เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม: โฆษิต-ฐิตา-พงศา-สราวุธ หวังอะไรจากการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เขาและเธอไม่ใช่ "ตัวเต็ง" ในสนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ติดโผคนที่มีคะแนนนำในการทำโพลของสำนักต่าง ๆ แต่ทุกคนล้วนมีเป้าหมาย--ทั้งที่เปิดเผยและที่เก็บไว้ในใจ--ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เปิดตัวต่อสาธารณะ เป็นผู้แข่งขันในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่ถูกจับตามองจากคนทั้งประเทศ
ผู้สมัคร 4 คนต่อไปนี้ อาจถูกเรียกว่าเป็นม้านอกสายตา ในความหมายที่ไม่ได้ต้องการจะด้อยค่าหรือดูแคลนความสามารถ แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ติดโผผู้มีคะแนนนำและโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้มีไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม การลงสมัครรับเลือกตั้งย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำเอาสนุก และหากพิจารณาจากประวัติการทำงานแล้ว ไม่ว่าผู้สมัคร 4 คนนี้จะลงสนามด้วยเหตุผลอะไร แต่ดูเหมือนพวกเขาจะ "ไม่ได้มาเล่น ๆ"
พ.ท.หญิง ฐิตา รังสิตพล มานิตกุล อดีตผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 2) นายโฆษิต สุวินิจจิต อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (เบอร์ 24) นายสราวุธ เบญจกุล อดีตเลขาเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม (เบอร์ 28) และนายพงศา ชูแนม หัวหน้าพรรคกรีน (เบอร์ 30) คือผู้สมัคร 4 คนที่เรากำลังพูดถึง
พ.ท.หญิง ฐิตา รังสิตพล มานิตกุล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 2
พ.ท.หญิง ฐิตา หรือ "ผู้พันปราง" วัย 55 ปี เข้าสู่แวดวงการเมืองหลังจากลาออกจากราชการทหารในตำแหน่งสุดท้ายคือโฆษกกระทรวงกลาโหม มาเข้าพรรคความหวังใหม่ในปี 2540 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคความหวังใหม่ในการเลือกตั้งปี 2544
เมื่อพรรคความหวังใหม่ยุบรวมกับพรรคไทยรักไทยในปี 2545 ผู้พันปรางจึงย้ายมาเข้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น และรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ ปชป. ในปี 2547 ขณะที่พ่อของเธอคือนายสุขวิช รังสิตพล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เลือกที่อยู่กับพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งถูกยุบพรรคและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเนื่องจากมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรค

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้พันปราง นิยามตัวเองว่าเป็น "นักการเมืองผู้ยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่เคยลงถนน ไม่เคยล้มล้าง ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยเรื่องการใช้ความรุนแรงกับประชาชนในทุกกรณี"
ในวันรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ผู้พันปรางบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอตั้งใจจะเข้ามาสานต่องานด้านการปฏิรูปการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่นายสุขวิชได้ทำไว้เมื่อครั้งเป็น รมว.ศธ. และผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเธอคิดว่าถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพฯ จะมีผู้ว่าฯ เป็นผู้หญิง
การลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของผู้พันปราง จึงเป็นเหมือนการนำนามสกุล "รังสิตพล" กลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง แต่นอกจากนี้แล้ว เธอยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือการ "สู้กับผู้สมัครคนนอกของพรรคประชาธิปัตย์"
ตั้งแต่เปิดหน้าว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ผู้พันปรางโพสต์ข้อความในบัญชีเฟซบุ๊กหลายครั้ง เรียกร้องให้ผู้สนับสนุน ปชป. ลงคะแนนให้เธอในฐานะที่เธอเป็นอดีต ส.ส. และยังคงเป็นสมาชิก ปชป. ในปัจจุบัน เพื่อร่วมกัน "ให้บทเรียนแก่พรรคประชาธิปัตย์"
เธอระบุว่ากรรมการบริหาร ปชป. ชุดปัจจุบัน "ไม่รักษาสัญญาประชาชน" ด้วยการตัดสินใจร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีที่ยืนในพรรคและต้องลาออก อีกทั้งยังเลือกที่จะส่งคนนอกคือนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามของพรรค
"ปรางขอสู้ศึกกับผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนนอกของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้...เราทุกคนต้องร่วมกันสั่งสอนกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดนี้ ด้วยบทเรียนศูนย์คะแนนทั่วทุกเขตของกรุงเทพมหานคร" ผู้พันปรางโพสต์เฟซบุ๊ก
นายโฆษิต สุวินิจจิต ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 24
นายโฆษิต สุวินิจจิต นักธุรกิจและนักบริหาร เสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นครั้งที่ 2 หลังจากพ่ายแพ้ในสนามนี้เมื่อปี 2556 คราวนี้เขากลับมาพร้อมนโยบายเดิมที่เคยขายไว้เมื่อ 9 ปีก่อนนั่นคือการยกระดับการบริการประชาชนของหน่วยงานต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมงหรือ "กรุงเทพ 24 ชม."
ความฝันของนายโฆษิตที่สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็น "มหานครแห่งสุข 24 ชั่วโมง" ครอบคลุม 7 ด้าน คือ การทำมาหากิน การเดินทาง ความปลอดภัย สุขภาพ การเรียนรู้ การบริการประชาชน และเมืองคุณธรรม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"คราวที่แล้วเหมือนลงหาประสบการณ์ และตั้งใจว่าอีก 4 ปีจะเอาจริง แต่เกิดรัฐประหาร (ผ่านไป) 9 ปีถึงได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม." นายโฆษิตให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันที่มายื่นใบสมัครเมื่อ 31 มี.ค. และจับสลากได้หมายเลข 24 ตรงกับแคมเปญ 24 ชม.
ในเวทีเปิดตัวนโยบายเมื่อ 20 เม.ย. นายโฆษิต วัย 63 ปี เล่าประวัติย่อของตัวเองว่า เป็นคนชลบุรี เข้ามากรุงเทพฯ ครั้งแรกตอนที่มาเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ จบ ม.ศ.5 ก็กลับไปช่วยพ่อทำงานสารพัดอย่างที่ชลบุรี เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 มีผลบังคับใช้โดยกำหนดว่าผู้แทนราษฎรต้องจบปริญญาตรี นายโฆษิต ซึ่งค้นพบตัวเองแล้วว่าอยากจะเข้าสู่แวดวงการเมือง จึงขวนขวายเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนจบปริญญาตรีและโท ก่อนจะมาต่อปริญญาเอกด้านการบริหารที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ควบคู่กับการเรียบหลักสูตรผู้บริหารจำนวนมาก อย่างที่เขาบอกว่า "เรียนหลักสูตรชั้นนำในประเทศไทยเกือบทั้งหมด" และยังฝักใฝ่ด้านพุทธศาสนาจนศึกษาจบนักธรรมชั้นตรีด้วย
สำหรับประสบการณ์การทำงาน นายโฆษิตบอกว่าเขาทำตั้งแต่การขายของ "แบกะดิน" จนมาเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังใน จ.ชลบุรี ตอนอายุได้เพียง 24 ปี ก่อนจะเข้าสู่ธุรกิจสื่อ ขยับขึ้นมาเป็นประธานบริษัท มีเดียออฟมีเดีย มหาชน และประธานกรรมการบริษัท สปริง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์
เขายังมีโปรไฟล์เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คน คือนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้ซึ่งเมื่อมาเป็น รมว. ยุติธรรมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ดึงนายโฆษิตมาเป็นที่ปรึกษา ก่อนที่นายโฆษิตจะลาออกเมื่อวันที่ 30 มี.ค. เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ประสบการณ์ในภาคการเมืองและภาคธุรกิจ ผ่านมาทุกอย่างแล้ว เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่ผ่าน ที่จะต้องลงมาบริหารและอยากจะทำคือตั้งใจจะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม." นายโฆษิตกล่าว
นายโฆษิตบอกว่าเขาสนใจการเมืองท้องถิ่นมาก และเชื่อว่าถ้าการเมืองท้องถิ่นแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรง พร้อมกับยืนยันว่าเขาเป็นผู้สมัครที่อิสระจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ "อิสระแบบแอบแฝง" และเห็นว่าผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองจะทำงานได้ดีกว่าเพราะทำงานกับทุกคนได้
นายสราวุธ เบญจกุล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 28
ในบรรดาผู้ที่เปิดตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นายสราวุธ เบญจกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมอาจเป็นผู้สมัครที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้ติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด
นอกจากเป็นเพราะอดีตข้าราชการตุลาการคนนี้ไม่เคยแสดงออกว่าสนใจแวดวงการเมืองท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นเพราะเขาเพิ่งยื่นใบลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 30 มี.ค. หรือเพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่านายสราวุธผิดวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับโครงการจัดจ้างปรับปรุงอาคารศาลจังหวัดพระโขนงมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เห็นควรลงโทษด้วยการให้ออกจากราชการ
การลาออกจากราชการของนายสราวุธและอีกหลายตำแหน่งในองค์กรภาครัฐและเอกชนถูกมองว่าเป็นการ "ชิงลาออก" ก่อนที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) จะลงมติอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 เม.ย. ซึ่งที่ประชุม ก.ต. ก็ได้มีมติว่านายสราวุธผิดวินัยร้ายแรงและให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ
สามวันหลังจากยื่นใบลาออก นายสราวุธ วัย 56 ปี ปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง สถานที่รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 3 เม.ย. และจับสลากได้เป็นผู้สมัครหมายเลข 28 ในนามอิสระ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในวันนั้น เขาให้สัมภาษณ์สื่อมวลเพียงสั้น ๆ ว่า เหตุที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะประสบการณ์การทำงานในหลายหน่วยงานทำให้เห็นปัญหามากมายในกรุงเทพฯ จึงต้องการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นกว่านี้ และบอกว่านโยบายของเขาไม่ได้แตกต่างไปจากผู้สมัครคนอื่น ๆ มากนัก กล่าวคือจะเน้นปัญหาหลัก เช่น การจราจร การระบายน้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศและทางเสียง การลดอาชญากรรม สร้างเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัย การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทำให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจต้องการจะมาเยือน ทำให้เศรษฐกิจของ กทม. และประเทศไทยดีขึ้น
ต่างจากผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อีก 29 คนที่เหลือ นายสราวุธแทบไม่เคยออกมาหาเสียงหรือประกาศนโยบาย เขาไม่เคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย แทบจะไม่มีป้ายหาเสียง และยังไม่เคยปรากฏตัวบนเวทีดีเบต เมื่อบีบีซีไทยติดต่อไป นายสราวุธบอกว่ายินดีให้สัมภาษณ์แต่ไม่ได้กำหนดวันและเวลาที่แน่นอน เมื่อเราพยายามติดต่อกลับไปอีกหลายครั้ง ก็ไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ได้รับการติดต่อกลับ
เมื่อดูประวัติการศึกษาและการทำงาน นายสราวุธจัดเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา หลังจากจบเนติบัณฑิต นายสราวุธได้ปริญญาโทด้านนิติศาสตร์อีกถึง 3 ใบจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
เขาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือเป็นประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บ.ท่าอากาศยานไทย จำกัด เป็นบอร์ดการไฟฟ้านครหลวง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และยังเคยมีตำแหน่งในสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง สำหรับที่กระทรวงยุติธรรม นายสราวุธเป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและที่ปรึกษาพิเศษประจำศาลยุติธรรม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาอาสามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. คืออะไร แต่อนาคตในสนามเลือกตั้ง กทม. ของนายสราวุธยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) ได้ติดต่อไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อขอรายละเอียดมติ ก.ต. ที่ให้ไล่นายสราวุธออกจากราชการฐานทำผิดวินัยร้ายแรง เพื่อนำมาพิจารณาว่าผู้สมัครหมายเลข 28 นี้มีคุณสมบัติต้องห้ามหรือไม่
มาตรา 50 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้รับสมัครรับเลือกตั้งไว้ 25 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ "เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ"
นายสำราญ ตันพานิช ผู้อำนวยการ กกต. กทม. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การทำผิดวินัยร้ายแรงนั้นมีหลายสถาน หากเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการจึงจะถือว่าผู้สมัครมีลักษณะต้องห้าม
ผอ.กกต.กทม. อธิบายต่อว่าเมื่อได้รับเอกสารจากสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว กกต.กทม. จะวินิจฉัย โดยจะรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจคุณสมบัติและตัวผู้สมัครด้วย จากนั้นก็ทำความเห็นเสนอต่อประธาน กกต. หากประธาน กกต. วินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามแล้วผู้สมัครไม่เห็นด้วย ก็สามารถอุทธรณ์ได้ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะต้องแล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้ง 22 พ.ค.
นายพงศา ชูแนม ผู้สมัครในนามพรรคกรีน เบอร์ 30
พงศา ชูแนม เป็นชื่อที่คุ้นเคยของคนในภาคประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชน
นักเคลื่อนไหววัย 58 ปี เป็นที่รู้จักจากการทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่รับราชการในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก่อนจะลาออกจากราชการเมื่อปี 2557 ในตำแหน่งสุดท้ายคือหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร
นายพงศาเป็นผู้ผลักดันแนวคิด "ธนาคารต้นไม้" รวมทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิธนาคารต้นไม้ ที่สนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้และนำมามาแปลงเป็นสินทรัพย์ ซึ่งเขามองว่าจะช่วยทั้งเรื่องฟื้นฟูระบบนิเวศและแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน
ช่วงที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวบนท้องถนนในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นายพงศาเป็นคนหนี่งที่ขึ้นเวทีปราศรัยของ กปปส. ที่เขาใช้เผยแพร่แนวคิดธนาคารต้นไม้และสิทธิชุมชน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ราว 1 ปี ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน มี.ค. 2562 นายพงศากับผู้ร่วมอุดมการณ์กลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันก่อตั้ง "พรรคกรีน" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเขารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค พรรคกรีนส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนั้นกว่า 100 คน แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้งเลยสักคนเดียว แต่พรรคกรีนก็ยังทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีมติว่าหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อไหร่ พรรคจะส่งผู้สมัครลงสนามด้วย
"เราก็เหมือนพรรคกรีนในต่างประเทศ ที่อาจจะไม่ได้หวังชนะการเลือกตั้ง แต่ส่งผู้สมัครลงเพื่อให้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของเรามีที่ยืน" นายพงศาบอกกับบีบีซีไทย
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคกรีนชูนโยบาย "เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพฯ" เป็นนโยบายหลัก
"กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยมากเมื่อเทียบกับมหานครอื่น ๆ ของโลก คือประมาณ 3 ตารางเมตร/คน เรามีเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 30 ตารางเมตร/คน ซึ่งเรามีวิธีการที่ทำได้จริง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย"
กรุงเทพฯ มีพื้นที่ 9.8 แสนไร่ แต่มีพื้นที่สีเขียวแค่ 2 หมื่นไร่ หากนายพงศาได้เป็นผู้ว่าฯ เขาจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เป็น 1 แสนไร่
วิธีการของเขาก็คือการนิยามพื้นที่สีเขียวเสียใหม่ โดยให้นับรวมพื้นที่ของเอกชนและปัจเจกบุคคลที่มีการปลูกต้นไม้ด้วย นอกจากนี้ กทม. จะจ่ายค่าตอบแทนสำหรับคนที่ดูแลต้นไม้ในกรุงเทพฯ
"นี่เป็นนโยบายที่เราคิดว่าไม่เหมือนใคร ต่างจากแนวทางการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการเวนคืนหรือการซื้อที่ดินมาทำสวนสาธารณะ ที่ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณมาก แต่พรรคกรีนจะจัดงบประมาณในการดูแลพื้นที่สีเขียวของทุกคน อาจใช้งบประมาณแค่ 4 พันล้านบาทต่อปีสำหรับพื้นที่สีเขียว 1 แสนไร่"
นายพงศายอมรับว่าเขาไม่ได้หวังชัยชนะ และไม่ได้ตั้งเป้าเลยว่าจะต้องได้คะแนนเท่าไหร่ เพราะ "ความคิดของเราเสร็จในมือใครก็ได้ หน้าที่ของพรรคกรีนทั่วโลกคือผลิตนโยบายที่ดี ๆ ถ้าเราได้คะแนนสักจำนวนหนึ่ง ก็จะทำให้ผู้ว่าฯ ที่ได้รับเลือกต้องหันมาสนใจว่ามันน่าจะดี แล้วเอาไปทำ"

วิดีโอเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565 ที่คุณอาจสนใจ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 4













