โคลิน พาวเวลล์ (1937-2021) อดีตทหารในสงครามเวียดนามที่ก้าวสู่ตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ

Colin Powell

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พลเอก โคลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ

พลเอก โคลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และนักการเมืองคนสำคัญของพรรครีพับลิกัน เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 18 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐแมริแลนด์ ด้วยอาการแทรกซ้อนขณะเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19

พลเอกพาวเวลล์ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Multiple Myeloma และโรคพาร์กินสันอยู่ก่อนแล้ว มีอาการทรุดลงและจากไปขณะที่มีอายุได้ 84 ปี โดยทางครอบครัวได้ออกแถลงการณ์ว่า "พวกเราสูญเสียสามีผู้โดดเด่นและเป็นที่รัก ทั้งยังสูญเสียพ่อ ปู่ และชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่"

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวไว้อาลัยโดยเรียกพลเอกพาวเวลล์ว่า "เพื่อนที่รักยิ่ง" ผู้นำสหรัฐฯคนปัจจุบันยังบอกด้วยว่า "เขาเป็นทั้งนักรบและนักการทูตในอุดมคติขั้นสูงสุด"

เส้นทางชีวิตจากดินสู่ดาว

พลเอกพาวเวลล์เกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 1937 โดยเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ พ่อแม่ของเขาเป็นผู้อพยพจากประเทศจาเมกา ซึ่งมาลงหลักปักฐานในย่านฮาร์เล็มของนครนิวยอร์ก ทำให้เขาต้องเติบโตขึ้นในชุมชนที่ยากจน ท่ามกลางกระแสการเหยียดสีผิวที่ยังรุนแรงอยู่ในยุคนั้น

หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายและเข้าศึกษาด้านธรณีวิทยาที่วิทยาลัยนครนิวยอร์ก พาวเวลล์ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับหน่วยฝึกกำลังพลสำรอง (ROTC) ซึ่งเป็นโครงการเฟ้นหาว่าที่ผู้นำของกองทัพสหรัฐฯ ในอนาคต เขาเคยกล่าวว่าชื่นชอบโครงการนี้เป็นอย่างมากและสามารถทำได้ดีในการฝึกทักษะทางทหารต่าง ๆ จนอาจถือได้ว่าเป็น "ประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของผม"

พาวเวลล์เข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯ ด้วยตำแหน่งร้อยตรี เมื่อปี 1958 โดยเข้ารับการฝึกขั้นพื้นฐานเพิ่มเติมในรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการเหยียดผิวอย่างรุนแรงอยู่ ทำให้เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าใช้บริการในร้านอาหารและผับบาร์ต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง

ต่อมาในปี 1962 พาวเวลล์ถูกส่งไปเวียดนามใต้ในยุคของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี เพื่อช่วยเหลือกองกำลังจัดตั้งในท้องถิ่นให้สามารถป้องกันภัยคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์ทางตอนเหนือได้ ในช่วงนี้เองที่เขาได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับดักที่เป็นไม้แหลม

Colin Powell in Vietnam

ที่มาของภาพ, Powell family photo

คำบรรยายภาพ, โคลิน พาวเวลล์ เคยได้รับบาดเจ็บในสงครามเวียดนาม

พาวเวลล์ได้สร้างวีรกรรมที่ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญในปี 1968 โดยเขารอดชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก และยังสามารถช่วยชีวิตเพื่อนทหารอีก 3 นาย ให้ออกจากซากเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเกิดเพลิงลุกไหม้ได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีที่พาวเวลล์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบจดหมายร้องเรียนเรื่องทหารอเมริกันสังหารหมู่ชาวบ้านหลายร้อยคนที่หมู่บ้านหมีลาย ได้สร้างจุดด่างพร้อยให้กับการเป็นวีรบุรุษสงครามเวียดนามของเขา โดยพาวเวลล์ชี้ว่าไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ยืนยันถึงเหตุดังกล่าว ทั้งยังพยายามปกปิดเหตุรุนแรงอื่น ๆ ที่ทหารอเมริกันก่อขึ้นกับชาวเวียดนามด้วย

หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง พาวเวลล์เข้าศึกษาในหลักสูตรเอ็มบีเอที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ก่อนได้เข้าฝึกงานที่ทำเนียบขาวในยุคของอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เขาเริ่มเป็นดาวรุ่งในสายที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้กับรัฐบาล ทั้งในยุคของอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และโรนัลด์ เรแกน

หลักการพาวเวลล์

เมื่ออดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 1989 พลเอกพาวเวลล์ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะเสนาธิการร่วม ซึ่งเป็นตำแหน่งทางทหารระดับสูงสุดในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยในขณะนั้นเขามีอายุได้ 52 ปี จัดว่าเป็นทหารอายุน้อยที่สุดและเป็นคนเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ยุทธศาสตร์การรบที่ใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเปิดฉากขึ้นในปี 1990 นั้น ได้รับการขนานนามว่า "หลักการพาวเวลล์" (The Powell Doctrine) โดยเขาเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังไม่ควรจะรีบร้อนใช้กำลังทหาร หากหนทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการทูต การเจรจาทางการเมือง หรือวิธีการทางเศรษฐกิจยังคงใช้ได้ผลอยู่

Colin Powell

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พาวเวลล์ปฏิบัติงานในกองทัพสหรัฐฯ นานถึง 35 ปี ก่อนได้เลื่อนขั้นเป็นพลเอก

อย่างไรก็ตาม หากได้เดินหน้าตามแผนใช้กำลังทหารไปแล้ว จะต้องระดมสรรพกำลังที่จำเป็นเข้าต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาชนะศัตรูได้อย่างรวดเร็ว และสูญเสียเลือดเนื้อของฝ่ายตนเองให้น้อยที่สุด ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนมากพอสมควรด้วย

แนวคิดดังกล่าวมาจากประสบการณ์ในสงครามเวียดนาม ซึ่งสอนให้สหรัฐฯ รู้จักหลีกเลี่ยงการติดหล่มในศึกที่ยืดเยื้อยาวนาน แต่ไม่บังเกิดผลสำเร็จใด ๆ ขึ้นมา

หลักการพาวเวลล์ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ และนำพาให้ปฏิบัติการ "พายุทะเลทราย" และ "โล่ทะเลทราย" ประสบความสำเร็จในที่สุด

สู่ถนนสายการเมือง

เป็นที่น่าเสียดายว่าพลเอกพาวเวลล์เริ่มขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง ในยุคของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งมาจากพรรคเดโมแครตที่ยึดถือหลักการเสรีนิยมอย่างสูง พาวเวลล์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่ยอมให้ชาวเกย์เข้าเป็นทหารในกองทัพ รวมทั้งนโยบายส่งกองกำลังไปต่างแดน เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ

เขาลาออกจากการเป็นทหารในปี 1993 และเริ่มมองหาหนทางเข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติอยู่พักใหญ่ ก่อนจะประกาศตัวเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันในปี 1995 และได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2000

Dick Cheney, Alma Powell, Colin Powll

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดิ๊ก เชนีย์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม (ซ้าย) ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วมของพาวเวลล์ เมื่อปี 1989 โดยมีนางอัลมา ภรรยาของพาวเวลล์เป็นผู้ถือคัมภีร์ไบเบิล

พาวเวลล์นั้นถือว่าเป็นนักการเมือง "สายพิราบ" ผู้มีอุปนิสัยสุภาพเรียบร้อยและเป็นกันเอง อันที่จริงแล้วเขาคัดค้านการที่สหรัฐฯ จะทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอิรักเพียงฝ่ายเดียว โดยปราศจากเสียงสนับสนุนจากนานาชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นนักการทูตของสหรัฐฯ เขาสามารถโน้มน้าวให้ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเห็นชอบกับการทำสงครามดังกล่าวได้ แม้เขาจะสารภาพภายหลังลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศแล้วว่า ข่าวกรองเรื่องอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงที่ซัดดัม ฮุสเซน ครอบครองอยู่นั้น เป็นรายงานที่ผิดพลาด

Colin Powell

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พาวเวลล์เข้าบรรยายสรุปที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก่อนเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกเมื่อปี 1991

แม้ในขณะที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งใด ๆ แล้ว พาวเวลล์ยังแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์นโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าวของ "สายเหยี่ยว" หลายครั้ง ในระยะหลังเขาเริ่มเอนเอียงมาทางพรรคเดโมแครตมากขึ้น โดยออกตัวสนับสนุนการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของบารัก โอบามา ในปี 2008 รวมทั้งได้แสดงการสนับสนุนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดอีกด้วย

หลายคนมองว่าพาวเวลล์คือนักการทูตผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง โดยเขาสามารถมองหาพันธมิตรในหมู่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้เสมอ ข้อดีที่เป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของพาวเวลล์ก็คือหลักการประจำตัวที่ว่า "สร้างพันธมิตรดีกว่าการเผชิญหน้า" ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวไว้ว่า "สงครามควรจะเป็นนโยบายทางการเมืองอย่างสุดท้ายที่นำออกมาใช้ แต่หากเราตั้งใจจะทำสงครามแน่นอนแล้ว การสู้รบนั้นควรมีจุดมุ่งหมายที่ประชาชนเข้าใจและสนับสนุนด้วย"