รถไฟฟ้าสายสีเขียว : สรุปความขัดแย้งระหว่าง คมนาคม กับ มหาดไทย

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาเหตุความไม่ลงรอยระหว่างรัฐมนตรีจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับปมสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อขยายสัญญาสัมปทานให้กับ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ออกไปอีก 30 ปี ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง
ล่าสุดเมื่อ 8 ก.พ. รัฐมนตรีทั้งหมด 7 คนจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งไม่เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขอความเห็นชอบการเจรจาและเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและขยายสัญญาสัมปทานให้กับ บมจ. บีทีเอสซี บริษัทในเครือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ออกไปเพื่อแลกกับเก็บค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนัก ชี้แจงว่าการไม่ร่วมการประชุม ครม.ของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เพราะติดภารกิจและบางส่วนอยู่ระหว่างการกักตัว หนึ่งในนั้นคือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แสดงความเห็นว่าไม่สบายใจในข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะต้องให้กรุงเทพมหานครไปดำเนินการให้เรียบร้อยก่อน

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย
ในเวลาต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ครม. ยังไม่ได้พิจารณาโครงการดังกล่าว แต่ต้องพิจารณากันให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะผิดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ไม่เพียงแค่พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นที่กังขากับการดำเนินการนี้ ผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านก็ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงเมื่อ 6 ก.พ. ให้จับตาเรื่องนี้ และ ส.ส. พรรคก้าวไกลแถลงเมื่อ 8 ก.พ. คัดค้านการต่อสัมปทานด้วย เพราะอาจจะมีปัญหาในอนาคตได้
ด้านสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 8 ก.พ. แสดงความเห็นคัดค้านต่อการต่ออายุสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปี และการตั้งราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสีเขียวที่ 65 บาทตลอดสาย สอบ. มองว่า เป็นราคาที่สูงเกินไปสำหรับประชาชนและอาจจะเป็นการสร้างวิกฤตใหม่ซ้ำเติมประชาชนในอีก 30 ปีข้างหน้า พร้อมเสนอให้ยังคงอัตราค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวไว้ที่ 44 บาทตลอดสายไปจนสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 โดยให้จัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 15 บาท และหลังสิ้นสุดสัมปทานแล้วให้รัฐบาลเก็บค่าโดยสารไม่เกิน 25 บาทตลอดสาย
บีบีซีไทยประมวลเหตุการณ์สำคัญ ๆ และเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับการต่อสัญญาสัมปทานส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ดังต่อไปนี้
คำสั่งตาม ม. 44 ของหัวหน้า คสช.
จุดเริ่มต้นของกระบวนการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดขึ้นภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 เรื่อง การดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 โดยหวังว่าจะทำให้เกิดการบูรณาการในการบริหารโครงการและสัญญาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดให้เกิดเอกภาพและเดินรถได้ต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน และสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระแก่ประชาชน

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สำหรับเหตุผลที่ทำให้ หัวหน้า คสช. จำต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการเรื่องดังกล่าว ปรากฏในคำชี้แจงภายหลังของ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2564 ว่า ครม. มีมติในปี 2561 เห็นชอบให้โอนส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ก่อสร้าง ให้กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นผู้จัดการแทน พร้อมกับรับภาระหนี้สิ้นต่าง ๆ จาก รฟม.
พล.อ. ประยุทธ์อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวมีสัญญาดำเนินงานแตกต่างกันในแต่ละช่วง อาจทำให้มีปัญหาการบูรณาการ การบริหารโครงการและสัญญาที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ ถ้าต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ในการแก้ปัญหา อาจทำให้โครงการนี้ล่าช้าอีก 2-3 ปี ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้เกิดปัญหาการเดินรถที่ไม่มีความต่อเนื่องจึงเป็นที่มาของการออกคำสั่งดังกล่าว โดยให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่มีองค์ประกอบเดียวกับคณะกรรมการของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ผลประโยชน์ และค่าโดยสารให้เป็นธรรม
อย่างไรก็ตามในขณะนั้นยังไม่ระบุถึงการให้ขยายสัมปทานกับเอกชนแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต่อมา 13 ส.ค. 2563 กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแล กทม. ที่แบกรับภาระหนี้สินและการบริหารจัดการต่าง ๆ จาก รฟม. ได้เสนอเรื่องการต่ออายุสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ บมจ. บีทีเอสซี เป็นเวลาอีก 30 ปี กล่าวคือ ขอขยายอายุสัมปทานไปถึงปี 2602 จากสัมปทานปัจจุบันที่จะสิ้นสุดปี 2572 ให้ ครม. ในขณะนั้นพิจารณาตามผลการเจรจาของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2562 โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ให้ บมจ. บีทีเอสซี จะต้องรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่เกิดจากการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ช่วงจาก กทม. เป็นเงินมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท พร้อมกับกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม พรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงคมนาคมยังมีความเห็นแย้งกับข้อเสนอดังกล่าวของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนทำให้วาระดังกล่าวถูกดึงออกจากวาระการประชุม ครม. หลายครั้ง
ครม. ชะลอการตัดสินใจเรื่องนี้มาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง
นับตั้งแต่การเสนอเรื่องการต่ออายุสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. ครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค. 2563 ซึ่งในครั้งนั้นลงเอยด้วยการถอนเรื่องออกไป และมีรายงานว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไปศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนนำเสนอใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ความพยายามครั้งที่ 2 ของกระทรวงมหาดไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2563 โดยสื่อมวลชนหลายแห่งรายงานตรงกันว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งที่ประชุม ครม. ครั้งนั้นว่ากระทรวงมหาดไทยขอถอดเรื่องดังกล่าวออกจากวาระการประชุมโดยไม่ระบุสาเหตุ และกระทรวงคมนาคมได้ยื่นหนังสือด่วนที่สุด ลงนามโดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว. คมนาคม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2563 ตั้งข้อสังเกต 4 ข้อ จากกรมการขนส่งทางราง ในลักษณะเป็นข้อทักท้วงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ความพยายามครั้งที่ 3 ของกระทรวงมหาดไทยมีขึ้นเมื่อ 19 ต.ค. 2564 โดยเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาเรื่องต่ออายุสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ต้องถอนเรื่องออกไปอีก เนื่องจากมีข้อทักท้วงจากกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ส่วนความพยายามครั้งล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ก็เผชิญกับการต่อต้านจากพรรคภูมิใจไทยเช่นเคย ในครั้งนี้รัฐมนตรี 7 คนของพรรคแจ้งไม่ขอร่วมการประชุม ครม. เมื่อ 8 ก.พ. ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ภายหลังการประชุม ครม. ว่า ณ ตอนนี้ กระทรวงคมนาคมยังต้องการให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่ง ครม. มีมติให้ไปชี้แจงเพิ่มเติมข้อมูลและเสนอกลับเข้ามาใหม่ หลังจากที่กระทรวงคมนาคมมีหนังสือทักท้วงมา 4 ข้อ ก็ต้องไปชี้แจงและนำกลับมาเสนอใหม่ และวันนี้ที่ประชุม ครม. ก็ได้มีการพิจารณาวาระดังกล่าว ไม่ได้เป็นการถอนออกไป เพียงแค่ให้เอาข้อมูลมาเพิ่มเติมและพิจารณาในที่ประชุม ครม. ครั้งต่อไป
นอกจากนี้ หลังการประชุม ครม. วันที่ 8 ก.พ. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากการพิจารณาเรื่องดังกล่าวต้องชะลอออกไปอีกเพราะกระทรวงมหาดไทยต้องไปหาคำตอบตามที่กระทรวงคมนาคมตั้งคำถามแล้วกลับมาพิจารณาในที่ประชุม ครม. อีกครั้ง โดยคำถามของกระทรวงคมนาคม 4 ข้อเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1. กระทรวงคมนาคมยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องราคา 2. การใช้ระบบตั๋วร่วม 3. ปัญหาข้อกฎหมายบางประการ และ 4. เรื่องของสะพาน 2 แห่งที่ต้องรื้อ
ต่อมาในวันที่ 9 ก.พ. พล.อ. ประยุทธ์ ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า การแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อผลประโยชน์เพื่อประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนความเห็นแย้งกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น เขามองว่าสามารถชี้แจงกันได้ในที่ประชุม หากที่ประชุมเห็นชอบก็เป็นเรื่องของการดำเนินการที่จะตัดสินใจร่วมกัน
ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวถามถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "โอ้ย ไม่มีหรอก ถ้าเธอไม่ยุ่งก็ไม่มี" ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
เปิด 4 ข้อสังเกตจากกระทรวงคมนาคม
ปมปัญหาหลักที่ยังเป็นข้อกังขา ซึ่งถือเป็นข้อสังเกตโดยกระทรวงคมนาคม ต่อการพิจารณาต่ออายุสัมปทานตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมานั้น ประกอบด้วย 4 ข้อ ตามรายงานของสื่อหลายแขนง ดังนี้
1. ความครบถ้วนตามหลักการของ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 มาตรา 46 และมาตรา 47 ในขั้นตอนการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ไม่มีการเสนอความเห็นว่า การต่อสัญญาสัมปทานควรมีการประกวดราคาหรือควรเจรจาต่อรองกับเอกชนรายเดิม และต้องสอดคล้องตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 และหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีให้เกิดความครบถ้วนและเป็นไปตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. การคิดค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการ รถไฟฟ้าสายสีเขียวสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดได้ต่ำกว่า 65 บาท โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ผลักดันนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารขั้นสูงในการเดินทางภายในโครงข่ายรถไฟฟ้าที่มีการเดินทางเชื่อมต่อกัน และได้ประสานไปยัง กทม. เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารที่ถูกลง
3.การใช้สินทรัพย์ของรัฐที่ได้รับโอนจากเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรพิจารณาให้เกิดความชัดเจนถึงการใช้สินทรัพย์ว่ารัฐควรได้ประโยชน์จากการขยายสัญญาสัมปทานเป็นจำนวนเท่าใด อย่างไร จนกว่าจะครบอายุสัญญา เพื่อป้องกันมิให้รัฐเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับและประโยชน์แก่ประชาชนผู้ใช้บริการ
4. ข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นจากกรณี กทม. ได้ทำสัญญาจ้าง บมจ. บีทีเอสซี เดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 และ ส่วนต่อขยายที่ 2 ไปจนถึงปี 2585 และได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดังนั้นควรรอผลการไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนการพิจารณาดำเนินการต่อไป
กทม. ยังเป็นหนี้บีทีเอสกว่า 3 หมื่นล้านบาท
นอกจากข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐแล้ว ในส่วนการดำเนินงานของ บมจ. บีทีเอสซี กับ กทม. และวิสาหกิจในสังกัดกรุงเทพฯ ยังพบข้อพิพาทเช่นกัน เนื่องจาก กทม. ยังไม่มีความชัดเจนในการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อ 29 ก.ย. 2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. บีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า บริษัทได้ยื่นคำฟ้อง กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต่อศาลปกครอง เนื่องจากปัญหาการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยศาลปกครองได้รับคำฟ้องแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564
โดยรายละเอียดในการยื่นฟ้องครั้งนี้แบ่งเป็น สัญญาจ้างเดินรถ มูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท หนี้ที่เกิดจากสัญญาติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลอีกราว 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบีทีเอสได้รับผลกระทบทางธุรกิจอย่างมากต้องไปกู้เงินมาแก้ปัญหาการบริหารจัดการ รวมเป็นการค้างจ่ายค่าจ้างราว 3 หมื่นล้านบาท








