โควิด-19: วัคซีน-ยารักษาโรค คืบหน้าถึงไหน หลังการระบาดผ่านไป 4 เดือน

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้การระบาดใหญ่ของโรคทางเดินหายใจโควิด-19 จะถือว่าเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งที่ 3 แล้ว นับแต่โลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา โดยเกิดขึ้นตามหลังโรคซาร์สและโรคเมอร์สราว 8-18 ปี แต่จนบัดนี้เราก็ยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ผ่านการทดสอบและอนุมัติให้ใช้กับไวรัสโคโรนาเลยแม้แต่ชนิดเดียว
นับแต่มีรายงานยืนยันเหตุแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือซาร์สซีโอวีทู (SARS-CoV-2) เป็นครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีน เมื่อวันสิ้นปี 2019 ก็เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วที่คนทั่วโลกต่างตั้งตารอยาและวัคซีนที่จะมาหยุดยั้งโรคระบาด รวมทั้งช่วยชีวิตคนที่ล้มป่วยด้วยโรคปอดอักเสบมรณะชนิดนี้
ผุดโครงการพัฒนาวัคซีนแล้วเกือบร้อยแห่ง
องค์การอนามัยโลกรายงานผลสำรวจล่าสุด ณ วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมาว่า มีสถาบันวิจัย บริษัทยา และองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ริเริ่มโครงการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้วทั้งสิ้น 78 โครงการทั่วโลก ในจำนวนนี้คืบหน้าไปถึงขั้นทดลองทางคลินิกหรือทดลองกับมนุษย์แล้วอย่างน้อย 3-4 โครงการ
การสร้างภูมิคุ้มกันโดยวัคซีน คือการที่เราแนะนำให้ร่างกายได้รู้จักกับเชื้อโรคหรือบางส่วนของเชื้อโรค โดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถเรียนรู้วิธีต่อสู้ป้องกันตนเอง เมื่อถึงคราวได้รับเชื้อหรือติดเชื้อนั้นเข้าจริง ๆ โดยโปรตีนที่เรียกว่าแอนติเจนในวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีหรือสารที่สามารถต้านทานเชื้อขึ้นมานั่นเอง

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับเทคนิควิธีที่นำมาใช้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มีอยู่ 5 รูปแบบด้วยกันคือ
1) การทำให้เชื้อไวรัสซาร์สซีโอวีทู (SARS-CoV-2) ที่ก่อโรคโควิด-19 อ่อนแรงลง โดยจะคัดแยกเชื้อจากผู้ป่วย แล้วนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลานานก่อนจะนำไปใช้เป็นวัคซีน ซึ่งเชื้อที่อ่อนกำลังนี้จะไม่ทำให้ผู้ได้รับวัคซีนต้องติดเชื้อหรือล้มป่วย
ล่าสุดยังมีการทดสอบวัคซีนบีซีจี (BCG) ที่ป้องกันวัณโรค และวัคซีน MMR ที่ป้องกันโรคหัด หัดเยอรมันและคางทูม ซึ่งทำจากเชื้อแบคทีเรียที่อ่อนแอด้วยวิธีการเดียวกันนี้ เพื่อดูว่าจะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานร่างกายโดยรวมให้เป็นเกราะป้องกันไวรัสซาร์สซีโอวีทูไปก่อนชั่วคราว ระหว่างที่ยังคิดค้นวัคซีนโควิด-19 โดยตรงไม่สำเร็จได้ด้วยหรือไม่
2) ใช้ไวรัสชนิดที่ไม่ก่อโรคในมนุษย์มาเป็นพาหะ เพื่อนำแอนติเจนหรือโปรตีนที่ก่อโรคของไวรัสซาร์สซีโอวีทูเข้าสู่ร่างกาย
3) ผลิตแอนติเจนของไวรัสซาร์สซีโอวีทูขึ้นมาใหม่ โดยแทรกรหัสพันธุกรรมของไวรัสเฉพาะส่วนที่สร้างแอนติเจนได้ เข้าไปในเซลล์ของแบคทีเรียหรือเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อให้เซลล์เหล่านี้ผลิตแอนติเจนชนิดเดียวกับไวรัสออกมา ซึ่งสามารถจะนำไปใช้เป็นวัคซีนได้ ล่าสุดมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กของสหรัฐฯ ได้เริ่มพัฒนาวัคซีนชนิดนี้ที่ชื่อว่า PittCoVac ในรูปแบบของแผ่นแปะแล้ว
4) วัคซีนดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่กว่าวัคซีนสามแบบแรก ใช้การฉีดสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของไวรัสซาร์สซีโอวีทูเฉพาะส่วนที่สร้างแอนติเจนก่อโรคโควิด-19 ได้ เข้าไปในตัวของผู้รับวัคซีนโดยตรง เพื่อให้สร้างแอนติเจนของไวรัสขึ้นในร่างกาย และกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะกับบุคคลผู้นั้นได้อย่างรวดเร็ว เช่นวัคซีนที่กำลังพัฒนาโดยบริษัทอิโนวิโอ (Inovio) ในสหรัฐฯ
5) วัคซีนอาร์เอ็นเอซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่เช่นกัน ใช้สารพันธุกรรมของไวรัสในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ (mRNA) ฉีดเข้าไปในร่างกายโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดผลแบบเดียวกับวัคซีนดีเอ็นเอ แต่จะมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะไม่มีความเสี่ยงที่ดีเอ็นเอของไวรัสจะเข้าไปรวมตัวกับดีเอ็นเอของมนุษย์
ขณะนี้วัคซีนอาร์เอ็นเอตัวหนึ่งที่พัฒนาโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ โมเดอร์นา เทอราพิวติกส์ (Moderna Therapeutics) ได้เริ่มการทดลองทางคลินิกในระยะแรกไปแล้วราว 1 เดือน ซึ่งถือเป็นการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในมนุษย์ ครั้งแรกของโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เร่งวันเร่งคืน ข้ามขั้นตอนทดสอบวัคซีนให้เร็วทันใจได้หรือไม่ ?
ดร. แอนโทนี ฟอซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ (NIAID) ประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า สามารถเร่งรัดให้วัคซีนโรคโควิด-19 ผ่านการทดสอบและอนุมัติให้ใช้กับคนทั่วไปได้ ภายในเวลาหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่ง แต่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์หลายคนเห็นตรงข้ามว่า กรอบเวลาเร่งด่วนดังกล่าวยากที่จะเป็นไปได้ เพราะการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งมีขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ปกติจะต้องใช้เวลานานหลายปี
ตามปกติแล้วการพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นในห้องปฏิบัติการและทดลองในสัตว์เสียก่อน จึงจะมาถึงขั้นการทดลองทางคลินิก (clinical trials) หรือการทดลองกับมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน ระยะแรกจะเป็นการทดสอบในกลุ่มเล็กเพื่อดูเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงเป็นหลัก ระยะที่สองจะทดลองในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ผู้มีลักษณะตรงกับกลุ่มเป้าหมายของวัคซีน เช่นมีอายุหรือข้อมูลสุขภาพแบบเดียวกัน รวมทั้งทดสอบในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรค ระยะที่สามจะทดลองกับประชากรในวงกว้างเป็นกลุ่มใหญ่หลายพันคน
นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มตัดสินใจข้ามขั้นตอนการทดสอบวัคซีนในสัตว์ เพื่อไปสู่การทดลองระดับคลินิกกับมนุษย์ให้เร็วที่สุด แต่การเร่งรัดกระบวนการพัฒนาวัคซีนเช่นนี้ก็มีข้อเสีย โดยนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงให้อาสาสมัครสุขภาพดีที่เข้ารับการทดลองแล้ว ยังมีโอกาสที่วัคซีนซึ่งไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะออกสู่การใช้งานในวงกว้าง ซ้ำเติมให้เกิดผลเสียต่อระบบสาธารณสุขของโลกเข้าไปอีก
การข้ามขั้นตอนทดสอบวัคซีน อาจทำให้ไม่สามารถตรวจพบภาวะที่วัคซีนไม่ป้องกันโรค แต่กลับทำให้ร่างกายเกิดจุดอ่อนง่ายต่อการติดเชื้อยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์เอดีอี (Antibody Dependent Enhancement - ADE) นอกจากนี้ ภูมิต้านทานโรคจากวัคซีนโควิด-19 แบบเร่งทดสอบอาจไม่คงทนอยู่นาน เพราะขาดการออกฤทธิ์ที่แม่นยำตรงจุด ไม่ได้กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันย่อยในเนื้อเยื่อทางเดินหายใจส่วนบนทำงานอีกด้วย
ความหวังเรืองรองจากยาต้านไวรัส-ยากดภูมิคุ้มกัน-แอนติบอดีสกัด
เมื่อปลายเดือนมีนาคมองค์การอนามัยโลกประกาศว่า ได้ให้การสนับสนุนโครงการขนาดยักษ์ 4 โครงการที่เป็นความร่วมมือทั่วโลก เพื่อทดสอบตัวยาที่ประเมินแล้วว่าน่าจะมีศักยภาพสูงสุดในการรักษาโรคโควิด-19 โดยยาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นยาต้านไวรัสที่มีใช้รักษาโรคอื่นอยู่แล้ว
ยาตัวแรกที่โดดเด่นคือยาต้านไวรัสเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ช่วยให้ไวรัสซาร์สซีโอวีทูเพิ่มจำนวนขึ้นในปอด ทั้งเป็นตัวยาที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อต้านทานไวรัสโคโรนาและไวรัสอีโบลาโดยตรง มีการทดลองใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในบางประเทศแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผลดีและมีความปลอดภัย แต่ยังคงต้องทดสอบกับประชากรกลุ่มใหญ่เพื่อให้มีความแน่ชัดในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น โดยล่าสุดบริษัทผู้ผลิตยาเรมเดซิเวียร์บอกว่า กำลังมีการทดลองระดับคลินิกขั้นสุดท้ายในภูมิภาคเอเชียแล้ว
ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังมีการทดลองใช้รักษาโรคโควิด-19 ก็คือยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โลปินาเวียร์ (Lopinavir) และริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ซึ่งดูเหมือนจะใช้ยับยั้งเชื้อไวรัสซาร์สซีโอวีทูในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองอย่างหนูและลิงได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองเบื้องต้นกับคนไข้ที่มีอาการหนัก ดูเหมือนว่าจะไม่สู้มีประสิทธิภาพในการช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวหรือลดอัตราการเสียชีวิตลงเท่าใดนัก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนยารักษาโรคไข้มาลาเรียอย่างคลอโรควินและไฮดร็อกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ที่ตกเป็นข่าวฮือฮาก่อนหน้านี้นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือเอฟดีเอ (FDA) ของสหรัฐฯ อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกรณีฉุกเฉินได้ เนื่องจากดูเหมือนว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่เซลล์ร่างกายของมนุษย์
แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานจากการใช้งานภายนอกห้องปฏิบัติการที่ยืนยันได้ว่า ยาทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพเช่นนั้นจริง ทั้งยังพบผลข้างเคียงรุนแรงต่อหัวใจ ซึ่งทำให้คนไข้โควิด-19 เสียชีวิตหลายราย จนต้องหยุดการทดลองใช้ยาในปริมาณสูงที่ประเทศบราซิลมาแล้ว
นอกจากนี้ ยังมียาต้านไวรัสชนิดอื่น ๆ ที่อาจใช้รักษาโรคโควิด-19 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบอีกมากมาย เช่นยาต้านไวรัส "อีไอดีดี-ทู-เอต-ซีโร-วัน" (EIDD-2801) ซึ่งมีแววว่าจะใช้ได้ผลดียิ่งกว่ายาเรมเดซิเวียร์ที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งยารักษาไข้หวัดใหญ่อาวีแกน (Avigan) หรือฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่จีนและบริษัทยาของฟูจิฟิล์มในญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาขึ้น
นอกจากยาประเภทต้านไวรัสแล้ว ยังมียาที่ใช้กดภูมิคุ้มกันร่างกาย ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองใช้รักษาโรคโควิด-19 อีกจำนวนหนึ่ง เช่นยารักษาโรคข้ออักเสบและยาควบคุมความดันโลหิต โดยยาเหล่านี้จะช่วยชีวิตคนไข้ในกรณีที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านไวรัสรุนแรงเกินไป จนภูมิคุ้มกันเข้าทำลายตนเองและทำให้อวัยวะหลายอย่างล้มเหลว
ส่วนการสกัดแอนติบอดีจากน้ำเลือดหรือพลาสมาของผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19 ก็เป็นอีกความหวังหนึ่งในการพัฒนายารักษาด้วยวิธีรับภูมิคุ้มกันที่ได้จากผู้อื่นมาโดยตรง โดยผลการทดลองเบื้องต้นในจีนและสหรัฐฯ พบว่า แอนติบอดีในน้ำเลือดที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ สามารถใช้ได้ผลในห้องปฏิบัติการ และดูเหมือนว่าจะมีความปลอดภัยในการใช้กับมนุษย์ด้วย

ที่มาของภาพ, PA









