ราคาข้าว : เหตุใดราคาข้าวปีนี้จึงตกต่ำจนถูกนำมาเปรียบกับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

afp

ที่มาของภาพ, AFP/getty images

ในขณะที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าราคาอาหารทั่วโลกมีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะข้าวสาลีที่ราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ในรอบ 12 เดือน ราคาข้าวไทยกลับประสบปัญหาราคาตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี ตามการวิเคราะห์ของนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เล่าว่า ราคาข้าวเปลือกปีนี้เริ่มตกตั้งแต่เดือน ต.ค. มีปัจจัยจากการส่งออกข้าวได้น้อย อีกทั้งราคาข้าวของไทยสูงกว่าประเทศอื่น ทำให้ส่งผลต่อวงจรข้าวในประเทศ โรงสีซื้อข้าวจากชาวนาน้อยลง ทำให้ราคาที่ชาวนาขายได้นั้นถูกลง อีกทั้งยังมีปัญหาความชื้นในข้าวซึ่งปีนี้ข้าวมีความชื้นสูงถึง 25-35%

ราคาข้าวเปลือกที่ต่ำลงในปีนี้ ข้าวเปลือกเหนียวเป็นชนิดที่เห็นชัดที่สุด ล่าสุดวันที่ 5 พ.ย. อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.80 บาท ซึ่งปราโมทย์ กล่าวว่า ต่างจากปีที่แล้ว ที่ขายได้ กก. ละ 8-10 บาท

เขาบอกว่า ความหวังของชาวนาตอนนี้ คือ การประกันรายได้ที่ชาวนากำลังรอคอยเพื่อนำมาชดเชยกับราคาข้าวที่ตกลง โดยคาดว่าเงินชดเชยดังกล่าวจะโอนให้เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ตามโครงการประกันรายได้ ในวันที่ 9 พ.ย. นี้

เกษตรกรในหลายพื้นที่เล่าผ่านโซเชียลมีเดียว่าราคาขายข้าวเปลือกเหนียวอยู่ที่ กก. ละ 5-6 บาท จนถูกนำมาเปรียบกับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อยู่ในระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ราคานี้เป็นราคาข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ หรือที่ชาวนาเรียกว่า "ข้าวสด" ที่ขายให้แก่โรงสี ซึ่งจะถูกกว่าข้าวตากแห้งและเปอร์เซ็นต์ความชื้นน้อยกว่า ตามที่เห็นกำหนดราคากลางโดยทั่วไปที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กำหนด

ชาวนารายหนึ่งใน จ.ขอนแก่น บอกบีบีซีไทยถึงราคาข้าวเหนียวที่รับซื้อใน อ.พล อยู่ที่ กก. ละ 6 บาท ส่วนข้าวเหนียวใหม่ที่ตากแห้งแล้ว รับซื้อชาวนาที่ กก. ละ 7-8 บาท

"ปีที่แล้วข้าวเหนียวกับข้าวเจ้าราคาไม่ต่างกันเท่าใหร่ต่างกันแค่ 1 บาท จำได้ว่าข้าวเหนียว 9-10 บาท ก็ยังดีกว่าปีนี้ มันตกต่ำจริง ๆ ครับ ต่ำจนน่าตกใจ"

ในกลุ่มซื้อขาย ข้าวสาร-ข้าวเปลือก ที่ส่วนใหญ่เกษตรกรนำมาจำหน่ายเอง ยังมีเกษตรกรเข้ามาบอกราคาในระยะนี้ด้วยว่า ที่เชียงรายขายได้ต่ำกว่า 6 บาทต่อ กก. ไม่ต่างจากที่บุรีรัมย์ที่คาอยู่ที่ กก. ละ 6 บาทเช่นกัน

ไม่ใช่แค่เพียงข้าวเปลือกข้าวเหนียว แต่สถานการณ์ราคาหน้าโรงสีที่ชาวนาใน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บอกบีบีซีไทย ด้วยว่าข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 ที่โด่งดังของสุรินทร์ก็ลดลงเช่นกัน ขณะนี้ราคาอยู่ที่ กก. ละ 8.40 บาท ต่างจากปีที่แล้วที่ขายได้ 9-11 บาท

สถานการณ์ปีนี้

"ในรอบ 10 ปี และ 11 ปี ก็ปีนี้ละ ที่ตกมาก" นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกกับบีบีซีไทย

เขาบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว หรือข้าวเหนียวต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก

"หนักทั้งหมด ทั้งข้าวหอมมะลิ 105 ราคา 8,000-9,000 ข้าวขาวทั่วไป 6,000-7,000 กว่าบาท เทียบกับปีที่แล้วผิดกันเลย แล้วข้าวเหนียวเหลือแค่ 5.80 บาทเช้านี้ (5 พ.ย.)" ปราโมทย์ กล่าว

ปราโมทย์ กล่าวว่าในปี 2564 ประเมินว่าสามารถผลิตข้าวออกมาได้ 26 ล้านตัน ดังนั้น เมื่อข้าวมีปริมาณมากจึงทำให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่หลายประเทศทั่วโลกปิดการขนส่งสินค้า ผู้ส่งออกเองก็มีต้นทุนค่าระวาง ค่าตู้สินค้าที่สูงขึ้น จึงทำให้ในภาพรวมส่งผลกระทบต่อราคาข้าวดังกล่าว

facebook/สหกรณ์การเกษตร กุดข้าวปุ้น จำกัด

ที่มาของภาพ, facebook/สหกรณ์การเกษตร กุดข้าวปุ้น จำกัด

เขาเห็นว่า นอกจากการประกันรายได้ ที่เกษตรกรกำลังจะได้รับงวดแรกแล้ว รัฐควรต้องประสานงานให้ระบายข้าวออกให้ได้

"ถ้าระบายออกไม่ได้ ผมมั่นใจว่าล้นตลาดแน่นอน"

จากปริมาณข้าวที่ไทยผลิตได้ราว 26-28 ล้านตันในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ระบุเมื่อกลางเดือน ต.ค. ว่า ตั้งเป้าส่งออกปีนี้ 6 ล้านตัน ณ สิ้นสุดเดือน ส.ค. หรือ 8 เดือนแรกของปี ไทยส่งออกได้ 3 ล้านตัน

ด้าน นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาข้าวที่ลดต่ำลงในระยะนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยทั้งความต้องการส่งออกข้าว การบริโภคในประเทศที่ลดลง และคุณภาพของข้าวที่เป็นปัญหาสืบเนื่องจากพายุที่ทำให้น้ำท่วมพื้นที่นาในหลายพื้นที่

เขาบอกว่า ราคาข้าวที่ตกต่ำในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความชื้นและคุณภาพ หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวและจำหน่ายให้กับโรงสีทันที ข้าวมีความชื้นสูงประมาณ 30% ไม่สามารถนำไปสีได้ทันที ต้องลดให้เหลือที่ความชื้นมาตรฐานไม่เกิน 15% ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการซื้อขายข้าวตามโครงการของรัฐบาล

เสียงจากชาวนาสุรินทร์

บำเพ็ญ (นามสมมติ) ชาวนาวัย 38 ปี จาก อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ มีกำหนดเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ข้าวที่ขึ้นชื่อของสุรินทร์แถบทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ปลูกไว้ 35 ไร่ กลางเดือน พ.ย. นี้ โดยที่ราคาที่รับซื้อช่วงนี้ ต่ำกว่าปีที่แล้วกิโลกรัมละ 2-3 บาท จากราคา 10-11 บาท ต่อ กก. เหลือ 8.40 บาท ขณะที่ต้นทุนในการผลิตต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งและเก็บเกี่ยวสูงขึ้นถึงไร่ละกว่า 2,200 บาท สวนทางกับราคาข้าวที่ลดลง

"มันแย่ตรงที่ว่าค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน แพงขึ้น แย่จริง ๆ ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 100 กว่าบาท จากราคาเดิมของปีกลาย แล้วราคา (ข้าว) ที่ว่ากระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคากลาง เท่านี้ แล้วจะชดเชยให้เท่านี้ ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย"

เขาอธิบายว่า เมื่อชาวนาจะขายข้าว ราคาที่ได้จะขึ้นอยู่กับความชื้นและปริมาณข้าวหลังจากสีแล้ว ดังนั้น เวลากระทรวงพาณิชย์กำหนดราคากลางไว้ที่เท่าไหร่ ราคาจริงที่โรงสีรับซื้อจะเป็นอีกราคาหนึ่ง ทั้งนี้ ชาวนาในพื้นที่เดียวกับเขา มักต้องการขาย "ข้าวสด" มากกว่า เพราะไม่ต้องตากขึ้นยุ้งหลายเที่ยว อีกทั้งยังให้น้ำหนักดีกว่าข้าวแห้ง ดังนั้น ราคาข้าวสดจะถูกหักตามเปอร์เซ็นต์ความชื้น และหากมีข้าวเม็ดแดงเจือปน ก็จะยิ่งทำให้ราคาตกลงไปอีก

bbc

"ข้าวที่เอาไปขาย ถ้าเป็นข้าวแห้ง 15% เขา (โรงสี) จะไม่ได้ดูที่ข้าวแห้งอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ดูที่ต้นข้าวด้วยว่า กรัมข้าวมันได้กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างราคาเต็ม กรัมข้าวต้องได้ 35% ข้าวเปลือก 1 ขีด 100 กรัมเอามาสีแล้วคัดเป็นข้าวดี ต้องได้มากกว่า 35 กรัม ถึงจะได้ราคาเต็ม" บำเพ็ญ เล่าความยากลำบากกว่าที่ชาวนาอย่างเขาจะได้เงินจากการขายข้าว

อย่างไรก็ตาม แม้ทางการมักจะกล่าวว่า ข้าวที่มีเปอร์เซ็นต์ความชื้นจะขายได้ราคาถูกกว่าราคากลาง แต่หากเป็นข้าวแห้งที่ความชื้นน้อยจะได้ราคาดี แต่จากประสบการณ์ของ บำเพ็ญ ปีที่แล้วเขาขายทั้งข้าวสดข้าวแห้งคละกัน แต่ราคาที่ได้กลับไม่ได้สูงขึ้น

"ปีกลาย ผมขายข้าวสดบ้าง ตากไว้บ้าง ที่ขายข้าวสดได้ 11 บาท ก็ได้กับเขาอยู่ 10.70 สูงสุด เพราะว่าของผมมันดูแล้วเค้าว่า ข้าวเขียวเกินไป ยังไม่แก่เต็มที่ เขาก็ตัดลงมา แต่ข้าวที่ผมตากไว้ในยุ้ง เกือบ 4-5 ตัน เอาไปขาย ได้ (กิโลกรัมละ) 9.50 แบบนี้มันน่าตากไหม"

สำหรับการเก็บเกี่ยวที่ใกล้จะถึงนี้ เขาบอกว่า ได้ยินมาว่าราคาอาจจะขึ้นได้บ้าง แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวหลายพื้นที่ ทำให้ปริมาณข้าวจะออกมาเยอะมากในตลาด

bbc
คำบรรยายภาพ, พื้นที่นาของ บำเพ็ญ (นามสมมติ) เกษตรกรใน จ.สุรินทร์

"อยากให้ฟังความเป็นจริงจากชาวนาบ้าง.... ถึงราคาตามป้ายเท่านี้ ไปขายมันก็ไม่ได้อย่างที่ผมว่านั่นแหล่ะ เอาไปสีดู ต้นข้าวได้กี่กรัมถึงไหม แล้วมีปนไหม หักไหม หลายอย่างครับกว่าจะได้ราคาเต็ม" เขากล่าว

บำเพ็ญ ปลูกข้าวปีละ 1ครั้ง หรือที่เรียกว่า ข้าวนาปี ในฤดู ปีนี้เขาลงทุนไปแล้วร่วม 1 แสนบาทเศษ โดยการกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ แต่เมื่อเห็นราคาข้าวในปีนี้ แล้วเขาประเมินว่า เมื่อขายข้าวแล้วคงจะไม่เหลือกำไร กระทั่งใช้หนี้เงินกู้ยังคาดว่าปิดหนี้ได้ 70% เท่านั้นจากยอดทั้งหมด

แม้จะขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อรับเงินชดเชยประกันราคาข้าวไว้ แต่บำเพ็ญบอกว่า สิ่งที่เขาต้องการคือการที่รัฐบาลทำให้สินค้าเกษตรมีราคาดีมากกว่า

"มันยากต่อสภาพดินฟ้าอากาศก็พอแล้ว ยากต่อราคาปุ๋ย ยากำจัดวัชพืชที่แพง แต่ความหวังของเราที่รออยู่ มันไม่มีใครดูแลเลยตรงนี้"

"เสมอตัวก็เก่งแล้วครับปีนี้" เขาทิ้งท้าย

facebook/สหกรณ์การเกษตร กุดข้าวปุ้น จำกัด

ที่มาของภาพ, facebook/สหกรณ์การเกษตร กุดข้าวปุ้น จำกัด

คำบรรยายภาพ, ข้าวพันธุ์ กข.6 คือ ข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 ราคารับซื้อที่สหกรณ์การเกษตร กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี วันที่ 5 พ.ย. 2564 อยู่ที่กิโลกรัมละ 6.67 บาท

รัฐบาลเร่งจ่ายเงินประกันรายได้

วันที่ 5 พ.ย. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดถึงการแก้ปัญหาราคาข้าวไทยว่า ได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการนอกพื้นที่เข้าไปช่วยรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 13 จุด ใน 7 จังหวัด ตั้งแต่เดือน ต.ค. และอนุมัติโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกให้มีผู้รับซื้อเข้าไปแข่งขันรับซื้อในพื้นที่ที่มีผู้รับซื้อไม่เพียงพอต่อผลผลิต จำนวน 30 จุด ใน 19 จังหวัด

นอกจากนี้ยังมี โครงการประกันรายได้ ปี 2564/65 และมาตรการคู่ขนาน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติวงเงิน 18,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังติดขัดขั้นตอนบางประการทำให้ล่าช้ามาจนถึงสัปดาห์นี้ ล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ ธ.ก.ส. เร่งจ่ายงวดแรกในวันที่ 9 พ.ย.

ขั้นตอนการประกันรายได้ รัฐบาลจะกำหนดราคากลางที่จะชดเชยออกมาจ่ายให้เกษตรกร เป็นส่วนต่างที่เพิ่มเติมจากที่ชาวนาขายให้กับผู้รับซื้อข้าว

ประกาศราคาอ้างอิง เมื่อวันที่ 29 ต.ค. เห็นชอบการกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/2565 รอบที่ 1 หรืองวดที่ 1 สำหรับข้าวเปลือกชนิดต่าง ๆ โดยมีความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ 10,864.23 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 4,135.77 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 10,407.75 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 3,595.25 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 9,947.87 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 1,052.13 บาท
  • ข้าวเปลือกเจ้า 8,065.38 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 1,934.62 บาท
  • ข้าวเปลือกเหนียว 7,662.53 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 4,337.47 บาท