MOU 43, 44 คืออะไร (ตอนที่ 4/4): ข้อดี-ข้อเสีย หากยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ

ที่มาของภาพ, THAINEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เข้าสู่บทความตอนสุดท้ายของซีรีส์ชุด MOU 43, 44 คืออะไร โดยบทความนี้จะเน้นไปที่เหตุผลของฝ่ายที่ต้องการยกเลิกและไม่ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ รวมถึงตอบคำถามว่าการยกเลิกทำได้โดยไม่ต้องมีประชามติหรือไม่
ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยนำเสนอบทความไปแล้วสามตอนด้วยกัน ซึ่งมีเนื้อหาอธิบายที่มาของแผนที่สำคัญสองฉบับ นั่นคือแผ่นที่อัตราส่วน 1:200,000 และแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 รวมถึงรายละเอียดที่ปรากฏใน MOU ทั้งสองฉบับและเนื้อหาเชิงเทคนิคของตัวบันทึกความเข้าใจฯ เอง
MOU 2543 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก
ขณะที่ MOU 2544 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยตัวเลขพ่วงท้ายหมายถึงปีที่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาจะเรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001 ซึ่งเป็นปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) แทน
เหตุผลของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิก MOU 43, 44
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ว่าขณะนี้กำลังรอผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร
เขาบอกว่า หากผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ ชุดดังกล่าวออกมามีความชัดเจนว่าไม่ต้องศึกษา ก็อาจจะยกเลิกได้เลยโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจอยู่ที่ ครม.
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีก็ให้ความเห็นด้วยว่า "ถ้า MOU ทั่วไปจะเขียนว่าภายใน 2 ปี หากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็ต้องถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ดังนั้น ต้องดูบริบทใน MOU 43, 44 ว่ามีการกำหนดให้มีการสิ้นสุดไปของ MOU นี้หรือไม่อย่างไร หากไม่มีการกำหนดเลย ก็จะบอกว่าทำไม 20 ปี ยังไม่มีความเข้าใจ ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ แล้วจะเก็บไว้ทำไมถ้าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ ถ้าประเทศไทยได้ประโยชน์ ก็จะเก็บ แต่ถ้าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ ก็จะเลิก"
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ให้เหตุผลว่า MOU 43 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และมันตอกย้ำสถานภาพแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้น "โดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว" และบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับดังกล่าวยังเป็น "แรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทยมากขึ้น เพราะหวังจะได้ดินแดนเพิ่ม" รายงานของสำนักข่าวนิวส์วัน (NEWS1) ระบุ
อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านสามารถกลับไปทำความเข้าใจที่มาของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ได้ที่บทความตอนแรกของชุดบทความนี้
นายปานเทพมองว่าประเทศไทยประท้วงการละเมิด MOU 43 ของฝ่ายกัมพูชาไปแล้วกว่า 600 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ในทางกลับกันฝ่ายกัมพูชา "ใช้ทั้งทหารและพลเรือนเป็นเกราะให้ทหารอีกที มาโวยวายว่าทหารไทยทำร้ายพลเรือนกัมพูชาและรุกล้ำแผ่นดินกัมพูชาตามแผนที่ 1:200,000 โดยหยิบยกคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 และปี 2556 มาประกอบ"
เขายังอ้างว่ากัมพูชากำลัง "เริ่มรุกรานบริเวณ จ.ตราด ใกล้เกาะกูด" ซึ่งมีกาสิโน บ่อนการพนัน และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อีกมากมาย
ในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 8 นายปานเทพให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าสำหรับข้อกังวลว่าหากยกเลิก MOU แล้วจะยิ่งทำให้กัมพูชาดึงไทยไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกนั้น เขาเห็นว่าไม่มีความเป็นไปได้ เพราะไทยไม่ได้ยอมรับอำนาจศาลมานานมากแล้ว
นายปานเทพยังบอกด้วยว่า ไทยควรใช้สิทธิตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1969 เพื่อยกเลิก MOU โดยอ้างอิงมาตรา 60 ที่ระบุว่าการละเมิดสนธิสัญญาทวิภาคีอย่างร้ายแรงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้ฝ่ายอื่นมีสิทธิอ้างการละเมิดดังกล่าวเป็นเหตุผลในการยุติสัญญา หรือระงับการดำเนินการของสนธิสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วน
เขามองว่าเหตุการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งล่าสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน บ้านเรือน และโรงพยาบาล รวมถึงการใช้อาวุธที่ไม่มีความแม่นยำ การวางทุ่นระเบิด และการเป็นแหล่งอาชญากรทางเทคโนโลยี ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงมากแล้ว และรัฐบาลไม่ควรซื้อเวลาต่อไปอีก

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ให้เหตุผลว่า MOU 43 มีสาระหลักคือ ต้องร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่าง ๆ ที่ระบุไว้ เช่น อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปีต่าง ๆ โดยเขามองว่าเอกสารเหล่านั้นรับรองแผนที่ 1:200,000 ซึ่ง "ฝรั่งเศสจัดทำโดยฝ่ายเดียว" และมีความผิดพลาดอย่างมาก "จากเส้นสันปันน้ำจริง" โดยเฉพาะแผนที่ระวางดงรัก
เขามองว่าที่ผ่านมา ฝ่ายไทยปฏิเสธแผนที่ฉบับนี้มาโดยตลอด "เพราะมีโอกาสทำให้ฝ่ายไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา" และการใช้เทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) "เพื่อจัดทำแผนที่ใหม่" ก็ยิ่งทำให้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มีความละเอียดมากถึงมาตราส่วน 1:25,000 และไม่รับประกันว่าฝ่ายกัมพูชาจะยอมรับสันปันน้ำภายใต้เทคโนโลยีใหม่นี้
ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) ครั้งที่ 6 จัดขึ้นในวันที่ 14 มิ.ย. ปี 2568 ณ กรุงพนมเปญ เพิ่งเห็นชอบให้นำเทคโนโลยีไลดาร์มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
นอกจากนี้ MOU 43 ก็ไม่สามารถระงับข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายได้จริง เนื่องจาก นพ.วรงค์เห็นว่า "ฝ่ายกัมพูชาได้พูดในที่ประชุมอย่างหนึ่ง และปฏิบัติจริงอีกอย่างหนึ่ง"
ส่วน MOU 44 ปัญหาหลัก ๆ ในทัศนะของเขาคือ การที่ไปยอมรับการมีอยู่ของเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชาที่ผ่านหรืออ้อมเกาะของอีกประเทศหนึ่ง และไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเขาบอกว่า "เรื่องแบบนี้ไม่มีประเทศไหนในโลกยอมกัน"
"มีข้อกังวลจากบางท่านว่า ถ้ามีการยกเลิก MOU จะไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่ผูกมัดว่ากัมพูชาจะต้องมาเจรจากับไทย และมีโอกาสที่จะถูกนำเสนอต่อศาลโลก ในความเป็นจริงแล้ว กรอบการเจรจา JBC (ตกลงกันปี 2540) และ GBC /RBC (มีข้อตกลงปี 2538) นั้นยังอยู่ ยังไม่ได้ถูกยกเลิก ถ้าทั้งสองประเทศพร้อมก็สามารถกลับมาเจรจากันได้ และในความเป็นจริงการเจรจาว่าระหว่างประเทศบางประเทศเราก็ไม่มี MOU เช่นการเจรจากับประเทศมาเลเซีย จนเหลือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 7,000 ตารางกิโลเมตร ในที่สุดก็ได้มาพัฒนาร่วมกัน ไม่ได้มีการใช้ MOU เลย" นพ.วรงค์กล่าวในเพจเฟซบุ๊ก
อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ เห็นว่าการนำเรื่องนี้ไปทำประชามตินั้น "เป็นการโยนภาระให้กับประชาชน" แม้นายอนุทินปฏิเสธว่าไม่ใช่ก็ตาม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติด่วนที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา MOU43, 44 ในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ระบุในบทวิเคราะห์ว่ากรณีที่ควรยกเลิก MOU 43 เป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ กำหนดให้ไทยและกัมพูชาต้องสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามเอกสารสำคัญ 3 ชุด คือ อนุสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904, สนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 และแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการผสมตามหนังสือสัญญาทั้ง 2 ชุด นั่นก็คือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่ง "กำหนดให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา"
"และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ประกอบการตัดสินคดีในปี ค.ศ. 1962 ว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในพื้นที่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา อีกทั้งการตีความคำพิพากษานั้นในปี ค.ศ. 2013 ตามคำร้องของฝ่ายกัมพูชาภายหลังการพิพาทกัน ครั้งล่าสุดยังได้สำทับอีกว่าพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขาในชื่อเดียวกันกับตัวปราสาทก็อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาด้วย" เอกสารดังกล่าว ระบุ
ส่วน MOU 44 มีข้อบกพร่องตรงที่ไปให้การยอมรับ "การกำหนดไหล่ทวีปที่ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศใด ๆ ของฝ่ายกัมพูชา" ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิเกินกว่าสิ่งที่พึงมีพึงได้ ทำให้เกิดพื้นที่ที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันมีขนาดใหญ่เกินไป อาจจะทำให้ไทยต้องแบ่งทรัพยากรที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิเอาว่าเป็นของตนนั้นไปให้กัมพูชาด้วย
ข้อกังวลอีกประการหนึ่งของฝ่ายที่คัดค้าน MOU 44 คือ กัมพูชาได้กำหนดเขตไหล่ทวีปเข้ามาในเขตที่ใกล้กับเกาะกูด ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะ "เสียดินแดน" ส่วนนี้ไปให้กัมพูชา ทั้ง ๆ ที่สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1907 ได้กำหนดเอาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเกาะกูดเป็นของไทย
ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถอ่านทำความเข้าใจเรื่องเกาะกูดได้ในบทความตอนที่ 3 ซึ่งบีบีซีไทยเผยแพร่ไปแล้วก่อนหน้านี้
เหตุผลของฝ่ายที่บอกว่า ไม่ควรยกเลิก MOU43, 44
เช่นเดียวกัน ในเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติด่วนที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา MOU43, 44 ในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ก็ได้ให้ความเห็นของกลุ่มผู้ไม่ต้องการให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับไว้ด้วย
ฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรยกเลิก MOU ให้ความเห็นว่าการบอกเลิกเพิกถอนบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ ไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการยกเลิกเอาไว้ ดังนั้น จากหลักทั่วไปของหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การบอกเลิกต้องได้รับความยินยอมจากคู่ภาคี เว้นเสียแต่ว่าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีการละเมิดพื้นฐานของหลักการอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้การบังคับใช้เป็นไม่ได้อย่างแน่แท้
"จริงอยู่ว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนถึงขั้นใช้กำลังทหารกัน แต่นั่นถือว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจอย่างร้ายแรงหรือไม่" รายงานดังกล่าว ระบุ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดเหตุปะทะกันระหว่างสองประเทศ ทั้งคู่ก็กลับมาเปิดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาท นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU 43 ยังเป็นหนังสือสัญญาที่บังคับใช้สำหรับเขตแดนทางบกได้อยู่
"ที่สำคัญที่สุด คือ ฝ่ายที่ต้องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ ไม่ได้ให้หลักประกันว่าจะมีฉบับใหม่ที่ดีกว่านี้ขึ้นมาทดแทนอย่างไร หรือมีกลไกอื่นใดที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้"
ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการยกเลิกเห็นว่า MOU 43 และ MOU 44 ไม่ใช่ข้อตกลงที่มอบอำนาจหรืออธิปไตยให้กัมพูชา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและทางบก และเปิดช่องให้มีการเจรจาในอนาคต
"เป็นหลักประกันของไทยที่จะมีสิทธิ์ร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ทับซ้อน ไม่เสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากไทยยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่มีกรอบหรือแนวทางรองรับที่เหมาะสม จะทำให้ไทยสูญเสียสถานะการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศทันที ขณะที่กัมพูชาอาจหันไปเจรจากับประเทศที่ 3 แทน ซึ่งอาจทำให้ไทยพลาดโอกาสในการร่วมลงทุนและแบ่ง ผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" รายงานดังกล่าว ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านนายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ให้ความเห็นว่าการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับจะทำให้ไทยเสียเปรียบเข้าทางกัมพูชา และยืนยันว่าบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับนั้นเป็นเพียงกรอบการเจรจา ไม่ใช่ "สัญญาเสียดินแดน"
เขาอธิบายว่าในอดีตเคยมีการประชุม JBC เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่การเจรจาไม่มีทิศทาง จึงได้สร้าง MOU 43 ขึ้นมา เพื่อให้การพูดคุยมีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้น และในเมื่อปัจจุบันกัมพูชาเป็นฝ่ายที่กำลังละเมิดข้อตกลงใน MOU 43 อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าห้ามเปลี่ยนแปลง หรือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีตามกรอบ JBC เพื่อนำเรื่องไปสู่เวทีอื่น เช่น ศาลโลก ดังนั้น "ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางเขา"
"พูดให้เข้าใจง่าย ๆ MOU43 คือเงื่อนไขสำคัญที่ยังดึงให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจากับไทย"
"หากเราเป็นฝ่ายยกเลิก MOU ตอนนี้ ก็จะเข้าทางเขาเลย เพราะเท่ากับเราปลดปล่อยเขาออกจากพันธกรณีที่ต้องคุยกับเราในโต๊ะเจรจา การที่เรายังยืนยันใน MOU นี้ ก็เพื่อจะชี้ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง" นายรัศม์ กล่าว
ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นประธาน กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์กับสื่อขณะนำคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ลงพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า หากยกเลิก MOU 43, 44 โดยไม่มีกรอบการพูดคุยอย่างเป็นทางการแบบทวิภาคีใหม่ที่ชัดเจน ก็มีความเสี่ยงว่าฝ่ายกัมพูชาอาจใช้ช่องว่างนี้เพื่อนำข้อพิพาทเขตแดนไปสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลโลก ซึ่งไม่สามารถทราบได้เลยว่าผลตัดสินจะออกมาเป็นคุณแก่ฝ่ายใด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในเวลาเดียวกัน ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทูเดย์ (TODAY) ว่า MOU 43 คือการสำรวจสิ่งที่ไม่มีพิกัดภูมิศาสตร์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยใช้ฐานจากแผนที่ที่มีการปักปันอยู่แล้วตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 รวมถึงเอกสารอื่น ๆ และแผนที่หลายชุดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงไม่ใช่การเขียนแผนที่ขึ้นมาใหม่
เขาอธิบายว่า MOU 43 คือการที่ไทยและกัมพูชามาพูดคุยกันว่าเส้นเขตแดนที่มีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และหลักเขตแดนที่ปักในสมัยรัชกาลที่ 6 ยังดีอยู่ไหม โดยการดำเนินงานทำตามกรอบ TOR ที่เกิดจากข้อตกลง MOU 43
ส่วน MOU 44 เขาระบุว่าเป็นคนละเรื่องกับ MOU 43 ไม่สามารถนำมาปนกันได้ และเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเขตแดนทางบกไม่ได้ส่งผลต่อไหล่ทวีปในทะเล
นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดรุกล้ำเขตแดน เคลื่อนทัพเข้ามาพื้นที่ฝั่งไทย หรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบการพูดคุยกลไกระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไก JBC ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดนตามกรอบ MOU 43
ดังนั้นหากเกิดการละเมิดในกลไกอื่น ก็ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าไปยังกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาบอกว่าเป็นการละเมิด MOU 43 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
ผศ.อัครพงษ์ มองว่าประชามติเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่คำถามต้องมีความถูกต้อง ประชาชนต้องได้ข้อมูลรอบด้าน รวมถึงคาดการณ์ผลที่จะตามมา "เหมือนหมอที่ต้องให้ข้อมูลญาติก่อนผ่าตัด" แต่ความซับซ้อนของบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ "อาจเป็นคำตอบว่าเรื่องนี้ไม่ควรทำประชาติหรือไม่"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ย้อนกลับไปในปี 2553 ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเขียนบทความลงประชาไท ระบุว่า แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสชุดนี้มีทั้งหมด 11 ระวาง ครอบคลุมเขตแดนทางบกด้านตะวันออกของไทย ตั้งแต่ลาวลงมาถึงกัมพูชา (ตอนเขาดงรักหรือบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็น 1 ใน 11 ระวาง) ฉะนั้น แผนที่ชุดนี้จึงไม่ได้ถูกใช้เป็นเอกสารในการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ในการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ลาวด้วย
"หากฝ่ายไทยขอยกเลิก MOU 43 กับกัมพูชา ด้วยเหตุผลว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่ชุดนี้ ก็อาจกระทบต่อการปักปันเขตแดนที่กระทำร่วมกับลาวด้วย" ศ.ดร.พวงทอง ชี้
ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ โดยไม่ต้องทำประชามติได้หรือไม่
ด้าน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.ให้ความเห็นในเฟซบุ๊กว่าไม่ควรทำประชามติเรื่อง MOU ทั้งสองฉบับ เนื่องจากด้วยข้อเท็จจริงคือ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะถกเถียงข้อดี-ข้อเสีย ในเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วไป เนื่องจากรายละเอียดทั้งหมดมีข้อมูลด้านความมั่นคงที่เพื่อนบ้านไม่ควรรับรู้ ระดับชั้นของข้อมูลเป็น "ความลับราชการ"
"ยังมีประเด็นอีกว่า ทั้งสองประเทศยังดำเนินการเจรจากันอยู่ หากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาอธิบายก็จะอธิบายได้แค่เพียง 'ท่าทีการเจรจา' ที่ไทยใช้กับกัมพูชาเท่านั้น คงไม่สามารถมาอธิบายเป็นการสาธารณะได้ว่า ท่าทีไทยจะได้เปรียบในจุดไหน หรือฝ่ายไทยจะยอมกัมพูชาในจุดใดได้บ้าง ซึ่งก็เป็นสภาพของการเจรจาโดยทั่วไป" เขากล่าว
อาจารย์จาก มธ. ผู้นี้จึงเห็นว่าในการออกเสียงประชามติ ประชาชนจะได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อมูลสำคัญ ๆ รวมถึง ข้อมูลบางส่วนที่ระบุว่าฝ่ายไทยได้เปรียบอย่างไรบ้าง
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ สส.พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยวาจา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ต.ค. โดยอ้างอิงนิด้าโพลที่พบว่าประชาชนร้อยละ 69 ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อสอบถามว่ารัฐบาลมีแผนจัดทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้การยกเลิก MOU ขัดต่อกฎหมายประชามติที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติจะต้องไม่ถูกชี้นำ และรัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องให้ความรู้และเปิดให้มีการแสดงความเห็นอย่างรอบด้านทั่วถึง โดยต้องคำนึงว่ากัมพูชาจะไม่รู้ข้อเสียเปรียบ-ได้เปรียบของไทย
เขายังถามว่าหากมีการยกเลิก MOU รัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันความเสียหายอย่างไร หรือมีมาตรการใดที่ดีกว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับในการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงมีมาตรการใดในการป้องกันความเสียหายจากกรณีเอกชนที่เซ็นสัญญาสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เอาเรื่องไปฟ้องอนุญาโตตุลาการ เพื่อเรียกค่าเสียหายกับประเทศไทย
นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านยังถามด้วยว่า หากรัฐบาลเดินหน้าจัดทำประชามติที่สุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย และอาจมีผู้ร้องว่ากระบวนการทำประชามติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำให้ประชามติเป็นโมฆะ แล้วรัฐบาลจะเดินหน้าต่อจริงหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านนายสีหศักดิ์ ตอบกระทู้ของนายณัฐพงษ์ว่า MOU เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอธิปไตยเขตแดน และประชาชนควรมีส่วนในการแสดงความเห็นในการดำเนินการ จึงเป็นที่มาของการทำประชามติ ส่วนวิธีการดำเนินการต้องให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ ศึกษาให้ดี เพราะเป็นเรื่องสำคัญและมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
เขายืนยันว่ารัฐบาลคำนึงถึงการให้ข้อมูลข่าวสารและการเยียวยาภาคเอกชน โดยในสัปดาห์หน้า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้
รมว.ต่างประเทศบอกว่าตนเองน้อมรับข้อคิดเห็นของผู้นำฝ่ายค้านที่จะหารือในรายละเอียด คำนึงถึงทุกประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีความชัดเจนแล้วถึงแผนการในการดำเนินการ ก็จะมาชี้แจงที่รัฐสภาครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังให้ความสำคัญว่าอะไรคือแผนรองรับ หากไม่มี MOU เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของชาติได้รับผลกระทบ
ส่วนนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลเพื่อไทย บอกว่ารัฐบาลนายอนุทิน "พยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมือง โดยผลักภาระไปให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจเองได้ เพราะเป็นเรื่องนโยบายการบริหารประเทศ"
เขาเห็นว่ารัฐบาลสามารถตัดสินยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้เลย โดยไม่ต้องทำประชามติ แต่อย่าลืมว่าบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับนั้นผ่านการตกผลึกโดยหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันมานานกว่า 20 ปี และที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวเพื่อเป็นกรอบในการเจรจาเรื่องเขตแดนกับกัมพูชา
อดีต รมว.ต่างประเทศ เห็นว่าหากยกเลิก MOU ก็แสดงว่าต้องกลับไปเริ่มการเจรจาปักปันเขตแดนกับกัมพูชาขึ้นใหม่ แต่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชาเหมือนในอดีต ซึ่ง "รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบด้วย"












