบันเมื่อราวสองพันปีที่ผ่านมา จากนั้นจึงเกิดการแต่งงานข้ามกลุ่มระหว่างชาวกัมพูชากับชาวเขมร จนขึ้นเป็นผู้ปกครองในดินแดนกัมพูชาปัจจุบัน

เขาหยิบยกว่า จนกระทั่ง 1,500 ปีที่ผ่านมา ชาวไทย (the Thai) ก็อพยพจากทางใต้ของจีนลงมาในสุวรรณภูมิ และ "แต่นั้นมาเลือดไทยก็เริ่มแทรกเข้าไปในสายเลือดของชาวเขมรศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า ชาวเขมรก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นชาวไทย ห้าศตวรรษผ่านไปชาวเขมรก็มีความละม้ายคล้ายชาวไทยทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ และชาวเขมรจึงคือชาวไทย กัมพูชาอันเป็นแดนดินถิ่นอาศัยของชาวเขมรจึงคือหนึ่งในผืนแผ่นดินไทยที่ฝรั่งเศสแย่งชิงไปโดยใช้วิธีอัน 'ทารุณโหดร้าย กลับกลอก ตลบตะแลงปราศจากศีลสัตย์ ชั้นต้นก็พยายามฉ้อโกง แต่เมื่อฉ้อโกงไม่สำเร็จก็ปล้นเอาเฉย ๆ'" โดย ผศ.ดร.ธิบดี พบว่าการอธิบายเช่นนี้ถูกนำไปใช้กับดินแดนลาวและชาวลาวด้วยเช่นกัน

หลวงวิจิตรวาทการ

ที่มาของภาพ, Assumption Museum

คำบรรยายภาพ, หลวงวิจิตรวาทการ

ในห้วงเวลานั้น เกิดการเจรจาระหว่างไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสอยู่หลายครั้งด้วยกัน โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ปลุกระดมมวลชนทั้งในไทยและในดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสผ่านสื่อภาษาต่าง ๆ พร้อมกันไปด้วย ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญสงครามในยุโรป

เมื่อไทยประกาศสงครามกับอินโดจีนฝรั่งเศสในวันที่ 7 ม.ค. 2484 และบุกยึดไซยะบูลีและจำปาสักในลาว เสียมเรียบและพระตะบองในกัมพูชา รวมถึงปราสาทเขาพระวิหาร ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชียได้เข้ามาช่วยเจรจาสันติภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนเกิดอนุสัญญาสันติภาพโตเกียวขึ้น ส่งผลให้ไทยได้ดินแดนที่เรียกว่ามณฑลบูรพา อันได้แก่เมืองเสียมเรียบ เมืองพระตะบอง เมืองศรีโสภณ รวมถึงประสาทเขาพระวิหาร ในกัมพูชา และ นครจำปาศักดิ์ เมืองไซยะบูลีในลาว โดยที่นครวัดและนครธมยังคงเป็นของอินโดจีนฝรั่งเศส

จากนั้น เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้ง 2 รัฐบาลไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น จึงต้องคืนดินแดนที่เข้าไปยึดครองทั้งหมดให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงวอชิงตันในปี 2489 ทำให้เส้นเขตแดนของไทยกลับสู่สถานะเดิมตามความตกลงที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5

KHAO PHRA VIHARN, CAMBODIA - 1998/05/05: Children play inside the stone windows of Khao Phra Viharn, an ancient Khmer temple that is situated on the Thai-Cambodia border and is claimed by both countries. In 1962 the World Court awarded the temple to Cambodia. Although tensions remain high, growing numbers of tourists come here.. (Photo by Ben Davies/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศปราสาทเขาพระวิหารในช่วงปี 2541

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ในหนังสือเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ลัทธิชาตินิยม-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2552 ว่า ไทยไม่ได้มีการคืนปราสาทเขาพระวิหารไปพร้อมกับมณฑลบูรพา เพราะสถานที่นี้ตั้งอยู่ห่างไกล ทุรกันดาร ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา และไม่มีใครสนใจมากนัก ยกเว้นฝ่ายทหารที่ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากสามารถมองเห็นกัมพูชาทั้งประเทศ จึงต้องยึดจุดนี้ไว้ โดยเขาอธิบายว่ามันเป็น "ข้อยกเว้นและละเลยผ่านหูผ่านตาไป"

จากนั้นไทยเกิดรัฐประหารปี 2490 ซึ่งทาง พล.ท.ผิณ ชุณหะวัน ร่วมมือกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อาศัยจังหวะกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ อันส่งผลให้กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร หมดอำนาจในเวลาต่อมา และเป็นอีกครั้งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาเขาส่งกำลังทหารเข้าไปยึดครองปราสาทเขาพระวิหารในปี 2492 เพื่อเป็นฐานที่มั่นทางทหาร

ต่อมาเขาถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจในปี 2500

ที่มาแผนที่มาตราส่วน 1:50,000

ราชอาณาจักรกัมพูชาระบุกับศาลโลกว่าแผนที่หมายเลข L7017 มาตราส่วน 1:50,000 เป็นแผนที่ที่ไทยใช้อยู่ฝ่ายเดียว (unilateral map)

ที่มาของภาพ, Kingdom of Cambodia/ICJ

คำบรรยายภาพ, ราชอาณาจักรกัมพูชาระบุกับศาลโลกว่าแผนที่หมายเลข L7017 มาตราส่วน 1:50,000 เป็นแผนที่ที่ไทยใช้อยู่ฝ่ายเดียว (unilateral map)

นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า จากข้อมูลสามชุดที่เขารวบรวมมาได้ ทำให้เห็นว่าแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ปรากฏขึ้นในห้วงเวลานี้นี่เอง

ทั้งนี้ แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator projection) ซึ่งมีความแม่นยำด้านระยะทาง แต่ขนาดของภูมิประเทศคลาดเคลื่อน ต่างจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่เป็นการฉายแผนที่แบบไซนูซอยดัล (Sinusoidal projection) ซึ่งแสดงขนาดภูมิประเทศถูกต้อง แต่ระยะทางคลาดเคลื่อน

ข้อมูลชุดแรกจากหนังสือเรื่อง แผนที่สร้างชาติ ซึ่งเขียนโดย รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าหน่วยจัดทำแผนที่กองทัพสหรัฐ (Army Map Service - AMS) ซึ่งเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้จัดทำแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่เรียกว่าแผนที่ฉบับ L708 ให้กับไทย ภายใต้ความตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยความร่วมมือดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี 2594 และดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2512

"แผนที่นี้เกิดจากภาพถ่ายทางอากาศ แล้วนำมาแปรผลเป็นแผนที่ ไม่ได้เกิดจากการเดินสำรวจภูมิประเทศจริง" นายสุลักษณ์ กล่าว "เป็นแผนที่ที่แม่นยำในระยะทาง ทำให้คำนวณวิถีการยิงต่าง ๆ ได้แม่นยำ ใช้ในงานลาดตระเวน แต่ก็ถูกใช้ในทางอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ในปฏิบัติการทางทหาร"

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศที่เผยแพร่เมื่อปี 2554 อธิบายเหตุที่ทำให้แผนที่ทั้ง 2 มาตราส่วนไม่สามารถทาบกันได้สนิท เพราะใช้วิธีการจัดทำที่แตกต่างกัน

ที่มาของภาพ, MFA

คำบรรยายภาพ, เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศที่เผยแพร่เมื่อปี 2554 อธิบายเหตุที่ทำให้แผนที่ทั้ง 2 มาตราส่วนไม่สามารถทาบกันได้สนิท เพราะใช้วิธีการจัดทำที่แตกต่างกัน

ข้อมูลอีกชุดหนึ่งของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ระบุว่ากรมแผนที่ทหารร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ผลิตแผนที่ L708 ในปี 2510 ต่อมาพัฒนาร่วมกับสหรัฐฯ เป็นฉบับ L7017 ในปี 2514 และฉบับล่าสุดที่ใช้ในปัจจุบันคือ L7018 ซึ่งพัฒนาโดยไทยและทำเสร็จในปี 2545

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมแผนที่ทหารเข้าให้ข้อมูลกับ กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อไม่นานนี้ว่าแผนที่ L708 ถูกนำมาใช้ครั้งแรกด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในปี 2508

ทว่าแผนที่ดังกล่าว สหรัฐฯ ก็ทำให้พันธมิตรที่ช่วยกันขับไล่คอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นหลายประเทศด้วยกัน เช่น เวียดนามใต้ได้รับแผนที่ฉบับ L7014, ลาวได้รับแผนที่ฉบับ L7015, ส่วนกัมพูชาได้รับแผนที่ฉบับ L7011 และ L7016

"แผนที่ต่อมาตราส่วน 1:50,000 นี้ แม้สหรัฐฯ แจกจ่ายให้กับแต่ละประเทศก็ตาม แต่มันไม่ได้เกิดจากข้อตกลงของประเทศเหล่านั้น เขาเลยเขียนเอาไว้ในทุก ๆ ระวางของแผนที่ว่า 'แนวแบ่งเขตระหว่างประเทศไทยในแผนที่ระวางนี้ต้องไม่ถือเป็นกำหนดเป็นทางการ' แปลว่าให้ทหารรับทราบในเวลาที่เห็นเป็นเส้นเขตแดน [ในแผนที่ดังกล่าว] 'มันไม่ใช่นะ' ภาษาทหารเขาเรียกว่า 'ให้ยึดเป็นเส้นแนวปฏิบัติการ' หากเลยจากนี้ ถือไม่ใช่ของไทยแล้ว" นายสุภลักษณ์ อธิบายกับบีบีซีไทย

ข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหาร

เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งทหารขึ้นไปประจำฐานที่มั่นบนปราสาทเขาพระวิหารในปี 2492 จากข้อมูลที่ รศ.ดร.จุฬาพร เอื้อรักสกุล เขียนไว้ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้ปกครองกัมพูชาได้ส่งหนังสือประท้วงทางการไทยหลายฉบับด้วยกัน โดยบอกว่าตัวปราสาทตั้งอยู่ในเขตแดนกัมพูชาและขอให้ไทยถอนผู้ดูแลปราสาทออกไป แต่ไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายไทย และเมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี 2496 ทางรัฐบาลกัมพูชาก็ส่งหนังสือท้วงถามและอ้างสิทธิของกัมพูชาด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้รับคำตอบจากทางรัฐบาลไทย

การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารเริ่มต้นขึ้นในปี 2501 ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมของประชาชนบริเวณสนามหลวงในวันที่ 7 ก.ย. 2501 ที่ตึงเครียด ซึ่งมีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลกัมพูชาและเคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตกัมพูชาจนเกิดการปะทะกับตำรวจ และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดทำให้ทางกัมพูชาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในวันที่ 24 พ.ย. 2501 จนกระทั่งผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติใกล่เกลี่ยให้คืนดีกันได้ในปี 2502 ทว่ายังคงมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง

ปราสาทเขาพระวิหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images

จากนั้นพระบาทสมเด็จนโรดมสีหนุแห่งกัมพูชาทรงยื่นฟ้องคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในปี 2502 เพื่อขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดว่า

  • อธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
  • ให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร
  • ขอให้ตัดสินชี้ขาดเขตแดนไทย - กัมพูชา
  • สถานะของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ระวางดงรัก ที่ผนวกท้ายคำฟ้องของกัมพูชา มีผลผูกพันประเทศไทย
  • ขอให้รัฐบาลไทยส่งคืนประติมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณสถาน รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทยนับแต่ปี 2497 ให้แก่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

ฝ่ายไทยในเวลานั้นอยู่ภายใต้รัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งขึ้นมาสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

จอมพลสฤษดิ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นทนายสู้คดี พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชน "ผู้รักชาติ" บริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อช่วยกันสู้คดี อย่างไรก็ดี นายทหารผู้นี้ก็ถูกมองว่าฉวยใช้โอกาสนี้เรียกคะแนนจากการกระตุ้นกระแสชาตินิยมในชาติด้วย เนื่องจากเพิ่งยึดอำนาจรัฐบาลชุดก่อนมาได้ไม่นาน

ฝ่ายไทยต่อสู้ด้วยการยืนยันว่าแผนที่ที่กัมพูชาอ้างถึงในคำขอท้ายคำฟ้อง ไม่ได้เป็นเอกสารที่ผูกพันคู่กรณี ไม่ว่าจะโดยผลของสนธิสัญญาหรือด้วยเหตุอื่นใด และไทยกับกัมพูชาไม่เคยถือว่าเส้นเขตแดนที่ลากในแผนที่ดังกล่าวเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศในบริเวณเขาดงรัก ทว่าควรยึดตามสันปันน้ำในบริเวณดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904

รวมถึงยังยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่มีเกิดคดีความนี้ขึ้น ประเทศไทยได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ในบริเวณปราสาทพระวิหารแต่ผู้เดียว โดยกัมพูชาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่ทางกัมพูชาอ้างว่าเหตุผลที่ไม่ได้ส่งทหารเข้าไปดูแลปราสาท เป็นเพราะไม่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ทว่าสุดท้ายแล้ว คำพิพากษาของศาลโลกในปี 2505 ไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้พิพากษาว่าเขตแดนจำเป็นต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 แต่ศาลพิพากษาด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่าปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

ด้านจอมพลสฤษดิ์เอง ออกมาแถลงต่อสาธารณชนว่าจำเป็นต้องยอมรับคำพิพากษา เพราะประเทศต้องทำตามพันธกรณีสหประชาชาติ แต่เขาก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า "ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นของไทย กลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้ได้"

ผลของคำพิพากษาศาลโลก คดีเขาพระวิหาร

รศ.ดร.จุฬาพร เขียนไว้ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้าว่า ผลสืบเนื่องของคำพิพากษาดังกล่าวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศส่งผลต่อเนื่องต่อสังคมไทย 2 ประการด้วยกัน

ประการแรก ผู้นำและคนไทยส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าถูกแย่งชิงปราสาทเขาพระวิหารไปอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากเห็นว่าแผนที่ที่กำหนดเส้นเขตแดนบริเวณนั้น ถูกกำหนดโดยฝรั่งเศสซึ่งมีความได้เปรียบ ทั้งเพราะความเป็นมหาอำนาจและความรู้เรื่องแผนที่ และยังมีการชุมนุมเพื่อประท้วงคำพิพากษาในเวลาต่อมาด้วย โดยอารมณ์และทัศนะดังกล่าวยังคงหลงเหลือต่อมาเมื่อกรณีปราสาทเขาพระวิหารถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยทั่วไป

ภาพการเดินขบวนประท้วงคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันที่ 20 มิ.ย. 2505 เผยแพร่อีกครั้งในหนังสือเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ลัทธิชาตินิยม-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา โดย ศ. พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มาของภาพ, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

คำบรรยายภาพ, ภาพการเดินขบวนประท้วงคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันที่ 20 มิ.ย. 2505 เผยแพร่อีกครั้งในหนังสือเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ลัทธิชาตินิยม-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา โดย ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ประการที่สอง มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2505 ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วยการคืนเฉพาะตัวปราสาท โดยรัฐบาลไทยซึ่งนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะนั้น และในเวลาต่อมายึดถือว่าคำพิพากษานี้มิได้ชี้ขาดในเรื่องแนวเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าว

ทว่าในเวลาต่อมา รัฐบาลกัมพูชายึดว่าศาลโลกได้พิพากษากำหนดเส้นเขตแดนบริเวณนั้นแล้ว (ตามแผนที่ของคณะกรรมการปักปันผสมที่ทางกัมพูชาใช้ในการฟ้องคดี)

รศ.ดร.จุฬาพร ระบุว่าการตีความคำพิพากษาต่างกันนี้ ทำให้ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในพื้นที่บริเวณใกล้ตัวปราสาททับซ้อนกัน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณเนินหรือเชิงเขาด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาท และปัญหาเส้นเขตแดนบริเวณนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาสืบต่อมา

ภาพพ่นสีสเปรย์ผนังบ้านหลังหนึ่งในบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดกระทบกระทั่งชายแดนรอบล่าสุด ระหว่างมวลชนชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย ภาพนี้ถ่ายโดยนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568

ที่มาของภาพ, Courtesy of Supalak Ganjanakhundee

คำบรรยายภาพ, ภาพพ่นสีสเปรย์ผนังบ้านหลังหนึ่งในบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดกระทบกระทั่งชายแดนรอบล่าสุด ระหว่างมวลชนชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย ภาพนี้ถ่ายโดยนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568

ด้านสุภลักษณ์เสริมว่า แผนที่มาตรา 1:50,000 เข้ามาสู่การรับรู้ของประชาชนคนไทยนับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร เนื่องจากการอธิบายปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การชี้แจงต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับทางกองทัพ และทหารเองก็จำเป็นต้องอธิบายโดยอิงตามแนวเส้นปฏิบัติการที่ยึดตามแผนที่ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับฝ่ายกัมพูชาที่ใช้แผนที่มาตรส่วนนี้ในปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน เนื่องจากเป็นแผนที่ที่มีความแม่นยำในเรื่องระยะทาง

"เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าแผนที่มีหลายแบบ แต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน แผนที่ 1:200,000 ไม่มีใครเอามาใช้ในทางทหาร เพราะยิงไปก็ตกหลังคาบ้านใครไม่รู้"

"แผนที่นี้ (หมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1:50,000) เลยกลายเป็นความถูกต้องสากลสำหรับคนไทย กลายเป็นแผนที่ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องเขตแดน ทั้งที่มันเป็นแผนที่ที่ใช้ในปฏิบัติการทางทหาร แต่แผนที่ที่กำหนดเขตแดน คือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และไทยก็ไม่เคยนำแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 อธิบายในศาลโลก แต่ใช้อธิบายกับมวลชนที่ต้องการปราสาทเขาพระวิหารคืนมาว่าหลังจากเราแพ้คดี รัฐบาลไทยได้กำหนดขอบเขตปราสาทเขาพระวิหารให้ใหม่โดยใช้แผนที่ 1:50,000 มาเป็นฐาน และประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารมาเป็นของไทย" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

ความขัดแย้งจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2556 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวนประมาณ 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณถนนพิษณุโลก ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือขอให้ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรณีข้อพิพาทพื้นที่เขาพระวิหาร เพื่อเป็นการรักษาอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

ที่มาของภาพ, ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2556 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวนประมาณ 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณถนนพิษณุโลก ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือขอให้ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรณีข้อพิพาทพื้นที่เขาพระวิหาร เพื่อเป็นการรักษาอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

ในปี 2550 กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก แต่ไทยมีปัญหาว่าแผนที่ที่กัมพูชาแนบท้ายว่าเป็นอาณาบริเวณของพระวิหารนั้นได้ ได้ขีดเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในบริเวณทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ไทยจึงคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

จากนั้นในปี 2551 มีการเจรจาแบบทวิภาคี ฝ่ายไทยนำโดยนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศของไทย หารือร่วมกับ นายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และได้ข้อตกลงว่าทางกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนเพียงแค่ตัวปราสาทเท่านั้น

ทว่า กลุ่มชาตินิยมในขณะนั้นซึ่งนำโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ) ได้เคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับไล่นายนพดล เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับผลการเจรจาดังกล่าว เพราะเห็นว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย

ขณะเดียวกัน ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด

สุดท้าย ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในวันที่ 8 ก.ค. 2551 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น จนเกิดการปะทะระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายบริเวณชายแดนเขาพระวิหารช่วงปี 2551-2554 หลายวาระด้วยกัน

ในปี 2554 กัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลกอีกครั้งเพื่อขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเดิมในปี 2505 โดยขอให้วินิจฉัยว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของฝ่ายกัมพูชาด้วยหรือไม่ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกไปจากพื้นที่

ต่อมาในปี 2556 ศาลโลกพิพากษาให้พื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา และไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรอยู่ในเขตของฝ่ายใด

Chamlong Srimuang (C), a leader of the P
Chamlong Srimuang (C), a leader of the People's Alliance for Democracy (PAD) addresses the crowd during a rally by demonstrators from Thailand's royalist "Yellow Shirt" movement in Bangkok on November 15, 2009. Thousands of royalist demonstrators protested in Bangkok against a visit to Cambodia by their arch-foe, fugitive former premier Thaksin Shinawatra. The group said it had called the rally to express outrage at the neighbouring country's appointment of Thaksin as an economic adviser and Phnom Penh's refusal to extradite him during his four-day trip there this week. AFP PHOTO / Christophe ARCHAMBAULT (Photo credit should read CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
Members of People's Alliance for Democracy fight with local villagers during clashes near a disputed temple on the Cambodian border, northeastern Thailand on September 19, 2009. Dozens of people were wounded as Thai "Yellow Shirt" protesters clashed with local police and villagers near a disputed temple on the Cambodian border, the army said. Around 5,000 demonstrators from the PAD broke through barricades and gathered at the foot of the 11th century Preah Vihear temple, the scene of several deadly battles between Thai and Cambodian troops over the past year, an army spokesman said. AFP PHOTO/STR - - Thailand out - - (Photo by AFP) (Photo by STR/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองทัพบกกล่าวว่าในวันที่ 19 ก.ย. 2552 มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคนจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วง "เสื้อเหลือง" หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับตำรวจท้องถิ่น และชาวบ้านใกล้ปราสาทพระวิหารที่เป็นข้อพิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา

ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขียนบทความเรื่อง กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า และวิเคราะห์ว่ากรณีพิพาทปราสาทพระวิหารซึ่งปะทุช่วงปี 2551 เป็นต้นมานั้น เกี่ยวเนื่องกับการเมืองภายในประเทศของไทยอย่างไร

นักวิชาการผู้นี้อธิบายว่า ในวันที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ส่งผลให้ประเด็นเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารยิ่งเพิ่มความเข้มข้นยิ่งในการเมืองไทย โดยประเด็นนี้ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ นำมาขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย

ต่อมาพบว่าในวันที่ 29 ก.ย. 2552 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก และนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติชี้มูลความผิดคดีเขาพระวิหาร โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 6 ต่อ 3 ว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยต่อมา ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด และคดีมีการส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผศ.ดร.ชาติชาย บอกว่า สาเหตุของการปะทุขึ้นของปัญหาความขัดแย้งในกรณีปราสาทเขาพระวิหารในปี 2551 นั้น "หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่าเป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในของสังคมไทยที่มีการใช้ประเด็นชาตินิยม มาปลุกเร้าเพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลและคนไทยด้วยกัน"

ด้าน ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ในหนังสือเรื่องปราสาทเขาพระวิหารฯ ว่า วาทกรรม "เสียดินแดน" นั้นถูกปลูกฝังมา 3-4 ชั่วอายุคนจนฝังรากลึก และการเกิดขึ้นของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ถือว่าชนชั้นกลาง "ถูกปลุกระดมเป็นครั้งที่ 3" ด้วยการนำอำมาตยาเสนาชาตินิยม (military-bureaucratic nationalism) มาเจือปนกับราชาชาตินิยม (royal nationalism) "เพื่อโจมตีหรือโค่นล้มรัฐบาลนอมินีสมัครกับระบอบทักษิณ" ซึ่งสุดท้ายจุดติดจนกลายเป็นไฟลามทุ่งในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์บทความชุด MOU 43, 44 คืออะไร ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ตอน บทความตอนที่ 3 เกี่ยวกับที่ความเป็นมาของ MOU ทั้งสองฉบับ จะเผยแพร่ในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค.)