ปล่อยกู้เกินกำลัง-หนี้ครัวเรือนท่วม ทำเครดิต 4 ธนาคารไทยลด

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของไทยที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนการระบาด ของโรคโควิด-19 บวกกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นความท้าทายที่ผู้บริหารประเทศต้องเผชิญ
ในเวลาเดียวกันภาคการธนาคารของไทยถูกมองว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงระบบ ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารใหญ่ของไทย 4 แห่ง คือไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย และทีเอ็มบีธนชาต เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่าฐานะการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยยังแข็งแกร่ง ขณะที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และอดีตกรรมการ ธปท. ชี้ว่าการที่ธนาคารพาณิชย์ถูกลดอันดับเครดิตสะท้อนภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังมีสูง
รศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกบีบีซีไทยว่า การปรับลดความน่าเชื่อถือของ S&P สะท้อนถึงแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่ในระดับสูง โครงสร้างทางการเงินภาคเอกชนอ่อนแอลง ส่งผลต่อฐานะของธนาคารขนาดใหญ่ ในเวลาเดียวกันหากความสามารถในการชำระหนี้และการบริหารหนี้สาธารณะไม่ดีพอ เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นจนเกิน 70-80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือจีดีพี ก็อาจมีผลให้ไทยมีโอกาสถูกปรับลดอันดับเครดิตประเทศ (Sovereign Credit Rating) ในอนาคตได้
อย่างไรก็ดี บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย เชื่อว่าโอกาสที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับเครดิตประเทศยังมีไม่มาก ข้อมูลทางเศรษฐที่ผ่านมาชี้ว่าไทยคงความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ BBB+ มานาน 18 ปี แม้จะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจอย่างวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ช่วงปี 2550-2551 และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ไทยยังไม่เคยถูกปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ. ดร.อนุสรณ์ เห็นว่าปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยเมื่อเทียบกับจีดีพียังคงอยู่ในระดับสูงมากคือราว 90-92% มูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านบาท หนี้เหล่านี้อาจจะกลายเป็นหนี้เสียต่อไป หากรายได้ประชาชาติ และจีดีพี ไม่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่านี้
"สำหรับประชาชนทั่วไป ผมแนะนำว่าไม่ควรบริโภคเกินตัว ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่มีเงินออมหรือมีฐานะทางการเงินเข้มแข็งก็อาจจะเป็นโอกาสในการลงทุนได้" เขาแนะนำ

ที่มาของภาพ, Getty Images
S&P ประเมินอย่างไร
S&P มองว่าความเสี่ยงเชิงระบบของธนาคารไทยเพิ่มสูงขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ และการปล่อยกู้เมื่อเทียบกับความสามารถในการชำระเงินของผู้กู้เป็นไปนานกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ การผ่อนปรนเรื่องกฎระเบียบ เช่น หลักเกณฑ์การปล่อยกู้ซื้อบ้าน และไร้ซึ่งมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่จะทำให้แนวทางในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างล่าช้าออกไปอีก
S&P ยังประเมินว่ายอดหนี้เสียในภาคการธนาคารจะเพิ่มจากปัจจุบันที่ 3% เป็น 5% ในอีก 24 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2551

ที่มาของภาพ, Getty Images
นั่นจึงเป็นที่มาของการปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย จากระดับ BBB+ ลงสู่ระดับ BBB และปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารกรุงไทย และธนาคารทีเอ็มบีธนชาตจากระดับ BBB ลงสู่ระดับ BBB-
แต่ S&P ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารกรุงเทพที่ระดับ BBB+ โดยระบุว่า ธนาคารแห่งนี้มีความสำคัญในเชิงระบบในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ และยังได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ระดับ BBB+ ไว้เช่นเดิม โดยระบุว่า ธนาคารได้ประโยชน์จากการเป็นธนาคารในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป
จากข้อมูลเว็บไซต์ ธปท. อธิบายเกี่ยวกับระดับเครดิตว่า มีการจัดทำหลายสถาบัน เช่น S&P, Fitch และ Moody's โดยแต่ละรายก็จะมีการจัดระดับที่หลากหลายเพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุน โดยแบ่งเป็นระดับใหญ่ ๆ 2 ระดับ ประกอบด้วย ระดับการลงทุน (investment grade) และ ระดับเก็งกำไร (speculative grade)
สำหรับกรณีของ S&P ที่ปรากฏในข่าวคือ BBB+, BBB, และ BBB- มีความหมายว่า "มีความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนเพียงพอ" นอกจากนี้ยังมีระดับที่สูงกว่านั้น เช่น
- AAA หมายความว่ามีความสามารถจ่ายคืนหนี้สูงสุด
- AA+, AA, AA- คือ มีความสามารถจ่ายคืนหนี้สูง
- A+, A, A- มีความสามารถในการจ่ายผลตอนแทนสูงแต่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจกว่า 2 อันดับก่อนหน้า
ธปท. เชื่อคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวดีขึ้น
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. มีมาตรการสนับสนุนให้ ธนาคารพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนโยบายเชิงผ่อนคลายที่เหมาะกับบริบทของไทย และไม่ต่างไปจากแนวทางที่ประเทศอื่น ๆ ทำ
นายรณดลอธิบายว่าลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือปรับลดลงจากที่เคยมีสัดส่วนสูงสุดที่ 30% ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของไทย ในเดือน ก.ค. ปี 2563 มาอยู่ที่ 14% ณ สิ้นปี 2564 และลูกหนี้ที่ออกจากมาตรการไปแล้วสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ

ที่มาของภาพ, Reuters
ข้อมูลจาก ธปท. ชี้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20% และในช่วงปี 2563-2564 ธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองเพิ่มเติม 4.3 แสนล้านบาท ทำให้เงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันอยู่ที่ 8.9 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 1.6 เท่าของสินเชื่อด้อยคุณภาพ
รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้รายได้ และความสามารถ ในการชำระหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ดีขึ้น
บทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ ธปท.ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงก่อตัวมาระยะหนึ่งแล้วและถูกซ้ำเติมให้ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยวิกฤตโควิด จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) โดยเฉลี่ยของครัวเรือนไทยอยู่ในจุดใกล้เส้นยาแดงที่ระดับ 30% มาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด (ปี 2562) หากสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นจนเกิน 30% ซึ่งเป็นจุดวกกลับ (turning point) การก่อหนี้ก็จะเปลี่ยนบทบาทจากการกระตุ้นเป็นการฉุดรั้งการบริโภคของครัวเรือน และเมื่อเกิดวิกฤตโควิดช่วงปี 2563 - 2564 เศรษฐกิจไทยถูกกระทบรุนแรง รายได้ครัวเรือนหายไปมาก ครัวเรือนจำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อพยุงกำลังซื้อและรักษาระดับการบริโภค สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้โดยเฉลี่ยจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วเกินระดับ 30% จนทำให้ภาระหนี้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
มองไปข้างหน้า แม้รายได้ของครัวเรือนจะมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่คาดว่าภาระหนี้ที่สูงจะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจต่อไป เนื่องจากครัวเรือนจำเป็นต้องนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมก่อน ทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่
บทความเดียวกันยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม โดยหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงร้อยละ 89.3 ต่อจีดีพี ในไตรมาส 3 ปี 2564 ประกอบกับเงินออมที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด ทำให้ครัวเรือนเหล่านี้ขาดภูมิคุ้มกันในการรองรับเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาตค เช่น หากถูกเลิกจ้าง หรือค่าจ้างถูกปรับลดลงมาก นอกจากครัวเรือนจะลดการบริโภคแล้ว ยังอาจส่งผลให้ครัวเรือนผิดนัดชำระหนี้ สร้างความเสี่ยงให้กับระบบสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ยืม และในกรณีเลวร้ายหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง ระบบการเงินได้รับความเสียหายจนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ก็จะกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรง และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ในท้ายที่สุด











