เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : ผ่ากลยุทธ์สร้างแบรนด์ ชัชชาติ VS วิโรจน์ ในช่วงโค้งแรก

วิโรจน์ กับ ชัชชาติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในรอบเก้าปี กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พ.ค. นี้ โดยมีผู้เสนอตัวอย่างน้อยสองคนที่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งตกที่นั่งฝ่ายค้านในสภาภายหลังการเลือกตั้ง 2562

คนหนึ่งคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ที่แยกทางจากต้นสังกัดเก่า ขอลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ ทำให้พรรคแกนนำฝ่ายค้านเสียโอกาสหยั่งกระแสนิยมของพรรคก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่

อีกคนคือ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่สวมเสื้อพรรคลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ด้วยความหวังว่าจะเป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้พรรคสีส้มมีโอกาสปรับสถานะเป็นพรรครัฐบาลบ้าง

บีบีซีไทยสนทนากับทีมแคมเปญของ ชัชชาติ-วิโรจน์ เพื่อประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค และแผนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงโค้งแรกก่อนถึงวันเปิดสมัครรับเลือกตั้ง 31 มี.ค. นี้

จุดเริ่มต้น

ชัชชาติประกาศความพร้อมชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนแรก ๆ ตั้งแต่ 30 พ.ย. 2562 เพราะคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งในไตรมาสแรกของปี 2563

เขาเลือกใช้ลานกิจกรรมของชุมชนโรงหมู เขตคลองเตย เป็นสถานที่เปิดตัว ภายใต้คำขวัญ "Better Bangkok รวมพลังสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม" สะท้อนสองแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญ นั่นคือ การให้คุณค่ากับคน/ชุมชนในฐานะที่เป็นทุนของเมือง และการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจุดเล็กจุดน้อย หรือที่เขาเรียกว่า "เส้นเลือดฝอย"

แคมเปญแรกของชัชชาติปล่อยออกมาเมื่อ 30 พ.ย. 2562

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แคมเปญแรกของชัชชาติปล่อยออกมาเมื่อ 30 พ.ย. 2562

ต่อมา ทีมแคมเปญของชัชชาติคิดว่าควรมีคำไทยเอาไว้สื่อสารเพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม จึงปรับคำขวัญใหม่เป็น "กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน"

ขณะที่วิโรจน์เปิดตัวเมื่อ 23 ม.ค. 2565 หรือหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) ซึ่งเป็นช่วงที่ความคาดหวังของสังคมต่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคสีส้มเริ่มซาลงแล้วหลังลุ้นชื่อกันมานาน โดยพรรคประเมินว่าการปรากฏตัวของคนหน้าเก่าในบทบาทใหม่ ก่อให้เกิดความผิดหวังในหมู่คนสองกลุ่ม

  • ผิดหวังในหมู่คนเกลียด สะท้อนผ่านคำพูด/ความเห็นทำนองว่า "หาคนไม่ได้แล้วใช่ไหม ต้องไปคว้าคนในมาลง" หรือ "อย่างนี้ชัชชาติสบายเลย"
  • ผิดหวังในหมู่คนชอบ สะท้อนผ่านคำพูด/ความเห็นที่ว่า "ทำไมถึงเอาวิโรจน์ออกมาจากสภา เสียดาย"

เหล่านี้คือเหตุผลที่พรรคไม่ปล่อยชื่อวิโรจน์ออกมาก่อนแม้ถูกทวงถามตั้งแต่ปลายปี 2564 กระทั่งเตรียมการสื่อสารครบถ้วนรอบด้าน จึงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ พร้อมปล่อยแคมเปญหลัก

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศส่ง "เสาหลัก ส.ส. ก้าวไกล" ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 23 ม.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศส่ง "เสาหลัก ส.ส. ก้าวไกล" ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 23 ม.ค.

"ถ้าส่งคนอื่นไม่มีโอกาส แต่สำหรับวิโรจน์มีโอกาสชนะ หรือไม่ก็ได้คะแนนน้อยไปเลย" หนึ่งในทีมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคก้าวไกลเผยนาทีเคาะชื่อวิโรจน์ชิงเก้าอี้ และจงใจใช้ที่ทำการพรรคก้าวไกล อาคารอนาคตใหม่ ถ.รามคำแหง 42 เป็นสถานที่เปิดตัว

ทีมแคมเปญของวิโรจน์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พรรคเตรียมส่งนายแพทย์คนดังลงสมัครรับเลือกตั้ง และเริ่มจัดทำแคมเปญแล้ว แต่จู่ ๆ ครอบครัวของหมอรายนี้ไม่ปลื้ม จึงขอถอนตัวไป และเป็นที่มาให้วิโรจน์ต้องขันอาสาชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ เอง เพราะ "ถ้าเปิดตัวไปแล้ว มีการถอนในภายหลัง จะทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค เราจึงต้องเอาคนที่มีดีเอ็นเอก้าวไกล และไว้วางใจได้ ลงไปสู้ในสนามนี้"

วิเคราะห์คู่แข่ง ก่อนสร้างแบรนด์ ชัชชาติ-วิโรจน์

ก่อนได้แคมเปญหลักของสองว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทีมรณรงค์ทางการเมืองต้องวิเคราะห์คู่แข่งขันที่ถูกมองว่าเป็น "ตัวหลัก" อย่างละเอียด โดยสิ่งที่ทั้งสองทีมไม่ขอทำคือการขายโปรไฟล์ผู้สมัคร

ทีมแคมเปญของชัชชาติเล่าว่า คู่แข่งที่เขาหยิบยกมาวิเคราะห์แบรนด์อย่างจริงจังในช่วงต้น ๆ คือสองนายพลตำรวจที่มีกระแสข่าวว่าเตรียมลงสมัครในนามพรรคแกนนำรัฐบาลคือ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ก่อนที่รายแรกจะถอนตัวไปทั้ง ๆ ที่เริ่มทำพื้นที่แล้ว ส่วนรายหลังก็ประกาศลงสมัครในนามอิสระ

"ตอนนั้นเราวิเคราะห์ว่าเขาคงจะนำเสนอว่าชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง ประสบความสำเร็จอะไร มีผลงานอะไร ซึ่งก็เป็นวิธีคิดของคนที่เสนอตัวมาทำงานการเมือง ต่างจากชัชชาติที่เป็นคนทำงานเยอะ แต่ไม่ชอบพูด เราเลยจบที่คำว่า 'ทำงาน ทำงาน ทำงาน' ซึ่งทีมงานทุกคนชอบ และคิดว่าสะท้อนตัวตนของชัชชาติจริง ๆ" ทีมแคมเปญของชัชชาติกล่าว

ทีมเพื่อนชัชชาติมักนัดกันวิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะและถนนใน กทม. ทุกวันเสาร์ เพื่อสำรวจทางเท้า

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ทีมเพื่อนชัชชาติมักนัดกันวิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะและถนนใน กทม. ทุกวันเสาร์ เพื่อสำรวจทางเท้า

ส่วนภาพจำในฐานะ "บุรุษที่แข็งแกร่งสุดในปฐพี" ของอดีต รมว.คมนาคม จะบดบังการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะผู้อาสาทำงานเมืองหรือไม่นั้น ทีมแคมเปญของชัชชาติประเมินว่า ไม่ขัดแย้งกัน แม้ชัชชาติเป็นมีมในโลกออนไลน์ แต่ในหมู่คนทำงานใกล้ชิดต่างรู้ว่าเขาเป็นคนทำงาน กัดไม่ปล่อย อีกทั้งเรื่องความแข็งแกร่งก็ถือเป็นตัวตนด้านหนึ่งของชัชชาติที่เกิดจากความเป็นนักกีฬา และไปกันได้กับการจัดกิจกรรมลงพื้นที่สำรวจปัญหาใน กทม. ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ทีมวิโรจน์เลือกขายแนวคิด "ผู้ว่าฯ ที่แตกต่างตั้งแต่วินาทีแรกที่คนสัมผัส" แทนการขายโปรไฟล์ และไม่ลืมศึกษาเปรียบเทียบแบรนด์วิโรจน์กับคู่แข่งขันหลักอย่างน้อยสองคนที่เปิดตัวแล้วในเวลานั้นคือ ชัชชาติ และ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์

"มันมีสินค้าวางอยู่บนชั้น มีนมวัวแบรนด์ที่คนเชื่อถือว่าดีและอร่อย มีนมแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่คนไทยมานาน ดังนั้นเราจะมาขายนมจืดอีกไม่ได้ เราต้องขายนมรสพุทรา กระท้อน เสาวรส มะยงชิด ต้องทำให้คนฉุกคิดแล้วตัดสินใจลอง เออ.. เอาสักหน่อยไหม" ทีมแคมเปญของวิโรจน์กล่าว

ทว่าเมื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของก้าวไกลไม่ใช่คนหน้าใหม่ทางการเมือง พรรคจึงต้องใช้กลยุทธ์การตอกย้ำคุณค่าหลักของพรรคที่สังคมคุ้นชินและให้การตอบรับแล้วว่า อนาคตใหม่/ก้าวไกลเป็นอย่างไร ผู้ว่าฯ ของพรรคก็เป็นอย่างนั้น

"ในเมื่ออนาคตใหม่/ก้าวไกล เป็นพรรคของคน 99% ผู้ว่าฯ ของพรรคก็ต้องเป็นแชมเปี้ยนของคนจนและผู้มีรายได้น้อยในเมือง เป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ" หนึ่งในผู้ร่วมวางแผนรณรงค์หาเสียงของวิโรจน์ระบุ

เมื่อจุดขายกลายเป็นจุดโจมตี

ความพยายามสร้างจุดขายที่แตกต่างของอดีต ส.ส.ฝ่ายค้าน ผ่านคำขวัญ "ผู้ว่าฯ ที่พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ" ทำให้วิโรจน์มีภาระต้องอธิบายหลักการของแคมเปญให้กระจ่าง เพื่อไม่ให้สังคมรู้สึกว่าเป็นการท้าตีท้าต่อย หรือทำให้ชาว กทม. เสียประโยชน์เพราะผู้ว่าฯ ไม่ทำหน้าที่ประสานงาน

"วันเปิดตัว วิโรจน์มีหน้าที่ขยายความและคลี่คลายจุดอ่อนที่อาจสร้างความสงสัยให้ได้ ต้องปักแคมเปญให้เคลียร์ ซึ่งคิดว่าเขาทำได้ดี และพูดชัดเจนว่าส่วยเราประสานไม่ได้ ต้องชนเท่านั้น แต่แน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เพราะมันไม่เคยมีมาก่อนกับการพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นคอนเซ็ปต์ที่ใหม่ขนาดนี้ ระหว่างนมจืดกับนมพุทรา อย่างหลังก็ขายยากกว่าอยู่แล้ว ความต่างขายยากกว่าสิ่งที่คนคุ้นเคย" ทีมแคมเปญของวิโรจน์กล่าวยอมรับ

ส่วนท่าทีปะฉะดะ บุคลิกเอาจริงเอาจังของวิโรจน์ ที่ทำให้ผู้คนบางส่วนนำไปเปรียบเทียบกับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สองสมัย ที่หาเสียงด้วยข้อความดุดันไม่แพ้กัน จนเรียกคะแนนเสียงจากชาวกรุงไปได้กว่าสามแสนคะแนนในการเลือกตั้งปี 2547 และ 2551 ทีมวิโรจน์ขอแจกแจงว่า "สิ่งที่ชูวิทย์ทำ เป็นการสร้างความหวือหวา แต่การชนแบบชูวิทย์ไม่ได้พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ๆ ต่างจากสิ่งที่วิโรจน์นำเสนอ"

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์

เพื่อนร่วมอุดมการณ์พรรคสีส้มคาดหวังว่า หลังวิโรจน์ประกาศ "12 นโยบายกรุงเทพฯ สร้างเมืองที่คนเท่ากัน" และ "เลือกวิโรจน์เป็นผู้ว่าฯ ออกไปกาให้คนเท่ากัน" เมื่อ 27 มี.ค. "คนจะรู้สึกว่าเลือกวิโรจน์เป็นผู้ว่าฯ ได้ เพราะเป้าหมายของเวทีนี้คือการส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้บริหารให้แก่วิโรจน์ จากที่คนทั่วไปอาจยังไม่นึกออก"

แต่สำหรับชัชชาติ ไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างการจดจำในฐานะผู้บริหาร และเคยเป็นอดีตแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทยมาแล้ว ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น เขาโทรแจ้ง "นายเก่า" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และบอกผู้ใหญ่ในพรรคบางคนว่าขอลงสมัครในนามอิสระ และคาดหวังจะได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนหลากหลายวงการที่อาจ "เชื่อชัชชาติ แต่ไม่ชอบเพื่อไทย" แต่ดูเหมือนมีคนจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อมั่นในความเป็นอิสระของเขา โดยเฉพาะเมื่อพรรคเพื่อไทยงดส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ส่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต

มีรายงานว่าทีมเพื่อนชัชชาติขอความร่วมมือให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของเพื่อไทย งดสวมใส่เสื้อยืดสีดำ "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ของทีมเพื่อนชัชชาติลงพื้นที่หาเสียงเพื่อลดทอนกระแสโจมตีเรื่องการโยงใยกับพรรคเพื่อไทย แต่ถึงกระนั้นก็มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ฝั่งธนบุรี สวมเสื้อทีมเพื่อนชัชชาติไปพบปะประชาชนและโพสต์ภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีหัวคะแนนบางส่วนแอบกระซิบประชาชนในชุมชนว่า "เลือก ส.ก. เพื่อไทยไปช่วยชัชชาติทำงาน"

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทีมรณรงค์ทางการเมืองของชัชชาติไม่คิดว่าต้องตามไปแก้ไขข่าวแต่อย่างใด เนื่องจากว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามอิสระรายนี้มีเพื่อนฝูงอยู่หลายพรรคหลายวงการ ก็ต้องอดทนทำงานไป

อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ร่วมกิจกรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ภายใต้แคมเปญ "BANGKOK BLING กรุงเทพฯ มั่งคั่ง" เมื่อ 24 มี.ค.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ร่วมกิจกรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ภายใต้แคมเปญ "BANGKOK BLING กรุงเทพฯ มั่งคั่ง" เมื่อ 24 มี.ค.

เมื่อให้ประเมินว่า การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคเพื่อไทย โดยมี แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง "หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" และบุตรสาวของ ทักษิณ ชินวัตร นำทัพเอง ส่งผลอย่างไรต่อกระแสหนุน-ต้านชัชชาติ

เพื่อนชัชชาติไม่ได้ตอบคำถามนี้ชัดเจน โดยระบุเพียงว่าต้องโฟกัสกับการทำงาน และการแข่งขันกับแคนดิเดตอื่น ๆ ต่อไป

"เราเข้าใจว่าพอเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง จะมีเกมพวกนี้ออกมาเรื่อย ๆ มีความพยายามจะลากการเมืองภาพใหญ่ให้มาเจอกันตรงนี้ ในฐานะแคนดิเดตที่มีคะแนนนำในสำนักโพล ย่อมถูกท้าทายเป็นธรรมดา ก็ต้องติดตามและคอยตั้งรับ แต่ถึงขนาดต้องไปตามแก้หรือไม่ เราคงพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป และกลับมาเน้นว่า vision (วิสัยทัศน์) ของเราคือเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ส่วน mission (พันธกิจ) คือทุกคนทำงาน" ผู้ร่วมทีมแคมเปญของชัชชาติระบุ

ครบคือจุดแข็ง

หากการ "คิดครบ" คือจุดแข็งของชัชชาติจากมุมมองของทีมเพื่อนชัชชาติ ด้วยการผลิต 200 นโยบายที่หลอมรวมจากแนวคิดของหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ก่อนนำมาจัดกลุ่มและประกาศเป็นนโยบาย "กรุงเทพฯ 9 ดี" เมื่อ 28 ก.พ. และพยายามชี้ให้เห็นว่าหนึ่งโยบายจะใช้กับพื้นที่ทั้ง 50 เขต หรือใช้กับคนทุกกลุ่มไม่ได้

การ "ส่งครบ" ทั้งผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก. 50 เขต ก็คือจุดแข็งของแคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลตามการประเมินของทีมกลยุทธ์ทางการเมือง เพราะเชื่อว่าจะสร้างความน่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนว่ามีทีมทำงานจริง

"ผู้ว่าฯ ที่ไม่มี ส.ก. ใครจะดูแลงบประมาณ ใครจะจัดสรรงบประมาณให้" วิโรจน์โยนคำถามนี้ขึ้นมาลอย ๆ กับบีบีซีไทยโดยไม่ได้ระบุถึงคู่แข่งขันรายใดเป็นการเฉพาะ

ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. 50 เขตของพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. 50 เขตของพรรคก้าวไกล

อย่างไรก็ตามผู้สมัครอิสระสองรายที่ไร้ทีม ส.ก. ทั้ง ชัชชาติ และ สกลธี ภัททิยกุล ต่างระบุตรงกันว่า ส.ก. เป็นเรื่องของการสร้างเครือข่าย-การทำพื้นที่ของพรรคการเมือง เพราะคน กทม. ส่วนใหญ่ไม่ได้ผูกพันกับ ส.ก. มาก อีกทั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชน ไม่ได้มาจากการโหวตเลือกของ ส.ก. อย่างที่ ส.ส. ต้องไปโหวตเลือกนายกฯ ในสภา

"เราเชื่อว่าตัวผู้ว่าฯ และความสามารถในการแก้ปัญหาเมือง จะเป็นจุดตัดสินใจของประชาชนมากกว่าการมีทีม ส.ก." ทีมเพื่อนชัชชาติระบุ

ไม่ต่างจากทีมวิโรจน์ที่แม้ระดมแกนนำพรรค และ ส.ส. ก้าวไกล ลงพื้นที่หาเสียงช่วยวิโรจน์ในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเมื่อเริ่มนับหนึ่งตามกฎหมาย หลังประกาศ กกต. เรื่องกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่สามารถช่วยเพื่อนร่วมพรรคหาเสียงได้อีกต่อไป

"การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่มีใครช่วยใครได้ นอกจากต้องช่วยตัวเอง เปรียบเหมือนนายกฯ ของกรุงเทพฯ ไม่มีใครช่วยนายกฯ ได้ นายกฯ ก็ต้องลุยหาเสียงเอง" ทีมแคมเปญของวิโรจน์กล่าว

โอกาสได้รับโหวต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง ชัชชาติ-วิโรจน์ มีฐานเสียงบางส่วนทับซ้อน โดยเฉพาะจากประชาชนที่ไม่ชื่นชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน และกลุ่มคนรุ่นใหม่ น่าสนใจว่าทีมแคนดิเดตผู้ว่าฯ ทั้งสองคนประเมินว่าพวกเขามีโอกาสได้รับคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มไหน

  • วิโรจน์ : คาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจาก 1) กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นฐานดั้งเดิมของพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล 2) กลุ่มสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 3) กลุ่มนักธุรกิจที่ประสบปัญหาจ่ายค่าน้ำร้อน/น้ำชามานาน ซึ่งถูกใจนโยบายท้าชนส่วย และ 4) กลุ่มผู้สูงอายุที่เห็นว่าวิโรจน์มีบุคลิกภาพคล้าย สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ และอดีตผู้ว่าฯ กทม. ในบางมุม
  • ชัชชาติ : คาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจาก 1) กลุ่มคนที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมือง และ 2) กลุ่มที่ไม่ได้ติดยึดกับอุดมการณ์การเมืองระดับชาติ แต่เลือกผู้ว่าฯ ในฐานะผู้บริหารเมือง
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ร่วมลงพื้นที่เขตบางขุนเทียนเมื่อ 19 ธ.ค. 2564 หลังพูดคุยกับชัชชาติมาปีเศษ

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

คำบรรยายภาพ, พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ร่วมลงพื้นที่เขตบางขุนเทียนเมื่อ 19 ธ.ค. 2564 หลังพูดคุยกับชัชชาติมาปีเศษ

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ หนึ่งในทีม "เพื่อนชัชชาติ" กล่าวกับบีบีซีไทยว่า คนรุ่นใหม่ที่จะโหวตเลือกชัชชาติคือกลุ่มที่เชื่อว่า "อาจารย์ชัชชาติมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้จริง ขยัน และมีภาพสม่ำเสมอในฐานะคนทำงาน"

หนุ่มวัย 30 ปี เป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ชื่อเรียกว่า "นิวเด็ม" (New Dem) และผู้สมัคร ส.ส.กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ก่อนลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคสีฟ้า แล้วเข้ามาร่วมเป็นทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยดึงฐานคนรุ่นใหม่ให้ชัชชาติตั้งแต่ ธ.ค. 2564

พรพรหมเห็นว่า คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองมาก ซึ่งต้องขอบคุณพรรคอนาคตใหม่ที่ทำให้คนตื่นตัวและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคนรุ่นใหม่แยกการตัดสินใจระหว่างการเมืองระดับชาติกับท้องถิ่น

"การเมืองระดับชาติจะเน้นอุดมการณ์ ใครมีอุดมการณ์ตรงกัน ใครมีแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ถูกต้อง ก็จะเลือกคนนั้น แต่การเมืองท้องถิ่นต้องพิจารณาตัวบุคคลจริง ๆ ผมเชื่อว่าคนที่สามารถบริหารจัดการปัญหาของเมืองได้ คือคนที่มีโอกาสจะได้รับโหวตจากคนรุ่นใหม่" พรพรหมกล่าว

กระแสในช่วงโค้งสุดท้าย กับจุดตัดสินใจบนเวทีดีเบต

ในช่วงโค้งแรกของศึกชิงเก้าอี้พ่อเมือง กทม. บรรดาผู้สมัครต่างแข่งขันกันนำเสนอนโยบายให้โดนใจประชาชน แต่ทั้งทีม ชัชชาติ-วิโรจน์ ไม่ประมาทกับกระแสที่จะเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งมักส่งผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์

"เราเชื่อว่าจะเกิดการปะทะแข่งขันทางอุดมการณ์ หรือคาแรกเตอร์ มากกว่าเรื่องนโยบาย จุดตัดสินจะอยู่ที่ความสามารถในการแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีดีเบต การตอบคำถามที่เฉียบคม กล้าตัดสินใจ เพราะเรากำลังเลือกผู้นำของจังหวัด เราจึงต้องการคนที่มีคาแรกเตอร์" ทีมแคมเปญของวิโรจน์กล่าว

เช่นเดียวกับทีมแคมเปญของชัชชาติที่คาดการณ์ว่าสองสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นจุดพลิกผัน และเห็นว่า "พอเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง การดีเบตคือเวทีสำคัญในการสื่อสารความคิด ซึ่งคนจะตัดสินที่คาแรกเตอร์ และการสื่อสารของแคนดิเดตว่าจะทำให้คนเชื่อได้อย่างไรว่าทำได้จริง"

มธ. ร่วมกับพีพีทีวี จัดเวทีเสวนา "เลือกตั้งผู้ว่าฯ แก้ปัญหาคนกรุง" โดยมีแคนดิเดตขึ้นเวที 5 คน เมื่อ 24 มี.ค.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, มธ. ร่วมกับพีพีทีวี จัดเวทีเสวนา "เลือกตั้งผู้ว่าฯ แก้ปัญหาคนกรุง" โดยมีแคนดิเดตขึ้นเวที 5 คน เมื่อ 24 มี.ค.

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีเวทีประชันวิสัยทัศน์ของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนกราวด์เกิดขึ้นอย่างน้อยสามเวที ได้แก่ เวทีเสวนาออนไลน์จัดโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอีกสองเวทีจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

ทุกท่วงทำนองของแคนดิเดตแต่ละคนถูกนำมาศึกษา-สังเกตการณ์อย่างละเอียดโดยทีมคู่แข่งขัน เพื่อนำมาวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็ง และปรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร

สิ่งที่ทีมแคมเปญวิโรจน์เห็นในตัวชัชชาติคือ ข้อมูลแน่น เตรียมสไลด์มาประกอบการพูด ไม่เน้นตอบโต้ เน้นพูดถึงนโยบายของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่ารู้จริง ฉลาด คิดครบ ซึ่งตรงกับบุคลิกภาพ "ผู้บริหารมืออาชีพ-ไม่ทะเลาะ-พร้อมแสวงหาความร่วมมือ" ที่ชัชชาติต้องการสื่อสารกับโหวตเตอร์

ส่วนสิ่งที่ทีมแคมเปญชัชชาติเห็นในตัววิโรจน์คือ บุคลิกทะลุทะลวง เน้นการตรวจสอบซึ่งเป็นการตอกย้ำผลงานที่ทำไว้ในการเมืองระดับชาติ ทว่าโจทย์เพิ่มเติมของทีมวิโรจน์หลังจบเวทีดีเบตแรกคือ "หากจุดยืนไม่ต่างจากคนอื่น ๆ จะสร้างความแตกต่างอย่างไรให้น่าประทับใจเมื่อต้องพูดเป็นคนสุดท้าย"

ผลทางการเมืองหลังเสร็จศึกเสาชิงช้า

ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง 22 พ.ค. จะจบลงด้วยชัยชนะของผู้สมัครรายใด สิ่งที่พรรคก้าวไกลได้จากการส่ง วิโรจน์ ผู้มี "ดีเอ็นเอก้าวไกล" ลงชิงเก้าอี้คือ ได้รู้คะแนนขั้นต่ำที่พรรคจะได้ในสนาม กทม. ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึง นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้-ไม่รู้ เพราะคนเลือกชัชชาติ ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย

อนค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แคมเปญผู้ว่าฯ กทม. ของก้าวไกล เคยถูกปล่อยออกมาทดสอบและนำเสนอบางส่วนในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9

ขณะที่ พรรค-พวก-เพื่อนวิโรจน์ วางแผนใช้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นหนนี้ทดสอบ "แคมเปญกรุงเทพฯ" ดึง ส.ส.กทม. เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในช่วงต้น เพื่อหยั่งกระแสนิยมทั้งของพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ของพรรค และไม่ลืมเชื่อมโยงกลับไปที่ "การเมืองแห่งความหวัง" ที่ถูกเล่าไว้ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่

"เราต้องตั้งพรรคอนาคตใหม่ เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดเป็นตัวแทนแห่งความฝันของเราได้"

"เราต้องส่งวิโรจน์ลงสมัครผู้ว่าฯ เพราะไม่มีใครเสนอนโยบายแบบที่เราต้องการ"

"การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อไร ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะให้โอกาสเราไวแค่ไหน"

"เดินออกไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 22 พ.ค. 2565 ด้วยความรู้สึกแบบที่มีเมื่อ 24 มี.ค. 2562 ด้วยความหวังว่า กทม. จะดีกว่านี้ได้ และเราจะมีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของเรา เจตจำนงของเรา"

นี่คือแคมเปญส่งท้ายที่ทีมวิโรจน์เตรียมปล่อยออกมากระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนเมืองหลวง หลังว่างเว้นจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มานานถึงเก้าปี

Endding