รถไฟฟ้าสายสีส้ม : เปิดปม 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี ที่ชูวิทย์เขย่าภูมิใจไทยมีที่มาอย่างไร

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ

ปมข้อพิพาทในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง และกระทบความน่าเชื่อถือของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย (ภท.) ที่กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ประเด็นร้อนนี้ถูกนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสาธารณะและสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา ถือเป็นประเด็นเปิดโปงล่าสุด ต่อจากเรื่องกลุ่มทุนจีนสีเทา และเครือข่ายเว็บพนันที่มีตำรวจไซเบอร์พัวพันไปก่อนหน้านี้

ครั้งนี้ นายชูวิทย์ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในการประกวดราคาก่อสร้างโครงการขนส่งมวลชนสายดังกล่าวที่ กระทรวงคมนาคมที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลเป็นเจ้าภาพ มีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ โดยเฉพาะในขั้นตอนการประกวดราคา การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ร่างขอบเขตของงานหรือ TOR หลังเปิดซองราคาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์เรื่องนี้มักปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการหยิบยกข้อกังขาต่าง ๆ มาพูดถึงเป็นระยะ บีบีซีไทย ประมวลเนื้อหาที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับปมข้อพิพาทมาเล่าดังนี้

มูลเหตุแห่งข้อพิพาท

"มหากาพย์" ข้อพิพาทระหว่างผู้ร่วมประมูลรับเหมาก่อสร้างโครงการอย่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เกิดขึ้นนับตั้งแต่ 3 ก.พ. 2564 เมื่อ รฟม. ยกเลิกการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวว่า "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย"

แนวทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 3 ก.ค. 2563 รฟม. ได้ประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร รวม 29 สถานี ในขณะนั้นมีเอกชนผู้ยื่นซองประมูลเพียง 2 ราย คือ BTSC และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BEM

ทว่า หลังการปิดซองประมูลไปแล้ว บริษัท อิตาเลี่ยนไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ทำหนังสือส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อขอให้ทบทวนวิธีการคัดเลือกผู้นำเสนอ ว่าไม่ควรดูเรื่องทางการเงินเพียงอย่างเดียว และทาง สคร. ได้ส่งเรื่องให้ผู้ว่า รฟม. พิจารณาเรื่องนี้ โดย สคร. มีมติให้ปรับเปลี่ยน TOR ใหม่โดยให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์การเงินเป็นหลัก

สู่คำตัดสินศาลปกครองสูงสุด

ต่อมา BTSC ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการฯ เป็นจำเลย ให้เพิกถอนมติดังกล่าว พร้อมขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการคัดเลือก

กระทั่ง 19 ต.ค. 2563 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและให้กลับไปใช้เกณฑ์การคัดเลือกเดิม แต่ทาง รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกฯ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอระงับคำสั่งของศาลปกครองกลางที่สั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่

ความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มสถานีมีนพัฒนา

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ

คำบรรยายภาพ, ความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มสถานีมีนพัฒนา

คดีพิพาทดังกล่าวทำให้การประมูลครั้งนั้นล่าช้าจึงเป็นที่มาของมติยกเลิกการประมูลโครงการดังกล่าวลงเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 ต่อมา รฟม. ก็ไปยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ และขอจำหน่ายคดีต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางออกไป

ต่อมาอีกปี ในวันที่ 22 ก.พ. 2564 BTSC ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวหาคณะกรรมการคัดเลือกฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้บริษัทเสียหาย

ส่วนคดีที่ BTSC ฟ้อง คณะกรรมการคัดเลือกฯ ประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รฟม.ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ TOR ล่าสุดวันนี้ (1 มี.ค. 2566) ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นด้วยการยกฟ้อง

เปิดประมูลรอบที่ 2

แม้ว่าข้อพิพาทดังกล่าวยังเป็นคดี แต่ รฟม. ได้เดินหน้าเปิดซองประมูลอีกครั้ง โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ โดยมีผู้ยื่นซองประมูล 2 กลุ่ม

  • บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
  • ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลี

ผลปรากฏว่าในวันที่ 8 ก.ย. 2565 BEM เป็นผู้ชนะการประมูล โดยการเสนอผลประโยชน์สุทธิให้ รฟม. คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากเสนอผลตอบแทนให้ รฟม. น้อยกว่าเงินที่ขอรับสนับสนุนค่าก่อสร้างจาก รฟม. เป็นมูลค่า 78,287.95 ล้านบาท

แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการลงนามสัญญาระหว่าง รฟม. และ BEM เพราะต้องรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด

ขณะที่คู่กรณีของ รฟม. อย่าง BTSC ไม่เข้าร่วมประมูล

ข้อกังขาต่อการเสนอผลประโยชน์สุทธิให้ รฟม.

แม้การประมูลโครงการรอบที่สองจะสำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นของ "การเสนอผลประโยชน์สุทธิให้ รฟม." เมื่อเปรียบเทียบกับ การเสนอผลประโยชน์สุทธิโดย BTSC ที่เคยเสนอในการประมูลรอบแรก ซึ่งมีปมปัญหามาจากการขอเปลี่ยนแปลง TOR ในสาระสำคัญด้านการเงิน

หนึ่งในผู้ที่หยิบประเด็นดังกล่าวออกมาเป็นคำถามในสังคมคือ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2565 ตั้งข้อสังเกตว่า หากเปรียบเทียบผลจากประมูลของ รฟม. ทั้งสองครั้งว่า

"ในการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่งถูกล้มไป BTSC ได้เสนอผลประโยชน์สุทธิให้ รฟม. ติดลบ 9,675.42 ล้านบาท นั่นหมายความว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนแก่ BTSC จำนวน 9,675.42 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชนะการประมูลในการประมูลครั้งที่ 2 คือ BEM พบว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนแก่ BEM มากกว่าให้แก่ BTSC ถึง 68,612.53 ล้านบาท"

ชูวิทย์ เปิดปมเงินทอน 3 หมื่นล้าน

ปมล่าสุดเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นถกเถียงของสังคมอีกครั้งในวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา เมื่อนายชูวิทย์ ตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็น หนึ่งในนั้น คือ การทุจริตเกี่ยวกับการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม จากการการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ TOR ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินจากเดิมเพียง 7,000 ล้านบาท เป็น 70,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการทอนเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยเขาอ้างว่า รับทราบว่ามีการโอนเงินนับ 3 หมื่นล้านบาทที่ธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสาธารณะและสื่อมวลชน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเรื่องปมเงินทอน 3 หมื่นล้านบาท ต่อสาธารณะและสื่อมวลชน

ขณะที่ รฟม. ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง โดยขอให้นายชูวิทย์นำมาแสดงให้สาธารณชน และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อเป็นที่ประจักษ์ด้วย ว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่

ส่วนประเด็นอื่น ๆ เช่น ประเด็นการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินข้อเสนอในการคัดเลือกเอกชนครั้งที่ 1, การยกเลิกการคัดเลือกเอกชนครั้งแรก, การคัดเลือกเอกชนครั้งใหม่มีการล็อกสเปค, การดำเนินการของ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกฯ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งและเป็นการปฏิบัติโดยไม่ชอบ หรือไม่ โดย รฟม. ยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมาย