เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : สติธร ธนานิธิโชติ วิเคราะห์แผน “ปล่อยคู่ ก่อนเทขาด” ของฝ่ายอนุรักษนิยม กับการ “ข้ามขั้ว” ไปหาชัยชนะของชัชชาติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. จาก "ขั้วรัฐบาล" ไม่ตอบรับกับการรณรงค์เลือกเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Voting) ที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา 22 พ.ค. พร้อมการกลับมาของวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" ระลอกที่สอง
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ สกลธี ภัททิยกุล ต่างตั้งคำถามกับผลโพลของสำนักวิจัย/สื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากในการระบุว่า "ใครเป็นผู้นำในกลุ่ม แล้วจะเทคะแนนไปทางใคร"
ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าวิเคราะห์ปฏิบัติการสร้างความกลัว "ผีทักษิณ-ผีก้าวไกล" ซึ่งหวังลดทอนคะแนนนิยมของผู้สมัครที่ "ยืนหนึ่งในโพล" พร้อมระบุว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะชนะได้ต้องรวมเป็นหนึ่ง ส่วน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต้องข้ามขั้ว หาคะแนนเสียงให้ได้เกินล้านคะแนน ถึงจะประสบชัยชนะ
จากผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" สู่ "นักประสาน"
ในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทั้งหมด มีอยู่สามคนที่ถูกมองว่าอยู่ในขั้วรัฐบาล ประกอบด้วย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงสนามในนามอิสระ, สกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงสนามในนามอิสระ และ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ
หนึ่งในสูตรสำเร็จที่ "ผู้สมัครสายรัฐบาล" มักใช้ในการรณรงค์หาเสียงตามการเฝ้าสังเกตการณ์ของ ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า คือ การชี้ชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมอง กทม. ในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศไทย แล้วเลือกคนที่สามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้อย่างราบรื่น เหมือนที่ครั้งหนึ่ง พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลในขณะนั้น เข้าสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2556 ด้วยคำขวัญ "ไร้รอยต่อ"
"พอรัฐบาลปัจจุบันมี performance (ผลการปฏิบัติราชการ) ประมาณนี้ ต่อให้ message (สาร) ของผู้สมัครพยายามโยงตัวเองเข้ากับรัฐบาลแค่ไหน มันจะไม่เหมือนยุคเพื่อไทยที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกันเลย แต่นี่ลดระดับมาเป็น 'ผู้ประสาน' เหมือนกับฉันทำงานเป็นอิสระ ตามศักยภาพ แต่ถ้าเรื่องไหนต้องคุย ฉันคุยได้ เพราะฉันอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา แต่ไม่ใช่ฉันต้องทำตามเขานะ ไม่ใช่รัฐบาลสั่ง กทม. ทำ หรือถ้ารัฐบาลเจ๊ง ผู้บริหารห่วย ไม่ได้แปลว่าฉันต้องไปกับรัฐบาลด้วย" ดร. สติธรกล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, PRทีมอัศวิน
ระยะห่างระหว่างผู้บริหารประเทศกับผู้เสนอตัวเป็นผู้บริหารเมืองหลวง สะท้อนว่า "รัฐบาลที่ผูกกันอยู่ไม่ได้มีคะแนนนิยมสูงนัก แม้แต่คนในข้างเดียวกันก็ยังแอบหวั่นว่าถ้าเอาภาพไปทับกันชัดเจน คนอาจจะพาลไม่เลือกไปด้วย"
นี่คือเหตุผลที่ พล.ต.อ. อัศวิน-สกลธี ลงสมัครในนามอิสระ และทำให้ไม่มีผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนาม พปชร. ทั้งที่เป็นพรรคเอก ตามทัศนะของ ดร. สติธร
"ปล่อยคู่" รอสัญญาณ "ลุงตู่"+สัญญาณความกลัว
แต่ถึงกระนั้นอดีตผู้ว่าฯ กับอดีตรองผู้ว่าฯ ต้องช่วงชิงคะแนนจากฐานเสียงเดียวกัน ซึ่งนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าวิเคราะห์เบื้องหลังเอาไว้สองแนวทาง
- แนวทางแรก เป็นสภาพบังคับจากการมีกลุ่มคน/กลุ่มก้อนการเมืองมารายล้อม และ "เกาะรัฐบาล-ลุงตู่-กลุ่ม 3 ป." หลายขบวนการ และต่างกลุ่มต่างเสนอตัวว่าจะช่วย "จะเตะใครทิ้งก็ไม่ได้ ทำอย่างไรให้ทุกคนมีที่ วิธีแก้คือก็ต้องเก็บไว้ทั้งสองคน"
- แนวทางที่สอง เป็นผลจากการวาง "ยุทธศาสตร์ฉลาดล้ำ" โดยคิดว่าหากปล่อยคนหนึ่งคนใดแล้วไม่ปังจะทำอย่างไร จึงต้องปล่อยคู่เพื่อดูว่ากระแสไปทางไหน แล้วค่อยไปเทกันอีกที
เขาเชื่อว่า หาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้สมัครรายใด ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่ยังชื่นชอบในตัวนายกฯ

ที่มาของภาพ, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สอดคล้องกับความเห็นของสกลธีที่กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "หากนายกฯ แอบ ๆ เชียร์ใคร มันมีผลอยู่แล้ว เพราะท่านก็มีคะแนนเสียงด้วยตัวท่านเองเยอะอยู่ คิดว่ามีผลมาก ๆ แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของท่านอาจชัดเจนไม่มาก สื่ออาจตีความลำบาก อย่างวันที่ท่านไปตรวจราชการที่คลองโอ่งอ่าง ก็เป็นผลงานที่นายกฯ มอบหมายให้ กทม. ทำ คือผลงานของนายกฯ อยู่แล้ว คงไปชี้ไม่ได้หรอกว่าท่านเชียร์ใคร"
ย้อนกลับไปในวันเปิดตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ หนึ่งในภาพที่สกลธีนำมาฉายขึ้นจอภาพ ประกอบการนำเสนอนโยบายด้านขนส่งสาธารณะ เป็นภาพของเขานั่งเรือ EV ร่วมกับ พล.อ. ประยุทธ์ ในคลองผดุงกรุงเกษมและคลองแสนแสบ ระหว่างตรวจโครงการเชื่อมต่อ "ล้อ ราง เรือ"
ขณะที่ พล.ต.อ. อัศวินถูกสื่อมวลชนถามคำถามเดียวกันว่าการปรากฏตัวที่คลองโอ่งอ่างของนายกฯ มีนัยสนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ หรือไม่ เจ้าตัวกล่าวกับสนุกนิวส์เมื่อ 7 เม.ย. ว่า "ผมว่าอาจจะเป็นไปได้นะ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะเห็นว่าเออ... เป็นคนดีมั้ง อาจจะแอบ ๆ ชมผมอยู่ก็เป็นได้"
อย่างไรก็ตามสัญญาณจาก พล.อ. ประยุทธ์ ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่น่าจะใช่สัญญาณหลัก แบบในคราวแต่งเครื่องแบบทหารประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนวันลงประชามติปี 2559 หรือสัญญาณ "เลือกความสงบจบที่ลุงตู่" และ "เลือกคนดี" ที่เกิดในขึ้นก่อนวันเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 เพราะเท่าที่ ดร.สติธรจับสัญญาณได้ ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามส่งสัญญาณสร้างความกลัวมากกว่า
นักรัฐศาสตร์รายเดิมขยายความว่า ปฏิบัติการสร้างความกลัวเกิดขึ้นจากการพยายาม "ปลุกผีทักษิณ/โทนี่" ขึ้นมาดิสเครดิต ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรี และอดีตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ที่ลงสมัครในนามอิสระ และ "ปลุกผีอนาคตใหม่/ก้าวไกล" ขึ้นมาสกัด วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครในนามพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, PRทีมชัชชาติ
"เขาพยายามปลุกเพื่อให้รู้ว่ามีคนกำลังทำอะไรอยู่ และกระทบสถาบันอันเป็นที่รัก อย่าให้มาได้เด็ดขาด และบอกว่าผีสองตัวนี้อยู่ฝ่ายเดียวกัน" และ "ทักษิณไม่ใช่ผีที่น่ากลัวของฝ่ายอนุรักษนิยมแล้ว เพราะโจทย์ใหญ่คือเรื่องสถาบันฯ ดังนั้นถ้าชัชชาติจะถูกแปะป้ายให้น่ากลัว ก็ต้องโยงเข้ากับเรื่องนี้ และโยงว่าเป็นอดีตบริวารทักษิณอีกสักหน่อย" ดร. สติธรกล่าว
ดร. สติธรเห็นว่า การส่งสัญญาณ-สร้างวาทกรรมในรอบนี้ไม่ง่ายแบบ "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์รักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งปี 2556 เอาไว้ได้ เพราะ "อันนั้นมันผีตัวเดียว แต่อันนี้มันผีสองตัว ความซับซ้อนของเรื่องจะมากขึ้น"
"กลัว เราเลยต้องมารวมหัวกันสู้"
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมได้เห็นความพยายามเชื่อมโยงกรณี "แบนลาซาด้า" เข้ากับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ ของซูเปอร์โพลที่เผยแพร่เมื่อ 8 พ.ค. พบว่า หนึ่งในคำถามที่สำนักวิจัยนี้นำไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,455 คนคือ "การรับรู้ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ปกป้องสถาบันหลักของชาติ จากกรณีปัญหาโฆษณาลาซาด้าที่เสี่ยงกระทบต่อศรัทธาของคนไทย" ซึ่งปรากฏว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 35.8% ระบุชื่อสกลธี รองลงมา 11.5% ระบุชื่อ พล.ต.อ. อัศวิน
ตามด้วยภาพผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มกลุ่มแท็กซี่ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กรุงเทพมหานคร" เคลื่อนรถนับร้อยคันไปรวมตัวกันหน้าอาคารรักษ์กรุงเทพ ถ.ปิ่นเกล้า เมื่อ 10 พ.ค. เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุน พล.ต.อ. อัศวินเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่สอง

ที่มาของภาพ, PRทีมอัศวิน
ล่าสุดบรรดานักการเมือง นักวิชาการ และผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดสายอนุรักษนิยม ได้ประกาศสนับสนุนผู้สมัครในดวงใจ พร้อมทิ้งคำสำคัญหวังกระชากอารมณ์-เรียกคะแนนสนับสนุนจากโหวตเตอร์
"นอกจากกระตุกอารมณ์ให้กลัว มันต้องมีอะไรตามมาด้วย กลัว เราเลยต้องมารวมหัวกันสู้ จะมาแยกกันอยู่อย่างนี้ไม่ได้" ดร. สติธรกล่าว
ข้อวิเคราะห์ของอาจารย์สติธร สอดคล้องกับกระแสรณรงค์ให้เลือกเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Voting) ที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่กองหนุนของ พล.ต.อ. อัศวิน สะท้อนผ่านวาทกรรม อาทิ "ไม่เลือกเราเขามาแน่ ไม่เทให้เราเขาเอาไปกินแน่นอน" "นับหนึ่งที่ กทม. หยุดแลนด์สไลด์เพื่อไทย" "ต่อต้านระบอบทักษิณจำแลง ร่วมใจกันเลือกอัศวิน"
พล.ต.อ. อัศวินงดให้ความเห็นเรื่องระบอบทักษิณ แต่ยอมรับว่าในช่วงโค้งสุดท้ายมีวาทกรรมเกิดขึ้นมามาก ส่วนตัว "ไม่ได้ว่า หรือไปถือโทษอะไรใคร ชีวิตลูกผู้ชายอัศวินไม่เคยให้ร้ายใคร แต่ใครให้ร้าย ผมก็อโหสิกรรมให้ทั้งหมด"

ที่มาของภาพ, Prสถาบันพระปกเกล้า
แม้ในทางปฏิบัติ เป็นเรื่องยากที่ผู้สมัครคนหนึ่งคนใดจะยอมรับว่าตัวเองมีคะแนนตามหลังคู่แข่งขันที่อยู่ในขั้วเดียวกัน แล้วยอมเทคะแนนให้ แต่ ดร. สติธร ชี้ชวนให้พิจารณาเครือข่ายของฝ่ายอนุรักษนิยมใน กทม. ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งมีการส่งสารต่อ ๆ กันจนได้ผลตามที่ต้องการ
ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ครั้งแรกปี 2543 ปราโมทย์ ไม้กลัด อธิบดีกรมชลประทาน และอดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากไหน ทำไมคะแนนไปกองที่ปราโมทย์โดยไม่ได้นัดหมาย
หรือ ในการเลือกตั้ง 2562 จู่ ๆ 7.9 แสนเสียงไปกองที่ พปชร. ได้อย่างไร แล้วเท ปชป. ทิ้งเละเทะ เหลืออยู่ 4.7 แสนคะแนน แพ้ทุกเขตเลือกตั้ง
"เหมือนเป็นคะแนนที่ได้มาโดยไม่ได้นัดหมาย แต่จริง ๆ มันต้องมีเครื่องมือนัดหมาย ดังนั้นนี่ไม่ใช่เครือข่ายที่เพิ่งสร้าง" และ "ฝ่ายอนุรักษนิยมเขามีกลไกบางอย่างในการรวมคะแนน มีเครือข่าย มีสายสัมพันธ์กันเองในหมู่บ้านล้อมรั้ว โดยที่คนไม่รู้ตัวอะ เหมือนคุยกันในชีวิตประจำวันว่า 'เห้ย พี่รอบนี้เลือกใคร' แต่มันจะกล่อมเกลาให้ไปทางใดทางหนึ่ง เป็นไวรัลแบบอนาล็อก" ดร. สติธรให้ความเห็น
จับตาการ "เทขาด" ของฝ่ายอนุรักษนิยม
เมื่อนำคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้จากการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เมื่อปี 2562 มาทดลองคำนวณหาฐานเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สองขั้วการเมือง พบข้อมูล ดังนี้
- ขั้วฝ่ายค้าน มีฐานเสียงราว 1.4 ล้านเสียง จากอนาคตใหม่/ก้าวไกล 8 แสนเสียง และ พท. 6 แสนเสียง
- ขั้วรัฐบาล มีฐานเสียงราว 1.2 ล้านเสียง จาก พปชร. 7.9 แสนเสียง และ ปชป. 4.7 แสนเสียง
ดร. สติธรวิเคราะห์ว่า หากคะแนนออกมาในทิศทางเดิม ดร.เอ้-สุชัชวีร์ น่าจะได้คะแนนราว 2.5 แสนคะแนน เพราะต้องหักเสียงของชาว ปชป. ที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจและไม่สนับสนุนการเข้าร่วมรัฐบาลออกไปครึ่งหนึ่ง ส่วนคะแนนที่เหลืออีกเกือบล้าน จะแบ่งกันระหว่าง อัศวิน-สกลธี ถ้าโพลภายในชี้ว่าใครมีคะแนนนำชัดเจน ก็จะพบการเทขาดเพื่อเอาชนะผู้สมัครจากอีกขั้วให้ได้ อาจออกมาเป็น 9 แสน ต่อ 1 แสน เลยด้วยซ้ำ
ส่วนคะแนนที่ผู้สมัครขั้วรัฐบาลได้จะสะท้อนภาพอะไรในทางการเมืองนั้น นักรัฐศาสตร์รายเดิมแจกแจงเอาไว้เป็นข้อ ๆ
1. คน กทม. บางส่วนยังสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ และเชียร์รัฐบาล แต่คะแนนที่ผู้ว่าฯ ได้ ไม่เท่ากับคะแนนนิยมในตัวนายกฯ
2. การสร้างความกลัว "ผีอนาคตใหม่/ก้าวไกล" และ "ผีทักษิณ/โทนี่" ได้ผล
3. การเชื่อมโยงกับสถาบันฯ ได้ผล
"หากใครรักลุงตู่ แล้วไปเลือกลุงวิน อันนี้ใช่ 100% แต่คนที่เลือกลุงวิน ไม่จำเป็นต้องไปเลือก พปชร. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะ พปชร. กับคน กทม. จะห่างไกลกันไปเรื่อย ๆ ไม่อย่างงั้นไม่เหลือแค่กลุ่ม 'พลังกรุงเทพฯ' หรอก" ดร. สติธรกล่าวและว่า จุดต่างระหว่างผู้ลงคะแนนเลือก อัศวิน-สกลธี อยู่ที่รุ่นทางความคิดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากอายุตัว และวิธีการเสพสื่อ

ที่มาของภาพ, PRทีมสกลธี
"คสช. น้อย" เป็นเพียงไวรัลฝ่ายประชาธิปไตย
กับวาทกรรมใต้ดินที่ขั้วตรงข้ามเปรียบเปรยผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. เป็น "คสช. น้อย" พล.ต.อ. อัศวินกล่าวกับบีบีซีไทยว่าการขึ้นเป็นผู้ว่าฯ ในเวลานั้นเพราะ "มีเหตุผลความจำเป็น"
เขาเคยอธิบายผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่า ที่มาลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะไม่อยากให้ใครพูดว่ามาจากแต่งตั้ง มาจากการลากตั้ง จึงลงมาสู้แบบระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ ดร. สติธรเชื่อว่าวาทกรรม "คสช. น้อย" จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะ "วาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นไวรัลในกลุ่มเขาเอง แต่ตัวตัดสินแพ้-ชนะ อยู่ที่ฝ่ายตัวเองว่าสื่อสารอย่างไรมากกว่า"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
เช่นเดียวกับการกำหนดให้วันครบรอบแปดปีรัฐประหาร 22 พ.ค. เป็นวันเข้าคูหาเลือกตั้งผู้บริหารเมืองหลวงคนใหม่ ซึ่ง ดร. สติธรมองว่าเป็นความจงใจของผู้มีอำนาจ และเป็นภารกิจเดียวกับการสร้างภาพความกลัว
"เขารู้โจทย์ของฝ่ายตรงข้าม ถ้าจะทำให้ชัชชาติแพ้ ต้องให้วิโรจน์ตัด (คะแนน) ชัชชาติ ฝ่ายเราคือรวม ฝ่ายเขาคือต้องแยก ซึ่งโดยธรรมชาติมันแยกกันอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ลองสังเกตดูว่าการเลือกตั้งรอบนี้ทำไมปล่อยวิโรจน์เล่นเต็มที่เลย ปล่อยให้ 'ทวงคืนสนามหลวง' เพราะเขารู้ว่าเป็นคุณกับฝ่ายเขา วิโรจน์ยิ่งแรง ยิ่งมีคนสนใจ ยิ่งได้คะแนนซึ่งไปตัดมาจากชัชชาติมาทั้งนั้น ผมจึงคิดว่าการกำหนดให้เลือกตั้ง 22 พ.ค. เป็นยุทธศาสตร์ที่จงใจ เพื่อให้กระแสก้าวไกลยิ่งแรง"
ชัชชาติต้องหา "สลิ่มกลับใจ" ให้ได้
ท้ายที่สุดเมื่อให้ประเมินว่าคะแนนของผู้ชนะจะมีโอกาสทะลุล้านแบบในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งก่อน ๆ หรือไม่ท่ามกลางภาวะสองขั้ว-หลายเฉดทางการเมือง ดร. สติธรตอบว่า ถ้าวิเคราะห์ เกรงว่าจะไม่ถึง แต่คนทายกับคนเล่นไม่เหมือนกัน ถ้าคนเล่นฟังคนทาย คุณต้องทำให้ถึงล้าน ถึงจะชนะ
"ชัชชาติจะชนะได้ ต้องได้คะแนนเกินล้านเท่านั้น เพื่อแก้โจทย์เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายที่มีโอกาสได้ 9 แสน ถ้าไม่ล้าน ก็อย่าเพิ่งมั่นใจ"
เขากล่าวต่อไปว่า หากนำผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จตุจักร-หลักสี่ เมื่อ ม.ค. 2565 มาเทียบเคียงและคาดการณ์จากสถิติ ซึ่งพบว่า ผู้สมัครพรรคก้าวไกลได้คะแนนไป 20,361 คะแนน โดยได้คะแนนเขตละหมื่นเสียง จึงพออนุมานได้ว่าก้าวไกลมีประชาชนพร้อมลงคะแนนให้เฉลี่ย 10,000 คน/เขต นั่นเท่ากับว่าวิโรจน์มีโอกาสได้คะแนนราว 5 แสนเสียงจาก 50 เขต

ที่มาของภาพ, PRทีมชัชชาติ
"แต่มันอาจมีคนโหวตเชิงยุทธศาสตร์ เก็บวิโรจน์ไว้สนามใหญ่ดีกว่า เลือกชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ แต่ ส.ก. กาให้ก้าวไกล คะแนนก็อาจจะออกมาเป็น ชัชชาติ 8 แสนเสียง วิโรจน์ 4 แสนเสียง โจทย์ของชัชชาติคือในเมื่อคุณคิดว่ามี 8 แสน แต่เป้าคือ 1 ล้าน ต้องหาอีก 2 แสนเสียง ก็ต้องหาสลิ่มกลับใจให้ได้ ต้องหาสวิงโหวตให้เจอ"
บทสรุปที่เกิดขึ้นจากนักวิชาการรายนี้คือ ฝ่ายอนุรักษนิยมจะชนะได้ต้องรวมเป็นหนึ่ง ส่วนฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" ต้องข้ามขั้วให้ได้-ไปให้ถึงล้าน ถึงจะพบกับชัยชนะ

3 คนในขั้วเดียว กับมุมมองการเลือกเชิงยุทธศาสตร์
สามผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ตอบสามคำถามจากบีบีซีไทยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
มีผู้สมัครในขั้วเดียวกันอย่างน้อยสามคนคือ อัศวิน-สกลธี-สุชัชวีร์ ทำไมคนต้องเลือกคุณ
อัศวิน : ผมว่าไม่ใช่แค่สามคน ทั้ง 30 คนเนี่ย ถ้าเขายังหาคนตัดสินใจไม่ได้ ก็ให้เลือกอัศวินหมายเลข 6 นะครับ ผมเป็นคนจริง รู้จริง ทำจริง ทำต่อ ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สังคมต้องอยู่กันอย่างสงบสุข
สกลธี : ผมว่ามันเริ่มชัดแล้ว พอแฟนคลับทับซ้อนกัน คนเขาต้องเอามาเปรียบว่าเลือกใครแล้วจะทำประโยชน์ให้เขามากที่สุด พอผ่านมาสักเดือนกว่า คนจำนวนพอสมควรก็เริ่มโพสต์เชียร์คนนั้นคนนี้ ผมก็มั่นใจว่าจะเป็นตัวแทนของฝั่งผมได้
สุชัชวีร์ : เดี๋ยวนี้คนไม่ได้มองเรื่องรัฐบาลหรือไม่ใช่รัฐบาลแล้ว พอใกล้ ๆ น่าจะเป็นเรื่องตัวบุคคลมากกว่า เพราะทุกคนไม่ได้พูดถึงการเมืองใหญ่เลย แต่บอกว่าจะแก้ปัญหา กทม. อย่างไร แต่ตัวบุคคลอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ บางทีก็มีเอียงไปติดกับภาพการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้ผมไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินนอกจากตัวบุคคล คิดว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนเห็นรูปธรรม

ที่มาของภาพ, PRทีมสุชัชวีร์
มุมมองต่อการเลือกเชิงยุทธศาสตร์
อัศวิน : มันแล้วแต่เขาคิด แล้วแต่ใครอยากจะคิดอย่างไรก็คิดไป แต่ผมว่าการตัดสินใจทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง นึกอะไรไม่ออกก็เลือกอัศวินไป จบเลย ไม่ต้องไปถามใคร
สกลธี : ถ้ามองตามการเลือก ผู้สมัครเยอะอย่างนี้ เสียงมันก็แตก ถ้าอยากชนะก็ต้องโหวตเชิงยุทธศาสตร์ แต่ทีนี้ในฐานะคนเลือก ตัวผมเองไม่สนยุทธศาสตร์ ถ้าผมชอบใคร ผมก็มอง โพลต่าง ๆ ก็... ผมไม่อยากพูดเลยว่าโพลมันก็มีเจ้าของทั้งนั้น ไม่เหมือนกันสักอัน ถามว่าเราจะเอาอะไรมาวัดว่าใครเป็นผู้นำในกลุ่มนั้น เอาอะไรมาวัดว่าจะเทไปทางใคร ดังนั้นดีที่สุดคือปล่อยตามธรรมชาติ เราชอบใคร เห็นว่าเป็นตัวแทนทำงานได้ ก็เลือกคนนั้น
สุชัชวีร์ : ในความเป็นจริงมันยากเหมือนกัน เพราะไม่ได้หมายความว่าครั้งก่อนเราแพ้ แล้วครั้งนี้เราจะได้เท่านั้น หรือก่อนหน้านั้นชนะถล่มทลาย แล้วทั้งหมดจะเป็นของเรา สถานการณ์มันไม่เหมือนกัน ยากในการตีความ
คนดัง/ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเริ่มชักชวนประชาชนให้เลือกผู้สมัครที่ "ยืนหนึ่งในโพล" ของฝั่งตัวเอง เพื่อเอาชนะขั้วตรงข้าม
อัศวิน : ใครสนับสนุนผม ผมดีใจนะครับ และผมยืนยันว่าผมไม่มีปัญหากับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพรรคการเมือง หรือกลุ่มก้อนคนที่ต่อต้านหรือสนับสนุน คนต่อต้านเขาอาจมีแนวคิดของเขาไง ผมไม่ได้โกรธเคืองนะ คนสนับสนุน ผมก็ขอบคุณเขา ผมยืนยันว่ามาเป็นเอกเทศกับกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เราไม่ได้แอบอิงกับพรรคการเมืองใดเลย
สกลธี : โพลคนอื่นเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่โพลตัวเอง น่าจะเบียด ๆ ไม่เบอร์หนึ่ง ก็เบอร์สอง สับไปมาในกลุ่ม 3-4 คน
สุชัชวีร์ : โพลนี่งงมาก เราไม่อยากวิจารณ์ แต่ในฐานะที่เป็นนักวิชาการ ทำงานวิจัยมา การสุ่มตัวอย่าง 1,000 คน จาก 10 ล้านคน มัน 1 ใน 10,000 เลยนะ ถ้าดูกันแบบให้สบายใจ เราก็ยังอยู่ที่สอง เฉลี่ยอยู่สองตลอดในโพลที่เก็บตัวอย่างมากหน่อย คะแนนเรายังดี แล้วเวลามาถาม คนก็อาจไม่บอกหรอก หรือยังไม่ตัดสินใจ คนใน กทม. คะแนนสวิงเกิดขึ้นตลอด
- เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง
- วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้มี "ดีเอ็นเอก้าวไกล" กับ "บันไดขั้นแรก" สู่การเป็นรัฐบาล ?
- โฟกัสของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ท่ามกลางวาทกรรม-คำปรามาส
- รสนา โตสิตระกูล "ไม่อยู่ในการเมืองแบบแบ่งข้าง" ขอโอกาสเป็น "หัวหน้าแม่บ้าน กทม."
- อัศวิน ขวัญเมือง ลั่นไม่ยึดติดกับอำนาจ แต่ขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกเพื่อ "ทำงานต่อให้เสร็จ"
- สกลธี ภัททิยกุล ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนตัวเอง หลังลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ
- สุดารัตน์เปิดตัวศิธา ทิวารี ประกาศเป็นผู้ว่าฯ ที่จะมาคืนอำนาจให้ประชาชน
- โฆษิต-ฐิตา-พงศา-สราวุธ หวังอะไรจากการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.












