เงินเฟ้อ: 7 เหตุผลที่ทำให้ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้นทั่วโลก

Woman shopping for fresh groceries in supermarket. She is shopping with a cotton mesh eco bag.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เบธ ทิมมินส์ & แดเนียล โธมัส
    • Role, บีบีซี นิวส์

ตั้งแต่การซื้อของไปจนถึงการให้ความอบอุ่นในบ้าน ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย

เงินเฟ้อ คือ สภาวะที่ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะนี้เงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

นี่คือ 7 เหตุผลที่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

1. ราคาน้ำมันและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น

Hand filling a car with petrol

ที่มาของภาพ, Getty Images

ราคาน้ำมันลดต่ำลงในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ แต่ความต้องการได้พุ่งสูงขึ้นนับจากนั้น และได้แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี แล้ว

ในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่แกลลอนละ 3.31 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 109 บาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 1 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 2.39 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน (ประมาณ 79 บาท)

ราคาแก๊สก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องจ่ายค่าทำความร้อนส่วนกลางสูงขึ้นอย่างมาก

อุปสงค์จากเอเชียยังได้ทำให้ราคาสูงขึ้นด้วย ประกอบกับช่วงฤดูหนาวในยุโรปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ปริมาณสำรองของแก๊สลดน้อยลง

2. ขาดแคลนสินค้า

รองเท้าไนกี้วางอยู่ในร้านของบริษัทในนครนิวยอร์ก

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, Nike - and other companies - have raised prices due to supply chain costs

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันหลายอย่างพุ่งสูงขึ้นในช่วงการระบาดใหญ่ ผู้บริโภคที่ต้องอยู่แต่ที่บ้านในช่วงล็อกดาวน์เมื่อปีที่แล้ว ได้พากันซื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเรือนและปรับปรุงบ้านใหม่ เพราะพวกเขาออกไปรับประทานข้าวนอกบ้านหรือไปเที่ยวไม่ได้

ผู้ผลิตหลายรายในหลายพื้นที่อย่างในเอเชีย เผชิญกับการถูกบังคับให้ปิดตัวเนื่องจากข้อจำกัดป้องกันการระบาดของโควิด ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการนับตั้งแต่นั้น

เรื่องนี้ได้นำไปสู่การขาดแคลนวัสดุต่าง ๆ อย่างพลาสติก คอนกรีต และเหล็ก ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ราคาไม้ในสหราชอาณาจักรสูงกว่าราคาปกติในปี 2021 มากถึง 80% และในสหรัฐฯ ราคาปรับตัวขึ้นเป็นกว่าสองเท่าของช่วงปกติ

ผู้ผลิตสินค้ารายย่อยเจ้าสำคัญของสหรัฐฯ อย่างไนกี้ (Nike) และคอสต์โก (Costco) ได้ปรับราคาสินค้าของตัวเองเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ยังมีการขาดแคลนไมโครชิป ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และสินค้าในครัวเรือนอื่น ๆ ด้วย

3. ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ

Aerial view of shipping container at dock

ที่มาของภาพ, Getty Images

หลังการระบาดใหญ่ของโควิด มีความต้องการใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ทำให้ผู้ผลิตสินค้ารายย่อยต้องจ่ายค่าขนส่งสินค้าเหล่านี้ไปยังร้านค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค

ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต 1 ตู้ จากเอเชียไปยุโรป ปัจจุบันอยู่ที่ 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 560,000 บาท) หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 10 เท่า โดยปีก่อนอยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 49,000 บาท)

นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมในการขนส่งสินค้าทางอากาศก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกในยุโรปอีก

คอขวดในการขนส่งสินค้าดูเหมือนจะผ่อนคลายลงในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว โดยสหรัฐฯ ได้แก้ปัญหาสินค้าตกค้างตามท่าเรือต่าง ๆ ของสหรัฐฯ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จ

แต่โอมิครอนและการเกิดขึ้นของเชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ของโรคโควิดในอนาคตอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงอีกครั้งได้

4. ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น

คนจำนวนมากลาออกจากงานหรือเปลี่ยนงานในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด

ในสหรัฐฯ ข้อมูลกระทรวงแรงงานระบุว่า เดือนเม.ย. มีคนลาออกจากงานกว่า 4 ล้านคน เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นสูงสุด

ส่งผลให้ บริษัทต่าง ๆ เผชิญปัญหาในการสรรหาพนักงานอย่าง คนขับรถ เจ้าหน้าที่แปรรูปอาหาร และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร

การสำรวจผู้ค้ารายย่อยที่สำคัญ 50 แห่งในสหรัฐฯ พบว่า 94% กำลังมีปัญหาในการหาพนักงานมาเติมในส่วนที่ขาด

ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับขึ้นค่าจ้าง หรือเสนอเงินพิเศษเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานไว้ แมคโดนัลด์ (McDonald's) และแอมะซอน (Amazon) กำลังเสนอเงินพิเศษระหว่าง 200-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,600-33,000 บาท) ให้กับพนักงานเช่นกัน

ต้นทุนด้านพนักงานที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้ถูกผลักภาระให้แก่ผู้บริโภคอีกเช่นกัน

Next แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกระบุว่า แผนการปรับขึ้นราคาในปี 2022 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนค่าจ้างที่กำลังสูงขึ้น

พนักงานแอมะซอนในสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แอมะซอนกำลังเสนอเงินพิเศษ เพื่อพยายามรักษาพนักงานไว้

5. ผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ

สภาพอากาศที่รุนแรงในหลายพื้นที่ของโลก มีส่วนทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น

ปริมาณน้ำมันทั่วโลกได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนไอดาและนิโคลัสที่เคลื่อนผ่านอ่าวเม็กซิโก และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับน้ำมันในสหรัฐฯ

ปัญหาปริมาณความต้องการไมโครชิปเลวร้ายลงกว่าเดิม หลังจากที่พายุรุนแรงทำให้โรงงานสำคัญหลายแห่งปิดตัวลงในรัฐเทกซัสเมื่อปีที่แล้ว

ต้นทุนกาแฟก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน หลังจากที่บราซิล ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อย หลังจากที่เผชิญกับภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ

สายส่งไฟฟ้าในรัฐเทกซัส

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สภาพอากาศที่หนาวเย็นในรัฐเทกซัส ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง

6. อุปสรรคทางการค้า

สินค้านำเข้าที่ราคาสูงขึ้นมีส่วนทำให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน กฎเกณฑ์การค้าใหม่ ๆ ช่วงหลังจากที่สหราชอาณาจากออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิต (Brexit) คาดว่า จะทำให้มีการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมายังสหราชอาณาจักรลดลงราว 1 ใน 4 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021

การคิดค่าบริการโรมมิ่งกำลังจะกลับมาเรียกเก็บจากคนที่เดินทางจากสหราชอาณาจักรไปยังสหภาพยุโรปอีกครั้งในปีนี้

นอกจากนี้ กำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ใช้กับสินค้าจากจีน ก็ถูกผลักภาระให้แก่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด ด้วยการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

หัวเว่ย (Huawei) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ระบุในปีที่แล้วว่า การคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับทางบริษัท กำลังส่งผลกระทบต่อผู้จัดหาสินค้าในสหรัฐฯ และผู้บริโภคทั่วโลก

7. การยุติการช่วยเหลือในช่วงการระบาดใหญ่

Money changing hands at Walthamstow market, November 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกได้ให้การช่วยเหลือแก่ธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา

การใช้จ่ายภาครัฐและการกู้ยืมเงินของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกในช่วงของการระบาดใหญ่ เรื่องนี้ได้นำไปสู่การปรับขึ้นภาษีที่มีส่วนทำให้ค่าครองชีพตึงตัว ขณะที่ค่าจ้างของคนส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งได้มีนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองแรงงานอย่าง การพักงานโดยที่ได้รับเงินช่วยเหลือบางส่วน และนโยบายด้านสวัสดิการต่าง ๆ ที่คุ้มครองคนที่มีค่าจ้างต่ำที่สุด

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนระบุว่า นโยบายเหล่านี้อาจจะผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่มาตรการความช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังจะยุติลง